|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #40 เมื่อ: มีนาคม 31, 2008, 04:16:24 PM » |
|
เรื่องวิบากของกรรมนั้นเป็นอจินไตย หมายถึงคนทั่วไปคิดนึกคาดคะเนไม่ได้ หรือแม้ใช้ เหตุผลตามกำลังสติปัญญาสามัญก็ไม่ได้ แต่อจินไตยนั้นใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์รู้เอาเสียเลย และต่อไปนี้ จะเป็นคำตอบที่แท้จริงสำหรับคำถามนะครับ เพื่อทราบเรื่องกรรมวิบากอย่างกระจ่าง ไม่สงสัยว่า เป็นผลของกรรมเก่าหรือกรรมใหม่ คุณต้อง ๑) เป็นผู้รู้จักเจตนาของตนเองและผู้อื่น เช่นที่พูดๆหรือทำๆไปนั้น เกิดจากพื้นฐาน ความคิดมุ่งหมายอย่างไร เป็นดีหรือเป็นร้าย เป็นบุญหรือเป็นบาป พูดง่ายๆว่าเป็นกรรมขาวหรื อกรรมดำ ๒) ประมาณน้ำหนักเจตนาได้ถูกว่ามีน้ำหนักอย่างอ่อน อย่างกลาง หรืออย่างแก่ กล้า ถ้าอย่างอ่อนหมายถึงคิดไม่จริงจังหรือคนอื่นไหว้วานให้ทำ ถ้าอย่างกลางหมายถึงคิดเองแต่มี ยั้งๆชั่งใจหวั่นไหวอยู่ ถ้าอย่างแก่กล้าหมายถึงคิดริเริ่มเองด้วยความหนักแน่นและมีความยินดีขนาด ยิ้มสะใจได้ในการลงมือทำ ๓) เป็นผู้รู้จักบุญญาธิการของตนเองและผู้อื่น กล่าวคือมองออกว่าบุคคลอันเป็นเป้า กระทบของการคิด การพูด การทำนั้น กำลังอยู่ในจังหวะมีบุญคุ้มหรือไม่มีบุญคุ้ม ๔) ประมาณน้ำหนักบุญญาธิการถูก ว่าเป็นอย่างน้อย อย่างกลาง หรืออย่างมาก วัดกันที่ บารมีว่าเป็นผู้เกื้อกูลมากหรือเบียดเบียนมาก ตามหลักแล้ว ผู้เกื้อกูลคนอื่นมากจะเป็นภาคขยายผล กรรมขนาดใหญ่ ใครทำอะไรมาจะมีผลสวนคืนรวดเร็วและรุนแรง ๕) เป็นผู้รู้จักวัตถุ หมายถึงทราบว่าเครื่องมือในการประกอบกรรมนั้น มีคุณหรือมีโทษ ๖) ประมาณน้ำหนักคุณและโทษของวัตถุได้ถูก กล่าวคือรู้ชัดว่าเอามาใช้กับบุคคลใดใน จังหวะไหนแล้วเป็นมงคลหรืออัปมงคลเพียงใด เช่นวัตถุบางชิ้นเป็นของสำคัญและจำเป็นมาก ถ้า ขโมยมาจะก่อความเดือดร้อนสาหัสแก่เจ้าของ เป็นต้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #41 เมื่อ: เมษายน 01, 2008, 01:43:43 AM » |
|
 Khun CJS ๑ จำเป็นไหมครับที่ทุกคนต้องมีศาสนา ๒ เมื่อนับถือศาสนาใดแล้วจะไปข้องแวะกับศาสนาอื่นได้หรือไม่ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #42 เมื่อ: เมษายน 01, 2008, 10:30:20 AM » |
|
ตอบ ข้อ 1 ขึ้นอยู่กับแนวความคิดของแต่ละคนครับ ศาสนาเป็นเพียงแนวทางในการนำชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ ข้อ 2 ถ้าเป็นศาสนาพุทธก็ไม่ได้มีข้อบัญญัติ ห้ามไปข้องแวะกับศาสนาใด เพราะคำว่าศาสนาหรือแนวทาง เป็นเพียงสมมติบัญญัติครับ แต่ในบางศาสนา จะมีข้อห้ามไว้ครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #43 เมื่อ: เมษายน 01, 2008, 03:27:44 PM » |
|
พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช ถาม: เรามาคอยตามรู้กาย ตามรู้ใจ เพื่ออะไร เพื่อที่เราจะได้เป็นคนดีมีความสุขใช่หรือไม่ และเราควรตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมอย่างไร
การที่เรามาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจ ไม่ใช่เพื่อไปบังคับเขานะ ไม่ใช่เพื่อฝึกให้เขาดี ไม่ใช่เพื่อจะหาความสุข แต่ว่าเราตามรู้กาย ตามรู้ใจเพื่อให้เห็นความจริง กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์บังคับไม่ได้ พอเราเห็นอย่างนี้ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ วันหนึ่งจิตยอมรับความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งต่างหากจากคำว่าตัวเรา ตัวเราไม่มี ถ้าเมื่อไหร่เห็นตรงนี้เขาเรียกว่าพระโสดาบัน
เป้าหมายแรกของนักปฏิบัตินะ ต้องมุ่งไปเป็นพระโสดาบัน ต้องบรรลุพระโสดาบันให้ได้ในชีวิตนี้ ต้องตั้งเป้าอย่างนี้ เมื่อเราอยากเป็นพระโสดาบัน ต้องการเป็นพระโสดาบัน แล้วพระโสดาบันมีคุณสมบัติยังไง พระโสดาบัน คือ คนที่ละสักกายทิฏฐิได้ สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา วิธีละความเห็นผิดมีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางที่สองเลย ก็คือการที่เราคอยรู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาว่าเขาไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ นั่งคิดเอานะไม่ได้อะไร ต้องเห็นของจริง... รู้ อย่างจิตใจนี่เราเห็นเลยว่ามันแปรปรวนทั้งวัน เห็นไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งเห็นมันบังคับอะไรไม่ได้ เดี๋ยวมันวิ่งไปทางตา เคยเห็นไหม มันวิ่งไปที่หู ไปทางหู ไปฟัง วิ่งไปคิด ตรงนี้ดูออกไหม แค่เรารู้ว่ามันหนีไปคิด เราก็ตื่นขึ้นมาแล้ว เราจะเกิดความรู้สึกตัว คือเราหลุดออกจากโลกของความคิด ทันทีที่เราหลุดออกจากโลกของความคิด จิตนี้กายนี้จะไม่ใช่ตัวเราแล้ว เพราะแท้จริงเราไม่มี ตัวเราเป็นความคิดล้วนๆ เลย
๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #44 เมื่อ: เมษายน 02, 2008, 10:53:47 AM » |
|
ความทุกข์... ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของชีวิต และศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาเดียวที่สอนให้เรากล้าเผชิญหน้ากับมัน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราวิ่งหนีทุกข์ ไม่ได้สอนให้เราวิ่งหาความสุข แต่สอนให้เข้าไปทำความรู้จักกับมัน เพื่อที่จะได้เป็นอิสระจากมัน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #45 เมื่อ: เมษายน 02, 2008, 01:03:54 PM » |
|
*/  Khun cjs& สาธุชน ๑ เห็นด้วยว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนา(อย่างเป็นกิจจะลักษณะ) ขอให้มีคุณธรรมประจำใจคิดดีพูดดีทำดี ดีกว่าหลงเข้าไปอยู่ในชมรมปากว่าตาขยิบ  ชมรมหน้าเนื้อใจเสือ  ชมรมปากโอภาปราศรัย,,,นำใจเชือดคอ  ฯลฯโดยไม่รู้ตัว๕๕๕ (ส่วนนี้พูดเล่นเฮฮา just a jokeประชดสังคมนิดหน่อยจ้า ไม่ได้ว่าใครนะครับ  ) ๒ แต่ละศาสนามักมีคำสอนแนวปฏิบัติดีๆส่วนหนึ่งแม้จะมีความไม่เหมาะส่วนอื่นๆหลายอย่างเช่นนิยมความรุนแรง ความเคร่งครัดตึงเกินไป (ก็น่าจะนำบางส่วนที่ดีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชได้นะ) น่าเสร้าใจกรณีนักร้องStar4 นำเสียชีวิตด้วยมะเร็งด้วยวัยกำลังสดใส ขณะที่กำลังพยายามทำความฝันให้เป็นจริง ฝันที่อยากชนะอยากเป็นนักร้องมีงานมีเงินมารักษาโรคร้ายและช่วยเลี้ยงดูน้องๆอีก๔คน แต่เธอต้องแพ้ตลอด แม่เธอติดคุกอยู่เพราะจำต้องขายยาเสพติดจะหาเงืนมารักษาลูกสาวที่เป็นมะเร็งตั้งแต่๑๒ขวบ โชคชะตาโหดร้ายกับครอบครัวจนๆนี้เหลือเกิน สังคมชาวพุทธของพวกเราดูดายให้เธอเจ็บปวดและตายไปต่อหน้า? ไม่อยากโทษบริษัทOrganizer Star4ที่ทำกำไรมหาศาลจากรายการ แต่หากเพียงช่วยประชาสัมพันธ์บอกกล่าวผ่านสื่อสารที่มีอยู่ คนใจบุญทั่วประเทศยินดีบริจาคคนละเล็กน้อยโอนเข้าบัญชีธนาคารเป็นค่ารักษาและปลูกstem cell ไม่ให้มัจจุราชเอาเธอไปด้วยวัยเพียงเท่านี้ เสียดายที่รู้สายไปไม่มีโอกาสส่งเงินไปช่วยเธอ(ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว) คิดว่าการให้ทานชีวิตน่าทำอย่างยิ่งเพราะเพียงไถ่ชีวิตโคชาวพุทธเราก็ยังทำอยู่แล้วอ่ะครับ เห็นเธอร้องไห้ในโชคชะตาจากเทปโทรทัศน์แล้วเสร้าหดหู่มากครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #46 เมื่อ: เมษายน 03, 2008, 08:23:15 AM » |
|
ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ดูข่าวหรือรายการโทรทัศน์เท่าไหร่ ก็เพิ่งทราบหลังจากที่คุณชายนำมาเล่าสู่กันฟังครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ไม่มีใครหนีพ้นครับ ไม่วันใดวันนึงเราก็ต้องพบเจอ ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ก็ควรเร่งทำสิ่งดีๆให้กับสังคม และสร้างกุศลบุญเยอะๆครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #47 เมื่อ: เมษายน 03, 2008, 01:03:22 PM » |
|
 Khun CJS& ชาวพุทธ ถูกต้องแล้วครับ  ตอนนี้คนมีชื่อเสียงคนมีตำแหน่งใหญ่โตออกมาเสนอfaceกัน แต่ผมจะไม่ทำอะไรตามแห่หรือทำบุญในขณะคนอื่นเริ่มเข้ามามาก สายไปเสียแล้ว ไม่สามารถเอาเงินช่วยให้ศิราณีกลับมีชีวิตมาสานฝันแช่งขันร้องเพลงThe Star 4ได้อีก ไปแล้วไปลับ ไม่กลับคืน หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี อนิจจัง  เพราะคนกรุงเทพห่างเหืนธรรมมะมากไปหรือเปล่าครับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตั้งมาหลายปีแล้ว แต่ทำไมเด็กสาววัยใสๆจึงต้องรับชะตาชีวิตที่ขมขื่นสาหัสเช่นนี้ครับ โดยไม่มีภาคสังคมหรือภาคธุรกิจที่สร้างรายได้ไปจากเธอเข้ามาอุ้มชูให้มีโอกาสทำความฝันสดใสให้เป็ฯจริง  หรือว่าสังคมเมืองหลวงทั่วโลกมักเป็นเช่นนี้ สังคมมือถือสากปากถือศีล  สังคมปีศาจคาบคัมภีร์  แค่ประชดสังคมนิดหน่อยครับ ไม่โทษใคร ไม่ซีเรียสครับ  เมตตาเป็นคุณธรรมคำจุนโลก.......
