|
webmaster
|
 |
« เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:10:00 PM » |
|
อยากให้ช่วยหน่อยน่ะค่ะ อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ ลีลาศน่ะค่ะ เกี่ยวกับประวัติทั้งในและนอก ประเภทของลีลาศ ประโยชน์ของลีลาศ ทักษะเบื้องต้น มารยาทในการลีลาศ และอื่นๆที่อาจหาได้มากกว่านี้อ่ะค่ะ จะต้องนำไปทำรายงานส่งอาจารย์ถ้ามครสามารถที่จะช่วยหาเว๊ปไซต์ที่มีข้อมูลเหล่านี้ไม่มากก็น้อยช่วยส่งมาให้ที่ email nomprink@hotmail.com ด้วยน่ะค่ ขอขอบคูรมากค่ะ โดย อุ้ย เมื่อ 6/4/2546 16:07
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:10:52 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 1
กำลังจัดเตรียมข้อมูลให้ครับ.... แต่เนื่องจากเนื้อหาของข้อมูลมีมากคงต้องใช้เวลาสักระยะ และคงไม่สะดวกที่จะส่งทาง email...... ว่าแต่ Dead Line เมื่อไหร่ครับ หากมีเวลาไม่มาก อาจต้องใช้วิธีถ่ายสำเนาข้อมูลไปศึกษาแล้วเรียบเรียงใหม่
หากเป็นไปได้ ขอทราบชื่อเรื่องของรายงาน ความยาวของรายงาน ระดับหรือชั้นของรายงาน และรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อย่อยต่างๆ... เพื่อจะได้จัดเตรียมข้อมูลให้ตรงตามวัตถุประสงค์ และมีเนื้อหาเหมาะสมกับระดับของรายงาน
ส่วนเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการลีลาศ ลองคลิ๊กไปที่หมวด "เว็บไซต์อื่นๆ" แล้วดู The World Dance Plaza , IDSF, DanceSport UK ......... ค่อยๆดูนะครับ... ใจเย็นๆ.... โดย The Last Student เมื่อ 11/4/2546 5:03
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:11:54 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 2
ประวัติความเป็นมา ของ กีฬาลีลาศ
การลีลาศนั้น มีการก่อเกิดมานาน ก่อนที่จะเกิดภาษาพูด เป็นเรื่องของจังหวะและลีลา “ การเคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะดนตรี ด้วยลีลาอันงดงาม โดยปกติจะเป็นการเต้นของชายและหญิง ” ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นกว่า 1000 ปี ก่อนคริสตกาล การเต้นรำมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จนมาเป็นการเต้น “ลีลาศ” (Ballroom Dance) โดยกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งลีลาศเป็นได้ทั้งกิจกรรมทางสังคม เพื่อความบันเทิง มิตรภาพ บุคลิกภาพ และสุขภาพมานาน โดยเป็นรูปแบบของงานบอลล์ งานสังสรรค์ต่างๆ งานฉลองสำเร็จการศึกษาและการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้ก็กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง และด้วยความชัดเจนกว่าเดิมในแง่ที่ว่า เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ให้ประโยชน์ต่อการพัฒนาร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ลีลาศ พิสูจน์ความเป็นนักกีฬา โดยการทดสอบนักลีลาศระดับแชมป์โลก เปรียบเทียบกับผลที่วัดได้จากนักกีฬาประเภทอื่นๆ และยังได้มีการเปรียบเทียบโดยตรงกับนักกรีฑาระดับแชมป์โลก ประเภทวิ่ง 800 เมตร ซึ่งกลุ่มแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านกีฬา จากมหาวิทยาลัยไฟร์เบอร์ก (Freiburg) ประเทศเยอรมนี ที่เมืองลุดวิกสเบอร์ก (Ludwigsburg) เก็บข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างเลือดและการอ่านชีพจร การเต้นของหัวใจ ผลปรากฏว่า ข้อมูลที่ได้คล้ายคลึงกันมากทีเดียว
ศ.นพ.ดร.โจเซฟ คูล (Professor Doctor Joseph Keul) ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เกี่ยวกับกีฬา ได้สรุปถึงผลการทดสอบอย่างสมบูรณ์แบบว่า การลีลาศส่งผลต่อระบบร่างกาย คือ ลดความตึงเครียดทางร่างกาย มีระดับความอดทน ความเร็ว การเคลื่อนไหวของร่างกายที่คล่องตัว และมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดด้วย นั่นเป็นผลระยะสั้น ผลระยะยาวเราจะพบว่า กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น การทรงตัวดีขึ้น ระบบหัวใจ ปอด หลอดเลือดแข็งแรง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเผาผลาญในร่างกาย ระบบขับถ่ายดีขึ้น ชะลอความเสื่อมของอวัยวะ ช่วยด้านจิตใจ นอนหลับได้ดีขึ้น
ลีลาศนับว่า เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic) ชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถือว่า เป็นการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพที่สุด ประโยชน์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น คนไทยผู้ที่นิยมในการลีลาศประจักษ์เป็นอย่างดี ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย 14 ประเทศ ริเริ่มก่อตั้งสหพันธ์กีฬาลีลาศแห่งเอเชีย (Asian Dancesport Federation : ADSF ) ขึ้น เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งเอเชีย ( OCA ) และมีการใช้ความพยายาม ขอเสียงสนับสนุนจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ครั้งที่ 106 วันที่ 4 กันยายน 2540 ณ เมืองโลซานน์ และขณะเดียวกันทางสหพันธ์ ADSF ได้ผลักดันยื่นเรื่องเสนอต่อ OCA ให้มีการจัดการแข่งขันกีฬาลีลาศ (สาธิต) เข้าสู่ระบบทางการครั้งแรกของโลก และได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 หรือบางกอกเกมส์ที่ผ่านมา
นับว่าเป็นความพยายามที่ได้ผลระดับก้าวหน้า และในการแข่งขันกีฬาลีลาศนานาชาติครั้งนี้ ก็จะเป็นผลงานและข้อมูลอีกอย่างหนึ่ง ที่จะนำเสนอต่อสภาโอลิมปิกสากล ให้มีการบรรจุกีฬาลีลาศ เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในอนาคต
ที่มา : สมาคมกีฬาลีลาศแห่งประเทศไทย โดย The Last Student เมื่อ 11/4/2546 12:37
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:12:33 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 3
มารยาทในการเข้าสังคมลีลาศ
1.การไปในงานลีลาศ ควรแต่งกายให้ถูกกาละเทศะของแต่ละงาน โดยเฉพาะการไปงานสาธารณะทั่วๆไป จะต้องแต่งกายตามแบบสุภาพสากลนิยม
2.ผู้ที่เข้าไปในงานลีลาศ ควรจะสำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อย และควรรักษาขนบธรรมเนียมที่ดีงามไว้เสมอ
3.สุภาพบุรุษจะต้องคอยดูแล และให้เกียรติแก่สุภาพสตรีที่ไปด้วย
4.การจะขอสุภาพสตรีผู้หนึ่งผู้ใดออกไปลีลาศ ควรจะแน่ใจว่า เขาคงจะยินดีออกลีลาศด้วย และไม่ควรเซ้าซี้ ถ้าฝ่ายสุภาพสตรีปฏิเสธ
5.ก่อนจะลีลาศกับสตรีที่มากับผู้อื่น จะต้องขออนุญาตผู้ที่พามาเสียก่อน ตามปกติแล้ว ไม่ควรขอลีลาศกับสตรีที่มากับผู้อื่น นอกจากจะสนิทชอบพอกันจริงๆกับผู้พามาและสตรีผู้นั้น
6.เมื่อเพลงลีลาศจบลง สภาพบุรุษจะต้องพาคู่เต้น กลับมานั่งที่โดยเรียบร้อย และไม่ปล่อยให้คู่เต้นเดินกลับมาโดยลำพัง หรือต่างคนต่างเดินแยกกันกลับ
7.ฝ่ายสุภาพสตรีถ้าปฏิเสธไม่ลีลาศกับใครแล้ว ไม่ควรออกลีลาศกับอีกคนโดยทันที
8.สุภาพบุรุษที่ไปในงานกับสุภาพสตรีคนใดแล้ว ควรออกลีลาศกับสตรีผู้นั้นเป็นคนแรกก่อน
9.ไม่ควรลีลาศให้เป็นการรบกวนผู้อื่น เช่น ไปกระทบกระแทก หรือกระทำการอันใดอันเป็นที่น่ารำคาญ หรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
10.ไม่ควรลีลาศขณะเสพสุราจนมึนเมา
11.เมื่อไปกับหมู่คณะใด ก็ควรอยู่ร่วมกับหมู่คณะนั้น อย่าปลีกตัวทิ้งหมู่คณะ หรือปล่อยให้สตรีอยู่ตามลำพัง
12.สุภาพบุรุษควรจะช่วยกันดูแลเกี่ยวกับ เครื่องดื่ม ของว่าง และบริการอื่นๆ ให้แก่หมู่คณะที่ไปด้วยตามสมควร
13.นักลีลาศที่ดี ย่อมไม่แสดงตนในเชิงโอ้อวด
14.ผู้เข้าแข่งขันลีลาศ ควรตระหนักอยู่เสมอว่า การแข่งขันลีลาศเป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ฉะนั้นผู้เข้าแข่งขันทุกคน ควรจะมีคุณสมบัติและน้ำใจเป็นนักกีฬาพร้อมทุกประการ
15.ผู้มีใจรักในศิลปของการลีลาศ ควรช่วยกันรักษาและเชิดชูศิลปอันนี้ไว้ ให้มีศักดิ์ศรีและวัฒนาถาวรตลอดไป
ที่มา : นิตยสาร Dance Sport ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ประจำเดือนสิงหาคม 2539 โดย The Last Student เมื่อ 11/4/2546 12:40
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:13:12 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 4
สังคมยอมรับแล้วว่า ลีลาศช่วยพัฒนาจิตใจเยาวชนให้รักศิลป รักดนตรี สอนให้รู้จักใช้ความปราณีตนุ่มนวล และความละเอียดอ่อน ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหาสังคมของวัยรุ่น
สำหรับเรื่องมารยาทในการการลีลาศ ขอแนะนำให้ดูจากตำราลีลาศหลายๆเล่ม ซึ่งอาจมีเนื้อหาที่แตกต่างกันบ้าง ลองดูตำรา "ลีลาศ" ที่เขียนโดย อ.ธงชัยเจริญทรัพย์มณี
ส่วนเรื่องประเภทของการลีลาศ และทักษะเบื้องต้น จะเตรียมข้อมูลให้ในเร็วๆ นี้
โดย The Last Student เมื่อ 11/4/2546 12:54
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:14:31 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 5
ตำนานลีลาศในเมืองไทย ป๋าหยิบ ณ นคร (สัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. 2521 )
ใคร? คือนักเต้นรำคนแรกของไทย สมาคมเต้นรำในไทย ตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ ? ชื่ออะไร ? การแข่งขันลีลาศครั้งแรก จัดขึ้นที่ไหน ? ใคร? เป็นแชมเปี้ยนคู่แรกของไทย คำว่าลีลาศ เริ่มใช้เมื่อไหร่ ?
เมื่อเอ่ยชื่อป๋าหยิบดูเหมือนในวงการลีลาศของบ้านเมืองเรา จะไม่รู้สึกแปลกหน้าเท่าใดนัก เพราะนอกจากท่านจะเป็นนักลีลาศ ที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นแรกของเมืองไทย ที่ได้ออกไปร่ำเรียนวิชาการด้านนี้ มาจากยุโรปด้วยตนเองแล้ว ท่านยังเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถเคลื่อนกายไปตามจังหวะทำนองของเสียงเพลง ได้อย่างงดงาม และเต็มไปด้วยศิลป จนชาวยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของการลีลาศยังยอมรับนับถือ และให้ตำแหน่งแชมเปี้ยนภาคเหนือของลอนดอนให้กับท่านอีกด้วย
ถึงแม้ว่าป๋าหยิบ ณ นคร ท่านจะเสียชีวิตไปหลายปีแล้วก็ตามแต่ จากคำให้สัมภาษณ์ของท่าน ในนิตยสารลีลา ของครูบุญเลิศ กระบวนแสง ฉบับที่ 2 เดือนกันยายน 2521 ที่เลิศชายและธานี ได้ไปสัมภาษณ์ในครั้งนั้น เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับตำนาน และความเป็นมาของวงการลีลาศเต้นรำในบ้านเราเป็นอย่างมาก นิตยสาร DANCE SPORT จึงขอนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้คือ
เริ่มเต้นรำตั้งแต่เมื่อไรครับ “ หัดมาตั้งแต่อยู่เมืองนอก ”
ก่อนไปเมืองนอกยังไม่เป็นใช่ไหมครับ “ ยังไม่เป็น ตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี และก็อยู่กับในหลวงตั้งแต่อายุ 16 พออายุ 18 ปีจึงได้ไปเมืองนอก ไปอังกฤษ กับ อเมริกา อยู่ที่อังกฤษ 5 ปี แล้วก็เปลี่ยนไปอยู่ที่อเมริกาอีก 3 ปี ก็รวมเวลาอยู่เมืองนอกทั้งหมด 8 ปีด้วยกัน ”
การเต้นรำก็คงเป็นที่ประเทศอังกฤษ “ เป็นที่อังกฤษนั่นแหละ เพราะเขาเป็นประเทศต้นตำรับ ผมกลับจากเมืองนอกมาประเทศไทย ตอนอายุประมาณ 27 ปี มาถึงก็เต้นรำมาจากที่นั่นแล้ว ดูเหมือนเมื่อตอนกลับจากเมืองนอกนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 6 สวรรคตพอดี ”
ตอนที่เดินทางกลับ เป็นปี พ.ศ. อะไรครับ “ ตอนไปเป็นปี ค.ศ. 1918 ไปอยู่เมืองนอกเสีย 8 ปี ตอนกลับก็คงเป็น 1925 ตอนกลับนั้น ในหลวงท่านสวรรคต พอถึงกรุงเทพฯ เจ้าพระยารามฯ จึงรีบมารับตัวไปเฝ้าพระบรมโกฐ ดูเหมือนหลังจากไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่เสร็จ ก็อาบน้ำแต่งตัวไปวัดเลย คืนแรกที่ถึงเมืองไทยนั่น ผมก็ไปนอนเฝ้าพระโกฐในหลวงรัชกาลที่ 6 ”
กลับมาถึงเมืองไทย มีการเต้นรำกันหรือยัง “ มีแล้ว ตามบันทึกของแหม่มแอนนานั้น เมืองไทยเรามีคนเต้นเป็นตั้งแต่รัชกาลที่ 4 มาแล้ว และคนที่เป็นนักเต้นรำคนแรกก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในบันทึกของแหม่มแอนนาเล่าว่า แหม่มแกพยายามจะสอนพระองค์ท่าน ให้รู้จักวิธีการเต้นรำแบบสุภาพ ซึ่งเป็นที่นิยมของชนชาติตะวันตก หลังจากที่ได้ดูละคอน ที่แสดงอยู่ในวังแล้ว ก็เลยมาคุยถึงเรื่องการเต้นรำ พร้อมกับแสดงท่าบอกว่าจังหวะวอลซ์นั้นหรูมาก เขาเต้นกันในวังยุโรป เต้นอย่างนี้ เต้นอย่างนั้น พระจอมเกล้าก็ทรงนิ่งฟังอยู่เฉยๆ ไม่ออกความคิดเห็นอะไร แต่พอแหม่มแอนนาลุกขึ้นแสดงท่า พระองค์กลับสอนว่า ใกล้เกินไป แขนต้องวางให้ถูก แล้วท่านก็เต้นจนแหม่มแอนนางงไปเลย ทูลถามว่า ใครเป็นคนสอนให้ พระองค์ก็ไม่ตอบ ”
เรื่องก็เลยยังไม่รู้ว่า ใครเป็นคนสอนรัชกาลที่ 4 เต้นรำ “ ใช่ ยังไม่มีใครรู้ว่า ใครเป็นผู้สอนพระองค์ท่าน แต่มาสันนิษฐานกันว่า พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถหลายทาง ดูฤกษ์สุริยุปราคาชำนาญมาก ก็เลยคิดกันว่า พระองค์อาจฝึกเต้นรำด้วยตำรา ”
ก็หมายความว่า รัชกาลที่ 4 เป็นคนไทยพระองค์แรกที่เป็นนักเต้นรำ “ ผมทึกทักเอาเองว่าเป็นเช่นนั้น ”
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เล่าครับ “ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผมเคยได้ฟังมาว่า มีเจ้านายบางวังเต้นรำกันเป็นแล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่เต้นกัน ก็มักเป็นจังหวะวอลซ์อย่างเดียว พอเดาได้ว่าเป็นกันมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกว้างขวาง อย่างเช่นตอนที่มีการแสดงละคอนเรื่องพระอภัยมณี ตอนนางละเวงได้กับพระอภัย นางละเวงที่แสดงโดยน้องสาวฝรั่ง ก็สอนให้พระอภัยซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเจ้านายวังไหน เต้นรำจังหวะวอลซ์ ซึ่งพระอภัยมณีในเรื่องก็ลุกขึ้นทำท่าทางตามจังหวะนั้นจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ดูจะมีการเต้นรำกันบ้างแล้ว ทุกปีที่มีงานเฉลิมพระชนมพรรษา ก็จะมีงานเต้นรำกันที่ในวัง โดยมีในหลวงเป็นประธาน จัดกันที่พระที่นั่งจักรีฯ หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของพระราชฐานก็ได้ อาจเป็นที่ศาลาสหไทยกระมัง ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น พวกทูตต่างๆต้องมาเฝ้ากันหมดในวันนี้ ”
กลับจากยุโรปมาถึงเมืองไทย ตอนนั้นเมืองไทยมีสมาคมเต้นรำเกิดขึ้นหรือยังครับ “ ผมกลับมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 ตอนนั้นรู้สึกว่ามีการลีลาศตามสถานที่ต่างๆ แล้ว อย่างเช่นที่ห้อยเทียนเหลา และเก้าชั้น อีกแห่งหนึ่งคือคาเธ่ย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสลากกินแบ่งเดี๋ยวนี้ เขามีการลีลาศกันแล้ว ผมกลับมาผมก็ออกเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เหล่านี้ เที่ยวไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้ว่ามีสมาคมเต้นรำที่ไหนหรือไม่ จนกระทั่งพบกับหม่อมเจ้าวรรณ ไวทยากร ในวันเปิดโลลิต้าวันแรก ซึ่งตอนนั้นหม่อมเจ้าวรรณ เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ”
ขณะนั้นหม่อมเจ้าวรรณ เป็นอะไรเกี่ยวกับวงการเต้นรำ “ ไม่ได้เป็นอะไรเลย ตอนที่ท่านกลับจากนอก ท่านลาออกจากฑูต ท่านเป็นฑูตอยู่ที่ประเทศอังกฤษหรือฝรั่งเศสก็ไม่รู้แน่ ”
ท่านมีบทบาทอะไรเกี่ยวกับการลีลาศ “ ผมชวนท่านมาเต้นรำ ท่านก็บอกว่า เรามาตั้งสมาคมดีไหม ตกลงใจจัดตั้งโดยใช้ชื่อว่า สมาคมสมัครเล่นเต้นรำ ”
มีใครบ้างเป็นผู้ริเริ่ม “หลวงเฉลิม หมอเติม พระยาปกิต กลสาร พระยาวิชิต หลวงชาติ หลวงสุขุม ซึ่งล้วนแต่เป็นพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ สมาคมสมัครเล่นเต้นรำมีสมาชิกเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ จึงมักพาลูกสาวลูกชายมาพบกัน เต้นรำกัน เลยทำให้ต่อมามีคนในกลุ่มนี้แต่งงานกันหลายคู่ ตอนนั้นพระองค์เจ้าวรรณเป็นนายกสมาคม ตั้งเป็นสมาคมแต่ไม่ได้จดทะเบียน โดยผมเป็นเลขาธิการสมาคม ”
เรียกว่าสมาคมหรือชมรมครับ “ สมาคม ตอนนั้นไม่ได้จดทะเบียน ”
ตั้งขึ้นเมื่อปีอะไรครับ “ 2475 ”
ตอนนั้นปฏิวัติหรือยัง “ ผมยังนึกไม่ออก แต่ในปี 2475 เพราะจากนั้นไป เรามีกรรมการต่างๆ และเกิดสโมสรคณะราษฎร์ขึ้น ”
ตอนเกิดชมรมขึ้นนี้ สถานที่ตั้งอยู่ที่ไหน “ ที่บ้านพระองค์เจ้าวรรณบ้าง บ้านพระยาปกิตบ้าง บ้านผมบ้างหมุนเวียนกันไป บางทีก็นัดไปแห่งอื่น ต่อมาเมื่อมีพรรคพวกมากขึ้น จนมีงานลีลาศขึ้นที่สมาคมคณะราษฎร์ ซึ่งพระยาพหล หัวหน้าคณะราษฎร์ กำลังจะเสร็จการและเลี้ยงฉลองที่วังสราญรมย์ ก็วังสราญรมย์เดี๋ยวนี้นั่นแหละ สมัยนั้นทุกโต๊ะมีโทรศัพท์สำหรับติดต่อกันได้ พระพหลเข้าไปเที่ยวงาน เขาก็ให้ผมขึ้นไปเชิญท่านขึ้นมาลีลาศ จากนั้นก็มีการลีลาศกันบ่อยเข้า และมีการแข่งขันกันเกิดขึ้น ”