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #48 เมื่อ: เมษายน 03, 2008, 07:12:35 PM » |
|
U r right kub. 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #49 เมื่อ: เมษายน 06, 2008, 08:56:03 PM » |
|
สันตินันท์ (พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในปัจจุบัน) ถาม - วิธีการเจริญสติที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้มรรคผลต้องปฏิบัติอย่างไรคะ? พวกเรามักถูกสอนว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลนั้น ต้องอาศัยการสะสมบารมีมาเนิ่นนาน ถ้าไม่มีบารมี ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ แล้วก็พาลท้อแท้ใจ คิดว่าทางนี้ยังไกลนัก ค่อยๆ เดินไปก็แล้วกัน เพราะขืนรีบเร่งเกินไป จะเหนื่อยตายเสียกลางทาง ในความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของมรรคผลนั้นหายากจริง ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเปิดเผยไว้ เราไม่มีทางหาพบได้เลย แต่เมื่อหาพบและลงมือทำแล้ว มรรคผลไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัยที่เราจะทำได้โดยเร็ว จุดตั้งต้นของมรรคผลอยู่ที่ไหน ขอเรียนว่า อยู่ที่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการเจริญสติ หากเจริญสติถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับประกันว่า จะได้ผลโดยเร็ว บางคนก็ ๗ ปี บางคนก็ ๗ เดือน บางคนก็ ๗ วัน การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสติ ไม่ใช่การก้าวเดินไปทีละขั้น เพราะมันไม่มีขั้นอะไรหรอก มีแต่ว่า (๑) เจริญสติถูกต้องอยู่ หรือ (๒) เผลอสติไปแล้ว มีอยู่เท่านี้จริงๆ ถ้าเจริญสติถูกต้อง ก็จัดว่าเดินอยู่ในทาง (มรรค) ที่จะก้าวไปสู่ผล คือความพ้นทุกข์ เจริญสติทุกวัน ก็คือเข้าใกล้มรรคผลไปทีละน้อย เจริญสติต่อเนื่องมากที่สุด ก็คือการออกวิ่งไปในทางที่ไม่ไกลเกินไปนัก แต่ถ้าเผลอสติ ก็เหมือนเดินออกนอกทาง หรือกลับหลังหันออกจากผลที่ต้องการ การเจริญสติเป็นเรื่องที่ไม่ลำบากเหลือวิสัยหรือต้องทุกข์ทรมานใดๆ แต่ก็ไม่สบายแบบตามใจกิเลส มันมีแต่ทางสายกลาง คือการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยความเป็นกลางเรื่อยไปเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การรู้ เป็นสิ่งที่ต้องพากเพียรเรื่อยไป ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า "บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร" เห็นไหมครับว่า ท่านสอนธรรมตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว ดังนั้น ถ้าเจริญสติถูกวิธีแล้ว ก็เหลืออย่างเดียว คือเพียรทำให้มาก เจริญให้มาก อันเป็น "กิจของมรรคสัจจ์" ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ตรงๆ แบบไม่ต้องตีความ อีกเช่นกัน สันตินันท์ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๒ http://www.bangkokmap.com/pm/content/view/115/37/ถาม - จำเป็นหรือไม่คะ ที่เราจะต้องเจริญสติปัฏฐาน ไปตามลำดับ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม? ถ้าถามความเห็นของผมว่าการปฏิบัติจะต้องเรียงลำดับ กาย.. ธรรม หรือไม่ ก็ขอเรียนตามประสบการณ์ว่าไม่จำเป็นครับ ผมเองก็เริ่มด้วยจิตตานุปัสสนา ต่อด้วยธัมมานุปัสสนา และเมื่อปฏิบัติไปช่วงหนึ่ง ก็เกิดสงสัยว่าจะต้องย้อนไปเจริญกายานุปัสสนาอีกไหม เมื่อเรียนถามหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ตอบว่าไม่จำเป็น ดังนั้นถ้าคุณถนัดเรื่องจิตตานุปัสสนา หรือธัมมานุปัสสนา ก็ทำได้เลยครับ เพียงแต่ต้องปรับสภาพจิตให้พร้อมจะเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เสียก่อนนะครับ คือจิตจะต้องมีความรู้ตัว รู้อารมณ์ เป็นกลาง อ่อนโยน ตั้งมั่น และไม่ถูกกิเลสครอบงำ สามารถทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์อารมณ์ที่กำลังปรากฏ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงอารมณ์ได้ สันตินันท์ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๒ http://www.bangkokmap.com/pm/content/view/216/40/
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #50 เมื่อ: เมษายน 08, 2008, 11:49:44 AM » |
|
 มี ธรรมมะแล้วปลงในรูปเวทนา อนิจจัง อนัตตา ""นึกเพ่งพิศเล็งเห็นเป็นเรื่องเศร้า โอ้โลกเราสารพัดสิ่งบัดสี ...ร่างสาวๆสวยสิ้นทั้งอินทรีย์ เห็นหนอนไชเน่าเฟะเละสิ้นดี ไม่กี่ปีหมดงามเพราะความตาย.. (เฮ้อ ทำท่าจะปลงได้ แต่คิดอีกที) จำเราจักต้องช่วยนางไว้ก่อนจะสาย ขอแนบน้องเคียงข้างไม่ห่างกาย ตามประสาพ่อยอดชาย..ใจเมตตา  (รายการธรรมมะเฮฮา อย่าseriousนะครับ ใครมีธรรมมะขำขันช่วยเผยแผ่แบ่งกันดู-ฟัง ก็ได้ครับ ขอให้มีคุณธรรมประจำใจ ไม่ตกนรกหรอกครับ  )
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 09, 2008, 12:34:20 PM โดย chai »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 5,505
|
 |
« ตอบ #51 เมื่อ: เมษายน 08, 2008, 04:02:35 PM » |
|
..คุณชาย ใจบุญจัง...ระวังผลบุญด้วยนะคะ[/glow]
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #52 เมื่อ: เมษายน 09, 2008, 12:22:36 PM » |
|
 ชี ที่โบสถ์ใกล้ๆบ้านKhun Su Denmark (จากเห็นแล้วฮา บอร์ดเก่า) 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 5,505
|
 |
« ตอบ #53 เมื่อ: เมษายน 09, 2008, 06:30:52 PM » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
|
|
|
ปอปลาตาโต
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 7,323
|
 |
« ตอบ #54 เมื่อ: เมษายน 17, 2008, 10:38:21 AM » |
|
เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ทุกสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น เมื่อใดรู้จักตนเอง ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่มี ความศรัทธา มิใช่ความจริง แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่สิงอยู่ในศรัทธา
บทโศลกธรรม จากหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
To the world you may be just one person, but to one person you may be the world. 