การแข่งขันกันครั้งแรกเกิดขึ้นที่ไหน “ ก็ที่วังสราญรมย์นั่นแหละ ”
กรรมการตัดสินเอามาจากไหน “ เอามาจากพวกที่เป็นเต้นรำมาจากเมืองนอกของสมาคมสมัครเล่นเต้นรำ เช่นคุณหลวงเฉลิม สุนทรกาญจน์ หมอเติม บุนนาค หม่อมหลวงปิธิ หม่อมราชวงค์สถิตย์ ซึ่งพวกนี้ก็เลยเป็นกรรมการตัดสินกันมาเรื่อยๆ ”
ใครเป็นแชมเปี้ยนคนแรกของประเทศไทย “ พลเรือตรีเฉียบ แสงชูโต คู่กับ คุณประนอม สุขุม เป็นแชมเปี้ยนคนแรกของประเทศไทย ”
คุณประนอมสุขุมนี่ใช่ไหมที่ต่อมาเป็นคู่ชีวิตของท่าน “ ก็ใช่น่ะซิ ”
พอจะทราบไหมครับว่า ตอนไหนที่เริ่มเรียกเต้นรำว่า ลีลาศ “ ระหว่างปี 2475 ถึง 2476 มีนิสิตนักศึกษากลุ่มหนึ่ง คอยกระเซ้าพวกที่อยู่ในสมาคมสมัครเล่นเต้นรำว่า นั่นไงพวกสมาคมสมัคร...(คำผวนของคำว่าเต้นรำ) พวกเราจึงนำเอาไปกราบเรียนพระองค์เจ้าวรรณ พระองค์เจ้าวรรณจึงบัญญัติคำว่า ลีลาศ ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก และลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติทันที นับตั้งแต่นั้นมา ก็ใช้คำว่าลีลาศแทนคำว่าเต้นรำกันเรื่อยมา และผมเองก็ทำหน้าที่กรรมการตัดสิน และเป็นกรรมการด้วยตลอดมา ”
แล้วสมาคมสมัครเล่นเต้นรำ ต่อมาเป็นสมาคมอะไร “ ต่อมาสมาคมสมัครเล่นเต้นรำก็สลายไป เพราะแต่ละคนเริ่มเป็นผู้ใหญ่ หน้าที่การงานดึงเวลาไป แต่ผมก็ไปซ้อมอยู่เสมอ มาระยะหลังตอนที่คุณจิตเสน (อดีตนายกสมาคมลีลาศ) สิ้นชีวิต ก็มีคนมาแนะนำให้ผมไปเป็นประธานแทนคุณจิตเสน ต่อมาระยะหลัง ครูลีลาศต่างๆ มีความคิดริเริ่มว่า ควรมีสมาคมครูลีลาศ ผมก็เลยรับภาระเป็นศูนย์กลาง โดยใช้บ้านผมเป็นสถานที่ชุมนุมกัน จนสมาคมครูลีลาศเป็นรูปร่างขึ้นมา สามารถส่งนักลีลาศไปแข่งขันต่างประเทศได้ หรือถ้าต่างประเทศเข้ามาแข่งในไทย ผมก็เป็นผู้จัดการต้อนรับ และจัดการแข่งขันจนได้ชื่อว่า เราเป็นประเทศเดียวที่ให้ถ้วยแก่แชมเปี้ยนโลกด้วยถ้วยทองลงยา ”
ที่มา : นิตยสาร Dance Sport ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมิถุนายน 2539 โดย The Last Student เมื่อ 11/4/2546 13:03
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:15:23 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 7
อยากได้ภาพการเต้นลีลาศ ทิศทางการเดิน จังหวะการเดิน ของผู้หญิงค่ะ เพราะจะนำไปประกอบทำรายงาน มีดังนี้นะค่ะ วอลท์ (ไม่รู้ว่าว่า)เขียนถูกหรือเปล่า) บีกีน รุมบ้า ชะชะช่า แทงโก้ ตลุง มี แบบค่ะที่ต้องการ พร้อมประวัติของแต่ละประเภทด้วยนะค่ะ ตอบมาทางเวปก็ได้เดี๋ยวจะเปิดมาดูอีกทีนะค่ะ (ขอบคุณค่ะแ โดย แฟนต้าร์ค่ะ เมื่อ 13/1/2548 12:40
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:15:54 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 8
อยากได้ภาพกีฬาลีลาศอ่ะค่ะ พอจะมีบ้างมั้ยค่ะ พอดีว่าต้องทำรายงานส่งอาจารย์นะค่ะ โดย แตง เมื่อ 11/2/2548 13:44
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:16:30 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 9
เรียนคุณแตง เผอิญวันนี้เข้ามาไล่เช็คดูกระทู้เก่า ถึงได้เจอความคิดเห็นนี้ ผมว่าคราวหน้าคุณแตงตั้งกระทู้ใหม่ดีกว่าครับ จะได้อยู่หน้าแรก เผื่อมีสมาชิกท่านอื่นมีข้อมูลจะได้ช่วยกัน สำหรับภาพกีฬาลีลาศ ลองดูในกระทู้ 464 ,473, 476, 479, 480
โดย TLS เมื่อ 11/2/2548 21:15
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:16:57 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 10
เรียนคุณแฟนต้าร์ เพิ่งเข้ามาเจอความคิดเห็นนี้ อืม.... เกือบครบเดือนพอดี ป่านนี้คงเลยกำหนดที่จะต้องส่งรายงานแล้วล่ะ ขอโทษด้วยครับ โดย TLS เมื่อ 11/2/2548 21:20
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:17:32 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 11
อยากทราบประเภทของลีลาสทั้งหมด
โดย nong;uk เมื่อ 3/3/2548 9:43
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:19:12 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 13 อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ ลีลาศน่ะค่ะ เกี่ยวกับประโยชน์ของลีลาศ และอื่นๆที่อาจหาได้มากกว่านี้อ่ะค่ะ จะต้องนำไปทำรายงานส่งอาจารย์ถ้ามครสามารถที่จะช่วยหาเว๊ปไซต์ที่มีข้อมูลเหล่านี้ไม่มากก็น้อยช่วยส่งมาให้ที่ email jira_com@yahoo.com ด้วยน่ะค่ะ ขอขอบคุณคูรมากค่ะ โดย nueng เมื่อ 21/6/2548 12:13
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:20:11 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 14
อยากห้ายคำคัพท์ที่ใช้เต้นลีลาศ โดย แน้งค์ เมื่อ 23/6/2548 17:32
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:20:58 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 15
ผมต้องการความหมายของการลีลาศและประเภทของการลีลาศ โดย ต้อ เมื่อ 27/6/2548 16:19
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:21:25 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 17
อยากรู้ประวัติลีลาศค่ะ โดย ต่าย เมื่อ 5/7/2548 11:49
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:21:49 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 18
อยากได้การเต้นของจังหวะชะช่าช่าและทุกๆจังหวะพร้อมรูปภาพคะ โดย นาต เมื่อ 10/7/2548 15:13
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:22:22 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 19
อยากได้ประโยชน์ของลีลาศ จะเอาไปทำรายงาน
โดย 2 เมื่อ 16/7/2548 14:12
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:22:54 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 21
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นลีลาศจังหวะชะชะช่าครับ ถ้าจะให้ดีเอาแบบมีรูปด้วยนะครับ เพราะผมต้องส่งอาจารย์ภายในวันพุธที่ 3 สิงหาคม แต่ถ้าหาให้ ผมไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ โดย dew เมื่อ 28/7/2548 20:03
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:23:27 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 22
อยากทราบประโยชน์ของลีลาศหรือคะ ลองเข้าไปใน GOOGLE ซิคะ แล้วพิทพ์คำว่า มารยาทในการลีลาศซิคะ และวะเจอทันที เพราะเราก็ทำเหมือนกันนะ โดย ปลา เมื่อ 19/9/2548 19:59
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:23:53 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 23
อยากทราบประโยชน์ของลีลาศหรือคะ ลองเข้าไปใน GOOGLE ซิคะ แล้วพิทพ์คำว่า มารยาทในการลีลาศซิคะ และวะเจอทันที เพราะเราก็ทำเหมือนกันนะ โดย ปลา เมื่อ 19/9/2548 19:59
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:25:24 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 25
มารยาทในการลีลาศ มารยาทในการลีลาศของสุภาพบุรุษ ประโยชน์ของลีลาศ
ความหมาย “ลีลาศ” หมายถึงการเต้นเพื่อความสนุกสนานและได้พบกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมในงานสังสรรค์ หรืองานราตรีสโมสร ลีลาศนี้ มีมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่เพิ่งมีหลักฐานแน่ชัดเมื่อประมาณ ปี ค.ศ.1400 ซึ่งได้อธิบายถึงการก้าวเดิน และดนตรีการเต้นรำแบบบอลรูม (Ballroom Dancing) เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าชาวตะวันตกจะนิยมกันอย่างมาก แต่การเต้นรำแบบบอลรูมก็เป็นที่ยอมรับของชนทุกชาติ
ประวัติมาเป็นมา ในสมัยดึกดำบรรพ์ ชาวสปาร์ต้า จะฝึกกีฬา เช่น ชกมวย, ยิงธนู, วิ่ง, ขี่ม้า ล่าสัตว์ รวมการ เต้นรำ ส่วนชาวโรมันมีการเต้นรำเพื่อแสดงความกล้าหาญ ผู้ที่มีชื่อเสียงในการเต้นตำของโรมันคือ ซีซีโร (Cicero : 106 – 43 B.C.) การเต้นรำแบบบอลรูม เริ่มตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่ 1 ซึ่งสมัยนั้นครั่งไคล้การเต้นรำที่เรียกว่า “โวลต้า” (Volta) ซึ่งมีการจับคู่แบบวอลซ์ในปัจจุบัน การเต้นแบบโวลต้านั้นฝ่ายชายจะช่วยให้ฝ่ายหญิงกระโดดขึ้นในอากาศด้วย ซึ่งพระราชินีเอง ทรงพอพระทัยมาก เช็คสเปียร์ (Shakespeare : 1564 – 1616) อยู่ในกรุงลอนดอนหลายปี ได้กล่าวไว้ในบทละครเรื่องพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ว่า มีการเต้นอีกอย่างเรียกว่า “โคแรนโท หรือ โคแรนเท” (Courante) สมัยศตวรรษที่ 17 การเต้นรำมีแบบแผนมากขึ้น จอห์น วีเวอร์ และ จอห์น เพทฟอร์ด (John Weaver & John Playford) เป็นนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง เพลฟอร์ด ได้เขียนเกี่ยวกับการเต้นรำแบบเก่าของอังกฤษ ซึ่งรวบรวมได้ถึง 900 แบบอย่างแซมมวล ไพปส์ (Samuel Pepys : 1632 – 1704) ได้เขียนบันทึกประจำวันในสมัยการปกครองของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 และได้บันทึกไว้เมื่อ ค.ศ.1662 ถึงงานราตรีสโมสร ซึ่งพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงพาสุภาพสตรีออกเต้น “โคแรนโท” (Coranto) การเต้นรำได้แพร่เข้ามาประเทศฝรั่งเศส เปลี่ยนมาเรียกเป็นสำเนียงฝรั่งเศสว่า คองเทร ดองเซ่ (Conterdanse) พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดปรานมากและต่อมาได้แพร่หลายไปยังประเทศอิตาลีและ สเปน การเต้นรำแบบบอลรูมในจังหวะวอลซ์ (Waltz) ได้เริ่มขึ้นประมาณ ค.ศ. 1800 เป็นจังหวะที่นิยมกันมากในสมัยนั้นในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย (The Victorian Era : 1830 – 80) การไปงานราตรีสโมสร หนุ่มสาวจะไปเป็นคู่ๆ ต้องต่างคนต่างไป และฝ่ายชายจะขอลีลาศกับหญิงคนเดิมมากกว่า 4 ครั้ง ไม่ได้ หญิงโสดก็จะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย ฝ่ายหญิงจะมีบัตรเล็กๆ สีขาว จดบันทึกไว้ว่า เพลงใดมีชายขอจองลีลาศไว้บ้างในศตวรรษที่ 20 นิโกรในอเมริกา มีบทบาทมากทางด้านดนตรี และลีลาต่างๆ ในนิวออร์ลีน มีการเล่นดนตรีแบบพื้นเมืองของอาฟริกา ตอนแรกเรียกว่าจังหวะ (Syncopation) มีท่วงทำนองเร้าใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแจ๊ส (Jazz Age) สมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 ใหม่ๆ ดนตรีจังหวะนี้ก็เข้ามาแพร่หลายในอังกฤษ พร้อมๆ กันนั้นก็มีจังหวะพื้นเมืองอีกจังหวะหนึ่งมาจากอเมริกาใต้ คือ จังหวะแทงโก (Tango) ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากเพลงพื้นเมืองของพวกคาวบอยในอาร์เยนตินา ยุคนั้นเรียกว่า แร็กโทม์ (Rag – Time) ซึ่งการเต้นไม่มีกฏเกณฑ์อะไร ต่อมาประมาณปี ค.ศ.1929 มีครูลีลาศในอังกฤษรวมกันเป็นคณะกรรมการปรับปรุงการลีลาสแบบบอลรูมขึ้นมาเป็นมาตรฐาน 4 จังหวะ (ถ้ารวมควิกวอลซ์ด้วยจะเป็น 5 จังหวะ) ถือว่าเป็นแบบฉบับของชาวอังกฤษ คือ วอลซ์ (Waltz) ควิกสเต็ป (Quickstep) แทงโก (Tango) และ ฟอกซ์ทรอต (Fox-trot) เนื่องจากอิทธิพลของยุคแจ๊ส (Jazz Age) ก็ได้เกิดการลีลาศแบบลาตินอเมริกา ซึ่งจัดไว้เป็นมาตรฐาน 4 จังหวะ (ถ้ารวมพาโซโดเบิ้ล ก็จะเป็น 5 จังหวะ) คือ รัมบ้า (Rumba) ชา ชา ช่า (Cha – Cha – Cha) แซมบ้า (Samba) และไจว์ฟ (Jive) โดยคัดเลือกจากการลีลาศประจำชาติต่างๆ เช่น แซมบ้าจากบราซิล รัมบ้าจากคิวบา พาโซโดเบิ้ลจากสเปน และไจว์ฟจากอเมริกา TOP ________________________________________