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #55 เมื่อ: เมษายน 20, 2008, 10:09:43 PM » |
|
เรื่องภายในย่อมสำคัญกว่าเรื่องภายนอกตน คนที่รู้เพียงเปลือกนอกย่อมสู้คนที่รู้ถึงแก่นไม่ได้ อดีต คือ ความฝัน ปัจจุบัน คือ ภาพมายา อนาคต คือ ความไม่แน่นอน คิดก่อนทำ อดทนไว้ พึงอภัย ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเอง โกงคนอื่น เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง เมตตาคนอื่น เหมือนสร้างบ้านให้ตัวเอง อย่าระแวงคนอื่น ยิ่งกว่าระวังตัวเอง ชีวิตไม่พอกับตัณหา เวลาไม่พอกับความต้องการ ที่พักครั้งสุดท้าย คือป่าช้า ถ้าท่านทำงานแข่งกับสังคม ความพินาศล่มจมจะตามมา ถ้าท่านทำงานเห็นแก่หน้า ท่านจะพบปัญหาเรื่อยไป ถ้าท่านทำตัวเห็นแก่ได้ ท่านอย่าหว ังน้ำใจจากเพื่อนฝูง ถ้าท่านกล้าเกินไป ท่านจะทำอะไรไม่สำเร็จ ถ้าท่านกล้าจนเกินงาม ท่านจะพบกับความเดือดร้อน ถ้าท่านขาดความพอดี ท่านจะพบกับความทุกข์อย่างมหันต์ ถ้าท่านขาดความยังคิด ชีวิตทั้งชีวิตจะหมดความหมาย ถ้าท่านทำใจให้สงบ ท่านจะพบกับความสุขที่เยือกเย็น ถ้าท่านมีความพอดี ท่านจะเป็นเศรษฐีในเรือนยาจก ถ้าท่านมีแต่ความงก ท่านจะเป็นยาจกในเรือนเศรษฐี ถ้าท่านมีเมตตาจิต ท่านจะมีญาติมิตรทั่วบ้าน ถ้าท่านเมตตาเกินประมาณ ท่านจะพบคนพาลทั่วเมือง ถ้าท่านคิดถึงความหลัง ท่านจะพบรังแห่งความเศร้า ถ้าท่านมีความมัวเมา ท่านจะพบความปวดร้าวภายหลัง ถ้าท่านทำดีเพื่อเด่น ท่านจะถูกขเม่นจากญาติมิตร ถ้าท่านทำดีเพื่อน้ำจิต ท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย ถ้าท่านหวังพึ่งแต่คนอื่น ท่านจะต้องกลืนน้ำตาตัวเอง ถ้าท่านรู้จักใช้เวลา ชีวิตจะมีค่ากว่านี้ ถ้าไม่กินอยู่เท่าที่มี จะได้เป็นเศรษฐีเงินกู้ ถ้ามั่วสุมกับอมายมุข จะพบความทุกข์ในเบื้องปลาย ถ้าทำหูเบาตามเขาว่า จะต้องน้ำตาตกใน ถ้าพูดโดยไม่คิด เท่ากับพ่นลมพิษใส่คนอื่น ถ้าจริงจังกับโลกเกินไป จะต้องตายเพราะความเศร้า ถ้าต้องการความเป็นอิสระ ให้พยายามชนะใจตัวเอง ถ้าไม่รู้จักความทุกข์ จะพบกับความสุขได้ที่ไหน ถ้าไม่ยอมปล่อยวาง จะพบกับความว่างได้อย่างไร ถ้าหาความสุขจากความมัวเมา ท่านกำลังจับเงาในกระจก ถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น ถ้าอยากเป็นคนความรู้ อย่าลบหลู่อาจารย์ ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ ถ้าอยากเป็นที่เคารพ ต้องพบความจบก่อนตาย อย่าทำตัวให้เด่น โดยการสร้างหนี้ให้ตัวเอง (อย่าพยายามทำใจคนอื่นให้เหมือนใจเรา เพราะเราก็ทำใจให้เหมือนคนอื่นไม่ได้)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Lek
|
 |
« ตอบ #56 เมื่อ: เมษายน 20, 2008, 11:03:42 PM » |
|
สวัสดีค่ะ..ผู้สนใจธรรมทั้งหลาย..
เข้ามาอ่านธรรมะด้วยค่ะ...วันนี้ได้ไปทำบุญมา...รู้สึกดี..จิตใจนิ่งสงบ..ขอบุญกุศลจงบังเกิดแก่สมาชิกทุกท่านด้วยค่ะ..สาธุ..
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
*Let’s practice and improve English language at the International Forum ^o^ ...ขอเชิญมาฝึกและพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษด้วยกันที่บอร์ดอินเตอร์นะคะ...
|
|
|
Ni
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
กระทู้: 24,149
นิเองค่ะ..
|
 |
« ตอบ #57 เมื่อ: เมษายน 27, 2008, 12:37:23 PM » |
|
สวัสดีค่ะคุณ CJS และสมาชิกบ้าน ธรรมะ เข้ามาอ่านทุกวัน.. เป็นการย้ำเตือนใจตัวเองได้อย่างดีเชียวค่ะ ขอบคุณนะคะที่ทำให้่ีมี บ้านนี้ขึ้นมา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"Truly great friends are hard to find, difficult to leave, and impossible to forget."
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #58 เมื่อ: เมษายน 28, 2008, 01:04:12 PM » |
|
 คุณCJS&สาธุชน ไหว้พระกันหน่อยดีไหมครับ ๑ใน๔พุทธคีรีศักสิทธิ์แห่งแผ่นดืนจีน พระสมันตภัทร บนเขาง๊อไบ๊ สูง๓๐๗๗เมตรมีหิมะปกคลุม
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2008, 01:09:05 PM โดย chai »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #59 เมื่อ: เมษายน 28, 2008, 07:31:27 PM » |
|
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล" ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ณ กาลนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระบรมศาสดาทรงตรัสแก่พระอานนท์ว่า "อานนท์ในยามที่สุดแห่งราตรีวันนี้แหละ ตถาคตจะปรินิพพาน ณ ระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ณ สาลวันแห่งมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา" ครั้นพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ได้เสด็จพระพุทธดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี ไปเมืองกุสินารา โปรดให้พระอานนท์ปูลาดเตียงที่บรรทม ณ ระหว่าไม้สาละทั้งคู่ และเสร็จขึ้นบรรทมสีหไสยา(เป็นการนอนอย่างราชสีห์ คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มือซ้ายพาดไปตามลำตัว มือขวาช้อนศีรษะไม่พลิกกลับไปมา มีสติสัมปชัญญะกำหนดใจถึงการลุกขึ้นไว้) แต่พระบรมศาสดามิได้มีอุฏฐานสัญญา มนสิการ คือไม่คิดจะลุกขึ้นอีกแล้ว เพราะเหตุเป็นไสยาอวสาน คือการนอนครั้งสุดท้าย (หรือ อนุฏฐานไสยาคือนอนไม่ลุก) ลำดับต่อมา พระอานนท์เถระเจ้าได้กราบทูลว่า "ในกาลก่อนเมื่อออกพรรษาแล้ว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายในทิศต่าง ๆ เจริญในครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เข้าใกล้สนทนาปราศัยได้ความเจริญใจ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายจักไม่ได้โอกาสอันดีเช่นนั้น เหมือนกับเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่อีกต่อไป" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล นี้ คือ ๑. สถานที่พระตถาคตเจ้าบังเกิดแล้ว คือที่ประสูติจากพระครรภ์ (คือ อุทยานลุมพินี กึ่งกลางระว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเมืองหลวงของแคว้นสักกะ กรุงเทวทหะเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกลิยะ ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาลห่างชายแดนภาคเหนือของประเทศอินเดีย ๖ กิโลเมตรครึ่ง บัดนี้เรียกว่า รุมมิเนเด) ๒. สถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (คือใต้ร่มไม่ศรีมหาโพธิ์ ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ปัจจุบันคือ ควงโพธิ์ ที่ตำบลพุทธคยา รัฐพิหารประเทศอินเดีย) ๓. สถานที่พระตถาคตเจ้าแสดงธรรมจักร (คือสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าแสดงธรรมปฐมเทศนาโปรดปัจจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทางทิศเหนือของเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ปัจจุบันนี้เรียกว่า สารนาถพาราณสีบัดนี้เรียกว่า วาราณสี) ๔. สถานที่พระตถาคตเจ้าปรินิพพาน (คือที่สาลวโนยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ปัจจุบันี้เรียกเมืองกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ) สถานที่ทั้ง ๔ ตำบลนี้แล ควรที่พุทธบริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระตถาคตเจ้า จะดูจะเห็นและควรจะให้เกิดความสังเวชทั่วกัน" "อานนท์ ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เที่ยวไปยังเจดีย์สังเวชนียสถานเหล่านี้ด้วยความเลื่อมใส ชนเหล่านั้น ครั้นทำกาลกิริยาลงจักเข้าถึงสุดคติโลกสวรรค์" อนึ่ง สังเวชนียสถาน มีความหมายถึง สถานเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช แต่คำว่าสังเวชในทางธรรมนั้น มีความหมายลึกซึ้งกว่าความหมายของคำว่าสังเวชที่พบเห็นกันทั่ว ๆ ไป กล่าวคือ ในทางธรรมหมายถึง ความรู้สึกสลดใจที่ทำให้คิดได้ ทำให้จิตใจหันมานึกถึงสิ่งที่ดีงามเกิดความไม่ประมาท เพียรพยายามทำสิ่งที่เป็นกุศลต่อไป จึงจะเรียกว่า สังเวช ความสลดในและหงอยหรือหดหู่เสีย ไม่เรียกว่าเป็นความสังเวช ปล.ขออนุโมทนาบุญ กับพี่น้องเล็กด้วยนะครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
Ni
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
กระทู้: 24,149
นิเองค่ะ..
|
 |
« ตอบ #60 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2008, 06:38:48 PM » |
|
สวัสดีค่ะคุณ CJS.. พี่นิเข้ามาอ่านธรรมะ้ที่นี่ เหมือนได้ไปฟังพระธรรมเทศนาเลยนะคะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"Truly great friends are hard to find, difficult to leave, and impossible to forget."
|
|
|
Jiewja
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
กระทู้: 873
|
 |
« ตอบ #61 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2008, 09:05:57 PM » |
|
....ขอเชิญคุณ.CJS.&.กัลยาณมิตร ที่มีจิตศรัทธาร่วมสร้างมหากุศลในโอกาสที่วันวิสาขบูชาใกล้จะมาถึง โดยการเข้าร่วมฟังธรรม และปฏิบัติธรรม “สุขง่าย ทุกข์ยาก” นำโดย พระอาจารย์ชยสาโร อดีตรักษาการเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ ในวันเสาร์ที่ 17 พ.ค. เวลา 13.00-16.30 น. ณ ห้องบอลรูมโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ถ.เพลินจิต สี่แยกราชประสงค์ กทม โดยมีครอบครัว พ.ต.อ. นรวัฒน์ เจริญรัชต์ภาคย์ เป็นเจ้าภาพ การเข้าร่วมฟังธรรมครั้งนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ
…หากท่านใดสนใจ กรุณาส่ง ชื่อ-นามสกุล มาให้จิ๋วทาง E-mail: vipa@health.moph.go.th นะคะเพื่อแจ้งไปยังผู้จัด และส่งกำหนดการไปให้ค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #62 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2008, 12:15:43 PM » |
|
ขอบคุณคุณจิ๋วมากนะครับ ที่นำข่าวสารดีๆมีบอกเล่าก้าวสิบให้กับชาวเวปครับ 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2008, 12:21:02 PM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #63 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2008, 01:22:03 PM » |
|
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ท่านมีพร้อมหรือยัง ที่จะต้องแก้ปัญหา เตรียมการไว้หรือยัง เวลาศึกต้องรบ ยามสงบต้องเตรียมพร้อมคือ กรรมฐาน ถ้ามีพร้อมในเรื่องกรรมฐานแล้ว รับรองว่า ท่านจะต่อสู้ได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีปัญหาไปถามใคร ท่านจะต้องหมดปัญหาถาม เพราะท่านหมดสงสัย ถ้าทำกรรมฐานได้ท่านจะไม่สงสัยอีกต่อไป ไม่สงสัยอะไร ไม่สงสัยต่อพระพุทธเจ้า ไม่สงสัยต่อพระธรรม ไม่สงสัยต่อพระสงฆ์อีกต่อไปแล้ว และปัญหาชีวิตเราก็ไม่สงสัย นี่ซิ สะอาด สว่าง สงบ ถ้ายังมีสกปรก ไม่สะอาด สว่าง สงบ ท่านจะมีความสงสัยตลอดไป