ประเภทของลีลาศ
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1.ประเภทบอลรูม (Ballroom) มีลักษณะการเต้นเต็มไปด้วยความอ่อนหวานลำตัวตั้งตรง ผึ่งผาย ไม่โยกหรือส่ายสะโพกมาก ประกอบไปด้วย 5 จังหวะ คือ - วอลทช์ (Waltz) - แทงโก้ (Tango) - สโลว์ฟอกซ์ทรอท (Slow Fox Trot) - ควิกสเตป (Quick Step) - ควิกวอลทซ์ (Quick Waltz) 2. ประเภทลาตินอเมริกัน (Latin American) มีลักษณะการเต้นที่มีการเคลื่อนไหว ลำตัวมาก โดยมากจะใช้สะโพก เอว เข่า และข้อเท้าเป็นสำคัญ ประกอบด้วย 5 จังหวะ คือ —ช่า ช่า ช่า ( Cha Cha Cha ) — คิวบันรุมบ้า (Cuban Rumba) — แซมบ้า (Samba) — ไจฟว์ (Jive) — พาโชโดเปล 3. ประเภทเบ็ดเตล็ดต่างๆ ลักษณะการเต้นเป็นจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป เป็นที่นิยมเต้นกันในประเทศไทยมาก ประกอบไปด้วย — กัวราช่า ( Guaracha ) — รุมบ้า (American Rumba) — บีกิน (Beguine) — ตะลุง
TOP ________________________________________ มารยาทในการลีลาศ
1. ไม่ควรสูบบุหรี่หรือขบเคี้ยวของขณะลีลาศ 2. ต้องลีลาศไปตามทิศทางที่ถูกต้อง 3. ควรแต่งกายให้ถูกต้องตามกาละเทศะ 4. ให้ความสนใจคู่ลีลาศของตน 5. ไม่แสดงความเบื่อหน่ายคู่ลีลาศของตน 6. อย่าแสดงความสนใจคู่ลีลาศอื่น 7. หากมีความจำเป็นต้องพูดคุยกับผู้อื่นในขณะลีลาศ ควรแนะนำคู่ลีลาศของตนให้รู้จักด้วย 8. ไม่ร้องเพลงคลอเสียงดนตรีขณะลีลาศ 9. ถ้าจะเปลี่ยนคู่ลีลาศ ควรพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย 10. ไม่สอนลวดลายใหม่ขณะที่ลีลาศอยู่บนฟลอร์ 11. การลีลาศโดยไม่จับคู่ถือว่าไม่สุภาพ TOP มารยาทในการลีลาศของสุภาพบุรุษ 1. ไม่ควรยืนข้างฟลอร์เฉยๆ 2. ไม่ตัดคู่ขอลีลาศกับสุภาพสตรีที่กำลังลีลาศอยู่ เมื่อยังมีสตรีอื่นไม่ได้ออกลีลาศ 3. ควรเดินนำหน้าเพื่อขอทาง โดยยื่นมืออีกข้างให้สุภาพสตรีจับถ้าฟลอร์แน่น 4. เมื่อจบเพลงควรเดินตามไปส่งให้ถึงที่นั่ง พร้อมกับกล่าวขอบคุณ 5. ไม่ควรนำลีลาศในลวดลายที่ยาก 6. ถ้าจะขอลีลาศกับสุภาพสตรีอื่น ต้องขออนุญาตคู่ลีลาศของเขาก่อน และให้สุภาพสตรีพอใจที่จะลีลาศด้วย ? มารยาทในการลีลาศของสุภาพสตรี 1. พยายามเป็นผู้ตาม 2. รับการขอลีลาศจากสุภาพบุรุษเสมอ 3. กล่าวรับคำขอบคุณของสุภาพบุรุษอย่างสุภาพ 4. เมื่อปฏิเสธการลีลาศจากสุภาพบุรุษคนหนึ่งแล้ว ไม่ควรออกลีลาศกับสุภาพบุรุษอื่นในจังหวะนั้น
________________________________________ ประโยชน์ของลีลาศ 1. ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้สมบูรณ์ เพราะเป็นการออกกำลังกาย 2. เป็นกิจกรรมที่ทั้งชายและหญิงเข้าร่วมพร้อมๆ กันได้ 3. เป็นกิจกรรมที่ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องทางกาย ทั้งยังช่วยสร้างเสริมทรวดทรง ท่าทางและมารยาท 4. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง 5. ช่วยให้เข้าสังคมได้ดี 6. ช่วยให้ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมนันทนาการ 7. ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ด้วยความสามารถ
โดย เฮอร์ไมโฮนี่ เมื่อ 7/11/2548 18:05
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:26:08 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 26
วิธีการเข้าคู่ โดย นาง เมื่อ 29/5/2549 14:48
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:26:44 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 27
การเต้นลีลาศมีในซีเกม โดย อรณิช เมื่อ 15/9/2549 20:40
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:27:20 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 28
ขอประวัติของจังหวะแทงโก้ รูปภาพ วีธีการเต้น(รูปด้วยก็ดีนะคะ)เพราะหามาหลายวันแล้วหาไม่เจอเลยจะเอาไปทำโครงงานช่วยหน่อยนะคะ โดย น้องปู เมื่อ 18/1/2550 12:25
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:28:18 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 29
อยากได้ภาพการวางเท้า การเดิน ที่เป็นพื้นฐานของการเต้นลีลาศนะค่ะหาไม่ได้เลยจะส่งอาจารย์ช่วยหน่อยนะค่ะ
โดย มารูโก๊ะ เมื่อ 26/5/2550 9:02
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:33:58 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 30
อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกัยลีลาศมากคะอาจารย์ดุดมากค่ะหาไม่ไดเดี๋ยวโดนตีค่ะ โดย miwmiw เมื่อ 5/6/2550 17:19
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #26 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:34:26 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 31
ฉันก็อยากได้เหมือนกันจะส่งอยู่แล้วไม่งั้นติด 0 ชัวเลยใกล้สอบอยู่แล้วไม่มีเวลาหาเลยจริงๆ โดย ยูอิ เมื่อ 22/9/2550 15:37
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
webmaster
|
 |
« ตอบ #27 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:35:29 PM » |
|
ความคิดเห็นที่ 32