ถ้าท่านเจริญกรรมฐานไม่ได้ ท่านจะสงสัยไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสที่ท่านจะแก้ไขปัญหาได้ ออกมาอย่างนี้ชัดเจนแล้ว จะให้อาตมากล่าวอะไรเล่า จะกล่าวว่าอะไรอีก ว่าคนไหนจะชอบ คนไหนจะดี คนไหนจะมีปัญญา ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ท่านจะรู้ในภายในของท่านเอง ถ้าท่านทำได้ ท่านจะรู้ว่าคนนี้นิสัยไม่ดี จะคบค้าสมาคมได้หรือไม่ประการใด จะบอกตรงไปตรงมา ท่านทั้งหลาย การเจริญกรรมฐานมีแต่แก้ปัญหา ไม่สร้างปัญหา มีแต่แก้ปัญหาสะสางชีวิตให้ดี สะสางปัญหาให้สู่ภาวะความเป็นปกติให้ดีคือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีความหมายอย่างนี้เท่านั้น ไม่ใช่มาสร้างปัญหา ไม่ใช่ไปบวชชีพราหมณ์วัดโน้นวัดนี้ ออกไปที่โน่นเดี๋ยวร้องรำทำเพลงไป แล้วร้องรำเหมือนหงส์ บอกว่าเป็นกฎแห่งกรรมบ้าง ร้องรำทำเพลงไม่ใช่กรรมฐาน พระพุทธเจ้าสอนว่ากรรมฐานต้องอยู่ด้วยความสงบ สว่าง และ เรียบร้อยสะอาดหมดจดทุกประการ ไม่ใช่มาร้องรำทำเพลง เต้นเป็นผีเจ้าเข้าทรง อย่างนั้นไม่ถูกทางแล้ว ผิดเข็มทิศ ท่านจะปลูกเรือนก็ต้องให้ถูกเข็มทิศ ไปทางไหนก็ต้องเดินให้ถูกทิศให้ถูกทาง เดินทางถูกต้อง อย่าเดินที่พลาดผิดใช้ชีวิตเป็นหมัน ไร้สาระไร้สังคมต่อไป ท่านจะประเสริฐไม่ได้ ดังนั้นก็จงฟังข้อเหตุผลสักเล็กน้อยว่า กรรมฐานแก้ตรงไหน สร้างตรงไหน พูดมาจนมากมาย แต่โยมไม่เคยทำตามอาตมา ถ้าทำตามอาตมามันจะผุดขึ้นมาในดวงหทัยใสสะอาด สว่าง สงบ ท่านปรารภธรรม และปัญหาท่านจะคลี่คลายในทางที่ดี หมดปัญญาไปหาหมอดูหาผีเข้าเจ้าทรง จะบอกท่านด้วยตัวเองได้ว่าแก้ปัญหาอย่างไร นี่แหละถูกต้อง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #64 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2008, 01:23:09 PM » |
|
การเกิดเป็นมนุษย์นี้ ท่านว่ายากเย็นเหลือเกิน เหมือนกับ เต่าตนุตาบอดซึ่งจมอยู่ในท้องมหาสมุทร กว่าจะโผล่ขึ้นมาจากท้องมหาสมุทรนั้นมันแสนยากทั้งตาบอดเสียด้วย ไม่ทราบว่ากิ่งไม้หรือต้นขอนต่างๆ มันอยู่ที่ไหน เมื่อโผล่ขึ้นมาได้ ทั้งได้เกาะได้อาศัยไม้นับเป็นโชคลาภ
การเกิดเป็นมนุษย์นี้ยากแสนยากลำบากเหลือเกิน เพราะกว่าจะเกิดได้ ภพชาติอื่นๆ มันมีมาก สัตว์น้ำก็นับอย่างไม่ได้ สัตว์ก็นับอย่างไม่ได้และเกิดง่ายสะดวกสบาย ไม่เหมือนมนุษย์เรา
มนุษย์จึงเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา เหตุใดจึงว่าประเสริฐ พระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระอรหันต์ ปัจเจกพุทธเจ้าก็เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ใช่เกิดเป็นอันอื่น
ฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ ควรชำระจิตใจของตัวให้ประเสริฐ ตามเยี่ยงอย่างที่พระพุทธเจ้าของเราเคยกระทำบำเพ็ญมา ไม่อย่างนั้นการเกิดของเราก็จะเป็นหมัน เป็นโมฆะ หาสาระอะไรไม่ได้
สัตว์เขาเกิดเขาตายเหมือนกับเรา แต่เขาไม่ประเสริฐก็เพราะเขาไม่ได้คิดในทางดีของเขา ตื่นมาก็หากิน อิ่มแล้วก็หลับนอน นี่เรื่องของสัตว์ ไม่ว่าสัตว์บ้านสัตว์ป่าเป็นอย่างนั้น จะจำศีลอย่างไร จะภาวนาอย่างไร จิตใจของสัตว์ไม่เคยนึกคิดเรื่องเหล่านี้
แต่มนุษย์เราคนที่ประมาทเมินเฉย ก็ทำนองเดียวกับสัตว์ เพียงแต่กินแต่อยู่เท่านั้น ไม่ได้คิดกำจัดกิเลสตัณหา มานะ ทิฐิละชั่ว บำเพ็ญดี มีแต่แสวงหามาใส่ปากใส่ท้องของตัว แล้วก็หลับนอน ก็เพลิดเพลินกันไปตามเรื่องของกิเลสตัณหา
ไม่ได้คิดว่าการเกิดของตัวมันยากมันลำบาก กว่าจะได้เกิดแต่ละครั้งแต่ละหน เมื่อไม่คิดอย่างนี้ การสะสมคุณงามความดีอะไรมันก็ไม่อยากกระทำบำเพ็ญ เพราะเห็นว่าการเกิดไม่ยุ่งยากลำบากอะไร เพราะไม่ได้คิดถึงเหตุผลต้นปลายอะไร เพียงเกิดได้ก็ว่าตัวเกิด ตัวดีเท่านั้น ผลที่สุดตายไป
เมื่อไม่ได้ทำบุญสุนทาน เมื่อไม่ได้สร้างคุณงามความดีอะไรไว้ จิตใจเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา เต็มไปด้วยมานะทิฐิต่างๆ ไม่มีบุญกุศลส่วนใดที่จะสนับสนุนให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทพบุตร เทพธิดาหรืออินทร์พรหมได้
มันก็ไปสู่อบาย คือทางชั่วทางเสีย อบายนั้นพวกเราท่านก็ได้ยินแต่ในตำรับตำราว่า มันทุกข์ มันยาก มันลำบาก มันรำคาญขนาดไหน อบายนั้นไม่ได้หมายถึงนรกถ่ายเดียว เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานก็หมายถึงอบายด้วย
: เกิดเป็นมนุษย์นี้ยาก : ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #65 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2008, 01:29:44 PM » |
|
ถาม ทำบุญอะไร มากและน้อยอย่างไร จึงจะได้บุญมาก
ตอบทำบุญอย่างหนึ่ง ทำทานอย่างหนึ่ง ทำกุศลอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน แต่ลงที่ เจตนาอันเดียวเป็นรากฐาน
ทำบุญ นั้น มีเจตนาศรัทธาเป็นทุนก่อน จะมีวัตถุหรือไม่ก็ตาม ศรัทธานั้นเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อยู่ในใจแล้ว ยิ่งมีวัตถุสิ่งของเป็นเครื่องแสดงให้ไปก็ยิ่งเพิ่มศรัทธาขึ้นเป็นทวีคูณ นี่เรียกว่า บุญ บุญคือ ความยินดีในสิ่งที่ตนให้แล้วเกิดเต็มเปี่ยมขึ้นมาในใจ
ทำทาน นั้น จะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม คิดจะให้แล้วก็ให้ไปเลย ไม่ว่าสิ่งของอะไรทั้งหมด ถ้ามีเจตนาศรัทธาเลื่อมใสในบุคคลผู้รับและสิ่งที่ตนให้นั้น หรือเอ็นดูต่อบุคคลผู้รับนั้นแล้วให้ไปเรียกว่า ทาน สมดังคำว่า ทานํ เทติ เทก็หมายความว่า เทให้ ทอดให้ ให้สิ่งของจึงเรียกให้
สรุปได้ว่า
ทำทาน คือ ให้สิ่งของพัสดุนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยหยาบหรือละเอียด ไม่ปรารถนาผลตอบแทน แต่มีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน แม้ที่สุดให้ด้วยแก้ความรำคาญ เรียกว่าทำทาน
การทำบุญนั้น ต้องมีเจตนาศรัทธาเป็นพื้นฐาน ก็การให้นั่นแหละ เรียกว่า ทำบุญ จะให้สิ่งของอะไรมากและน้อย หยาบและละเอียดก็ตาม ให้แล้วหวังผลตอบแทน เช่น ปรารถนาว่าด้วยอำนาจอานิสงส์ที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญแล้วในครั้งนี้ ขอให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นต้น
การกุศล นั้นคือ ทำบุญทำทานนั่นเอง แต่เป็นกุศโลบายของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ที่จะให้พ้นจากความยากและความหิวทั้งปวงทำไป เพื่อให้ใจผ่องใสสะอาดไม่พึงปรารถนาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่จิตคิดจะทำภาวนาสมาธิก็เช่นเดียวกัน
ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล ไม่ว่ามากหรือน้อย วัตถุมิใช่ตัวบุญแท้ ตัวบุญแท้มันเกิดที่หัวใจ คือ เจตนาของบุคคลนั้นต่างหาก
ถ้าเจตนาศรัทธาในขณะใด ในบุคคลใด ในสถานที่ใด ในที่นั้นๆ ได้บุญมาก
ฉะนั้น บุญในพุทธศาสนานี้ คนทำจึงไม่รู้จักหมดจักสิ้นสักที พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้สองพันกว่าปีแล้วว่า ทำบุญได้บุญเช่นไร มาในปัจจุบันนี้หรือในอนาคต ต่อไปก็ได้อย่างนั้นเช่นเคย
คนทำบุญมากเท่าไรก็จะได้บุญมากเท่าที่ตนนั้นสามารถจะรับเอาไปได้ เหมือนกับคนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ถือเทียนมาคนละเล่มไปขอจุดจากผู้ที่มีเทียนที่จุดอยู่แล้ว ย่อมได้แสงสว่างตามที่ตนมีเทียนเล่มโตหรือเล่มเล็ก ส่วนดวงเดิมที่ตนขอจุดต่อนั้นก็ไม่ดับเทียน หลายดวงยิ่งเพิ่มแสงสว่างยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #66 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2008, 12:34:55 AM » |
|
 วิสาขะนี้ ขอไปแสวงบุญภาคใต้ ถิ่นจตุคาม นครศรีฯครับ ทำความดีโดยการไปเยี่ยมคาระวะผู้อาวุโสด้วยจ้า......เพื่อแสดงกตัญญูกตเวที
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2008, 11:05:22 PM โดย chai »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #67 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2008, 09:15:27 PM » |
|
อนุโมทนบุญล่วงหน้านะครับคุณชาย 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #68 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 01:55:38 PM » |
|
ผมขอเริ่มต้นอย่างง่ายๆและสั้นๆว่า เราศึกษาธรรมะเพื่อหาทางหลุดพ้น มิใช่ศึกษาธรรมะ เพื่อสะสมความรู้ว่าใครมีมากกว่าหรือโอ้อวดกัน การศึกษาธรรมจะเกิดผลเมื่อได้นำไปปฏิบัติใช้จนเห็นหลักแห่งไตรลักษณ์ คือ มีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เราปฏิบัตธรรมเพื่อลดอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นให้น้อยลง จนไม่มีเลย............. CJS
ถูกต้องแล้วคร๊าบ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #69 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 02:15:47 PM » |
|
นัม โม กวง ซีั่ อิม โพ สัต
นัม โม ไต ชื้อ ไต ปุย กิ้ว โค่ว กิ้ว นั่ง กวน ซื่อ อิม โพ สัต
นัม โม ไต ชื้อ ไต ปุย กิ้ว โค่ว กิ้ว นั่ง กวน ซื่อ อิม โพ สัต
นัม โม ไต ชื้อ ไต ปุย กิ้ว โค่ว กิ้ว นั่ง กวน ซื่อ อิม โพ สัต
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #70 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 02:22:30 PM » |
|
อนุโมทนาสาธุค่ะคุณ CJS ไม่เคยเข้าบอร์ดนี้มาก่อนเลยค่ะ เพิ่งเห็นอ่ะค่ะ แบบบังเอิญ click ผิด..... 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #71 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 02:26:44 PM » |
|
เรานี่คล้าย ๆ กันเนอะ คนดูภายนอกผิวเผิน โค ตะ ระ วัตถุนิยมเลย บางคนไม่คิดด้วยซ้ำว่าพี่เข้าวัดทำบุญบ่อย ๆ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #72 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 02:32:39 PM » |
|
ต่างกันแต่ว่า คุณ CJS โชคดีกว่าที่ได้เข้าถึงพระธรรมอายุน้อย ๆ พี่เพิ่งเริ่มเข้าใจถึงธรรมะเมื่อ 10 ปี ที่แล้วเองค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #73 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 02:39:47 PM » |
|
Khun CJS สวด บท มหาธรณีสูตร ป่าว ลองดูสิ ดีมากเลย สวดค่อนข้างยากนะ ช่วยเรื่องสมาธิดี อยากรู้ว่าที่เราสวดมนต์นี่ได้กุศลไง
สำหรับตัวพี่ก็สวดเยอะ สวดไปก็เหมือนบ่น ๆ เพราะไม่ค่อยจะเข้าถึงเท่าไหร่ ไม่ค่อยจะเข้าใจอ่ะ เพียงแต่พี่ว่า ช่วยเรื่องสมาธิ กับเวลาเครียด มัีนจะสงบลงได้หน่อยอ่ะค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #74 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 03:06:09 PM » |
|
ยกมาให้อ่านนะครับ  การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ 1. กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม 2 ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย 3. วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา ในการผิดพลาดหากมี และกล่าวสักการะเทิดทูนที่สูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดทีเดียว อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น * ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด * ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดจะพลอย ให้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม ดูก่อน... ท่านเจ้าพระยาและอุบาสกอุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดี จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล...