ประวัติความเป็นมาของลีลาศ การเต้นรำในแบบฉบับที่ปัจจุบันเรียกว่า “ลีลาศ” นี้มีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการเต้นรำพื้นเมืองและการเต้นบัลเล่ต์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในที่นี้จะแบ่งพัฒนาการของการเต้นรำออกเป็น 2 สมัย คือ สมัยเก่า และสมัยใหม่
สมัยเก่า
นับแต่ชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นความต้องการที่จะเต้นรำก็ปรากฏขึ้นเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว ถึงกับกล่าวกันว่า “การเต้นรำนั้นเก่าแก่และมีมาก่อนสิ่งอื่นใด ยกเว้นการดื่ม กิน และความรัก” เป็นความจริงที่ว่า อารมณ์เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นและความต้องการอ้นเก่าแก่นี้ก็ยังคงมีอยู่ตลอดมาเปลี่ยนแปลง แม้ว่าอารยธรรมความเจริญและสภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้สอนให้มนุษย์รู้จักระงับยับยั้งความต้องการตามธรรมชาติก็ตามเมื่อจังหวะดนตรีได้ผสมผสานเข้ากับการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว การเต้นรำจึงเกิดขึ้น สรุปได้ว่า อารมณ์และจังหวะดนตรีทำให้เกิดการเต้นรำขึ้น มนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งยังไม่มีการใช้ภาษาพูด แสดงอารมณ์ออกมา โดยการเคลื่อนไหวร่างกาย จากหลักฐานภาพวาดในถ้ำสมัยโบราณ ได้แสดงให้เห็นว่า การเต้นรำของมนุษย์ในสมัยนั้นเป็นการแสดงออกที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดและความต้องการในจิตใจอันลึกซึ่งของพวกเขา
เมื่อการเวลาผ่านไปภาษาได้รับการพัฒนาขึ้น ความต้องการและความจำเป็นในการใช้ท่าทางแสดงออกจึงลดความสำคัญ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวที่แสดงออกด้วยท่าทางต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอีกต่อไป กล่าวคือเริ่มมีแบบแผนขึ้นจนกลายเป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกัน และพัฒนาการดังกล่าวทำให้การแสดงออกด้วยท่าทางต่างๆ กลายมาเป็นพื้นฐานของการเต้นรำพื้นเมืองไป
ความต้องการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะดนตรีของมนุษย์นั้นได้แสดงออกมาในรูปแบบของการเต้นรำพื้นเมืองอย่างง่ายๆ ซึ่งรู้จักกันดีในประวัติศาสตร์สมัยยุคมืด (DARK AGES) ดังที่นายเปรูจินี (PERUGINI) ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “การแสดงเต้นรำและบัลเล่ย์”(PAGEANT OF THE DANCE AND BALLET) ว่าตลอดช่วงก่อนยุคมือหรือยุคกลางเราจะพบการเต้นรำได้ในทุกประเทศในรูปแบบของการเต้นรำพื้นเมืองตามประเพณี หรือการเต้นรำประจำชาติ นอกจากนี้การเต้นรำยังเป็นลักษณะสำคัญของวันในพิธีทางศาสนา โดยเฉพาะในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ การเต้นรำที่ปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้เริ่มจากช่วงต้นคริสต์ศักราชจนถึงศตวรรษที่ 14 ซึ่งเราไม่อาจทราบรายละเอียดอะไรนักหรือถ้ารู้ก็มีความมั่นใจน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรายละเอียดที่เรารู้จักในสมัยกรีกโบราณ นอกจากนั้นยังคาดแคลนแม้กระทั่งภาพวาด รูปปั้นต่างๆ ซึ่งในยุคเฮเลนิค (HELENIC PERIOD) นั้นการเต้นรำเป็นที่นิยมและรุ่งเรืองมาก จนกระทั่งในศตวรรษที่ 15 จึงเริ่มพบหลักฐานข้อมูลหรือบันทึกและการบอกเล่าต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้และยืนยันได้ของการเต้นรำในสมัยนั้นว่า ความเจริญก้าวหน้าของการเต้นรำในสมัยนั้นขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ว่าจะอนุญาตหรือคัดค้านห้ามปราม เราทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นรำแบบบอลรูมในยุคแรกๆเมื่อตอนศตวรรษที่ 16 จากนักบวชรูปหนึ่งชื่อ เจฮัน ตาบูโรท์ (JEHAN TABOUROT) ซึ่งใช้นามปากกาว่า ตัวโนอาร์โบ (THOINOT ARBEAU) ในหนังสือชื่อ “ออคิโซกราฟี” (ORCHESOGRAPHIE) พิมพ์ในปี ค.ศ. 1588 และ ซีริล โบมองต์ (CYRIL BEAUMONT) ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นหนังสือที่ครูสอนเต้นรำทุกคนรู้จักกันดี ตัวอาร์โบมีชีวิตอยู่ในช่วงที่การเต้นรำแบบ “บรองเล่” (BRANLE) ซึ่งมีชีวิตชีวามากกว่าเข้ามาแทนที่และเป็นที่น่าสังเกตว่า แต่ละท้องถิ่นมีแบบในการเต็นบรองเล่เป็นของตังเองโดยเฉพาะ การเต้นบรองเล่แบบ “กาวอตเต้” (GAVOTTE) ซึ่งอาร์โบบรรยายไว้ก็เป็นการเต้นบรองเล่ของชาวโปรวองช์ (PROVENCE) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพวกแก็ป (GAP) การเต้นบรองเล่ของชาวปัวตู (POITOU) เรียกว่า “มินูเอ” (MINUET) การเต้นรำแบบอื่นๆที่อาร์โบบรรยายไว้ก็คือ “ปาวาเน” (PAVANE) และ “กัลลิยาร์ด” (GALLIARDE) ซึ่งเช็กสเปียร์ (SHAKESPEARE) เรียกว่า “แซงปาส” (CING PACE) เนื่องจากประกอบด้วยการเคลื่อนไหว 5 ก้าว
แม้ว่าอาร์โบได้เขียนเทคนิคต่างๆ ไว้แล้ว แต่การพัฒนากับเป็นไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งถึงกลางศตวรรษที่ 17 การเต้นรำจึงมีรูปแบบที่แน่นอนขึ้น หลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส (LOUIS XIV) ได้ก่อตั้งราชบัณฑิตย์สภาการดนตรีและการเต้นรำขึ้น(ACADE MIE ROYALE DE MUSIQUE ET DE DANSE) โดยบรรดาสมาชิกราชบัณฑิตย์สภาฯ ได้กำหนดการว่างเท้าทั้ง 5 ก้าวในการเต้นรำแบบ “แซงปาส” ในขณะเดียวกันก็ได้มีกี่กำหนดกฎระเบียบที่เคร่งครัดในการเต้นรำทุกประเภทขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงความรุ่งเรืองของการเต้นรำแบบมินูเอ และกาวอตเต้ มินูเอซึ่งเดิมเป็นการเต้นรำพื้นเมืองของชาวปัวตู ได้เข้ามาในปารีส ปีค.ศ. 1650 และต่อมาได้มีการใส่ทำนองดนตรีโดย หลุยลิ (LULLI) และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงนำมาใช้เต้นรำในที่สาธารณชน จึงอาจกล่าวได้ว่าได้มีการควบคุมการเต้นรำแบบบอลรูมตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งสิ้นสุดศตวรรษที่ 18