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #75 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 03:13:52 PM » |
|
ขอบคุณค่ะคุณ CJS ที่ให้ความกระจ่างเรื่องสวดมนต์
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #76 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2008, 03:18:22 PM » |
|
เพื่อนเมลล์มาให้ค่ะ สำหรับใครที่อยากทำบุญช่วยเหลือชาวพม่า สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ เมื่อ 2-3 วัน ที่ผ่านมา เต้ยดูข่าวพายุไซโคลน "นาร์กีส" ที่พัดถล่มประเทศพม่าแล้ว รู้สึกสงสารผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก เพราะเต้ยเพิ่งไปพม่ามาเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง จึงคิดที่จะ หาทางช่วยเหลือ ได้ติดต่อกับพระอาจารย์ที่ท่านจบการศึกษาจากพม่า และเคยอยู่ที่พม่ามาหลายปี รวมทั้งติดต่อกับวัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศพม่า เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ หลายๆทาง เต้ยได้ปรึกษากับ ท่านเจ้าคุณ พระศรีญาณโสภณ กองทุนปลูกรากแก้ว วัดพระราม๙ กาญจนาภิเษก ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีการจัดถวายทุนให้กับพระภิกษุเพื่อศึกษาภาษาบาลี และพระไตรปิฎกในประเทศพม่า ปรึกษาพระอาจารย์ธรรมธรสุมนต์ เจ้าอาวาสวัดจากแดง พระครูวรปัญญาคุณ เจ้าคณะ ๒๕ วัดมหาธาตุฯ และพระอาจารย์สมลักษณ์ วัดท่ามะโอ และได้ติดต่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่ออาศัยเครื่องบินทหารในการลำเลียงขนส่งสิ่งของที่มีผู้นำมาบริจาค *เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เต้ยได้ไปบันทึกเทปโทรทัศน์ของช่อง TNN2 (UBC  โดยได้นิมนต์ พระมหาประนอม ธัมมาลงกาโร และพระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล ซึ่งได้เคยศึกษาอยู่ในประเทศพม่าเป็นเวลากว่า 10 ปี มีลูกศิษย์ ลูกหา มากมายในพม่า และมีวัดที่รู้จักหลายแห่ง ในประเทศพม่า ในรายการ เราได้ชักชวนให้ผู้คนมาบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม พร้อมยาและเวชภัณฑ์ โดยสามารถนำมาบริจาคได้ที่วัดต่างๆ ตามข้างล่างนี้ ** อนึ่ง ทางคณะ ๒๕ วัดมหาธาตุ กำลังเตรียมจัดซื้อเต๊นขนาดใหญ่ นอนได้ ๔ คน เพื่อพระครูวรปัญญาคุณ จะนำไปมอบที่พม่าเอง เนื่องจากท่านได้ติดต่อกับวัดที่พม่าและทราบว่ามีผู้คนไปพักที่วัดเพื่อใช้วัดเป็นที่พึ่งทางกายและทางใจกันมากมาย เพราะบ้านเขาพังทลายไปกับพายุ ญาติพี่น้องหายไปกับสายน้ำ หากท่านมีจิตรศรัทธาที่จะช่วยเรื่องซื้อเต้นซึ่งราคาหลังละ ๑,๖๐๐ บาท กรุณาติดต่อที่เต้ย หรือสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ท่านพระครูวรปัญญาคุณที่เบอร์ ๐๒ ๒๒๒๒๙๗๙ ท่านจะนำไปมอบให้วัดต่างๆเอง ** 1) วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ถ.พระราม ๙ กทม. ติดต่อได้ที่ ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณ โทร: (081) 2050 200. 2) วัดจากแดง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ติดต่อได้ที่ พระมหาประนอม ธัมมาลงกาโร โทร: (02) 816-4972. 3) วัดท่ามะโอ จ.ลำปาง ติดต่อได้ที่ พระอาจารย์สมลักษณ์ โทร: 054 228 819 เต้ยยังได้คุยกับ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอ แจ้งว่า Thai-Myanmar Association for Friendship สมาคมมิตรภาพไทยหม่า ซึ่งพี่อู้ (พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช) เป็นประธาน เต้ยเป็นที่ปรึกษาสมาคม และ มีทางกระทรวงต่างประเทศเป็น กรรมการสมาคม สามารถรับเงินบริจากได้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารามาธิบดี บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 026-4-25899-0 ชื่อบัญชี สมาคมมิตรภาพไทยพม่า fax Pay-in มาที่คุณแหม่ม กระทรวงต่างประเทศ ที่ fax 02-643 5202 หมายเหตุ ช่วยผู้ประสบภัยในพม่า ทางสมาคมจะจัดส่งเงินผ่านสถานฑูตไทยในพม่าเพื่อนำไปมอบให้กระทรวงพัฒนาสังคมของพม่าเพื่อใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต่อไป * รายการ TV นี้จะออกอากาศในวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. นี้ 3 เวลา คือ 6.30 น, 11.30 น. และ 19.30 น. ทางช่อง TNN2 (UBC  ชื่อรายการ "รักเมืองไทย" ตอน "น้ำใจไทยช่วยผู้ประสบภัยในพม่า" ดังนั้นจึงขอบอกกล่าว มายังเพื่อนๆ ทุกท่านที่มีจิตเมตตา อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังประสบทุกข์ภัยค่ะ เต้ย........ เสริมสุข ปัทมสถาน Thanks & Best Regards, Sermsook Patmastana --------------------------------------------------------------------------------- Head of Financial Institutions Standard Chartered Bank (Thai) PCL. Tel: 662-724-5300 (direct), 662-724-5301 (Korapin, secretary) Mobile: 66 81 846-6222 Fax: 662-724-5119 ---------------------------------------------------------------------------------
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
Ni
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
กระทู้: 24,149
นิเองค่ะ..
|
 |
« ตอบ #77 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2008, 11:54:43 PM » |
|
สวัสดีค่ะคุณ CJS ผู้ใฝ่ ใส่ใจ ในธรรมะ เข้ามาพักใจที่บ้านนี้ดีจริงๆค่ะ ขอบคุณนะคะ น้องน้อยผู้มีใจกว้างขวาง
น้องจูลี่เข้ามาร่วมแบ่งปันด้วยยิ่งเยี่ยมไปเลยค่ะ
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2008, 11:56:23 PM โดย Ni »
|
บันทึกการเข้า
|
"Truly great friends are hard to find, difficult to leave, and impossible to forget."
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #78 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 12:46:15 AM » |
|
สวัสดีค่ะคุณ CJS ผู้ใฝ่ ใส่ใจ ในธรรมะ เข้ามาพักใจที่บ้านนี้ดีจริงๆค่ะ ขอบคุณนะคะ น้องน้อยผู้มีใจกว้างขวาง
น้องจูลี่เข้ามาร่วมแบ่งปันด้วยยิ่งเยี่ยมไปเลยค่ะ
เสียดาย เพิ่ง delete ธรรมะของท่านชยสาโร จากเมลล์ทิ้งไป ไว้ถ้าได้รับอีกจะเอามาโพสท์ ชอบธรรมะของท่านมาก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|