การเต้นบัลเล่ต์ (BALLET) เริ่มในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 การเต้นจะประกอบด้วยจังหวะเพลงช้า ซึ่งผู้รำจะเต้นมินูเอพร้อมกับการเต้นรำแบบอื่นๆ ที่มีในสมัยนั้น ด้วยเหตุนี้การเต้นรำจึงเป็นเรื่องของการน่าดูน่าชมกับเป็นเรื่องส่วนเฉพาะตน และเพื่อจะได้ดึงดูดผู้คน จึงต้องใช่เทคนิคที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น ขาจะต้องหมุนออกเพื่อให้เกิดเส้นที่สวยงาม สง่างามและมีการคิดค้นการก้าวเท้าแบบใหม่ๆ ขึ้น เช่น แบบอองเตรอะชาและคาบริโอล (ENTRECHATS AND CARRIOLES) เป็นต้น
สมัยใหม่
การเต้นรำที่จัดอยู่ในช่วงสมัยใหม่นั้นมีมานานเกือบสองศตวรรษแล้ว กล่าวคือเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1812 เมื่อมีการนำการจับคู่เต้นรำแบบใหม่คือ ชายจับมือและโอบเอวของคู่เต้นรำ (MODERN HOLD) มาใช้กับการเต้นรำจังหวะวอลช์ (WALTZ) ซึ่งในขณะนั้นได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากผ่ายศาสนจักร
มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับกำเนิดของการเต้นรำจังหวะวอลช์ คือ ชาวฝรั่งเศสเชื่อว่ากำเนิดของวอลช์มาจากการเต้น “วอลต้า” (VOLTA) ซึ่งเป็นการเต้นรำแบบหมุนตัวสามครั้ง ที่เข้ามาในเมืองโปรวองซ์ (PROVENCE) จากประเทศอิตาลี ก่อนที่อาร์โบจะเขียนหนังสือซื่อ “อาคิโซกราฟี่” และเช็กสเปียร์ได้กล่าวถึงการเต้นรำแบบวอลต้าว่าเป็นการเต้นรำที่ผู้ชายจะเหวี่ยงคู่เต้นรำไปรอบๆ เรียกว่า “โซมาเจอร์” (SAUT MAJOR) ซึ่งพระนางแมรี่ (MARY) แห่งสก็อตแลนด์และพระราชินีเอลิซาเบธ (ELIZABETH 1) แห่งอังกฤษทรงโปรดปรานมาก แต่ในปัจจุบันเชื่อกันว่ากำเนิดของวอลซ์น่าจะมาจากดินแดนทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ในราวปี ค.ศ.1708 ซึ่งโทมัส วิลสัน (THOMAS WILSON) ครูสอนเต้นรำชาวอังกฤษแห่งโรงละครคิงส์ (KING’S THEATRE) ได้เกี่ยวกับการเต้นรำจังหวะวอลซ์ไว้ในหนังสือชื่อ “วอลซ์ซิ่ง” (WALTZING) ซึ่งพิมพ์ในปี 1816 ไว้ว่า “วอลซ์เป็นการเต้นรำชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากชาวเยอรมัน เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในแคว้นสวาเบีย (SWABIA) ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าแคว้นของประเทศเยอรมนี และได้แพร่หลายไปยังแควันใกล้เคียงอื่นๆ หลังจากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วยุโรป ซึ่งลักษณะท่าทางการเต้นรำส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเท่านั้น ยังมีการเพิ่มเติมหลักการต่างๆมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดแบบหนึ่ง”
เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 เข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 รูปแบบการเต้นรำจังหวะวอลซ์เป็นการเต้นตามทำนอง 3-8 ซึ่งค่อนข้างเป็นการเต้นรำแบบชุด (SET DANCE) โดยคู่เต้นรำยืนเป็นวงกลมรอบห้องจับมือกันไว้ การเต้นจะประกอบด้วยลวดลาย (FIGURE) ต่างๆ กันหลายลวดลาย ดังหลักฐานภาพวาดการเต้นซึ่งวาดโดย โทมัส โรว์แลนด์สัน (THOMASROWLANDSON) ในหนังสือของวิลสันที่พิมพ์ในปี ค.ศ. 1806
ประมาณปี ค.ศ.1812 การเต้นรำจังหวะวอลซ์ที่มีการจับคู่แบบใหม่ก็ฝังรากลึกลงในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ คาร์ล มาเรีย ฟอน เวเบอร์ (CARL MARIAVON WEBER) ผู้ประพันธ์เพลง “แดร์ ไฟรชิทซ์” (DER FREISCHUTZ) และ “โอเบอรอง” (OBERON) ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมากคือ “อินเวเทขั่นอาลาวัลส์” (INVITATION A’LA VALSE) ซึ่งพจนานุกรมของโกรฟ (GROVE’S DICTIONARY) อธิบายว่าเป็นการปรับปรุงรูปแบบของวอลซ์ให้เป็นคนตรอย่างแท้จริง ซึ่งการเต้นวอลซ์ที่มีการจับคู่แบบใหม่นี้ในตอนแรกได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายศาสนจักร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ปกครองมีการเสียดสีเยาะเย้ยเพื่อมิให้สาวๆเข้าร่วมในการเต้นรำ แต่สภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ในที่สุดสังคมก็ยอมรับการเต้นรำแบบใหม่นี้เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ (ALEXANDER) แห่งรัสเซียได้เต้นรำจังหวะวอลซ์ที่อัลแมค (ALMCK’S HALL) ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผู้มีเกียรติยศ
ชั้นสูง
ความก้าวหน้าของการเต้นรำที่เราเรียกว่าเป็นการเต้นรำสมัยใหม่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ.1830-1840 เมื่อมีการเต้นรำแบบใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งการเต้นโพลก้า (POLKA) ซึ่งมีกำเนิดจากโบฮีเม่ย (BOHEMIA) มาเซอร์ก้า (MAZURKA) จากโปแลนด์ และชาติช (SCHOTTISCHE) ขึ้นในสถานที่เต้นรำต่างๆ ในขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะตัดลวดลายการเต้นที่เคยมีมา เช่น อองเตรอะชา (ENTRECHATS) และรองด์เดอชองเบอะ (RONDSDE JAMBES) ซึ่งอยู่ในการเต้นรำแบบ “กาดริย์” (GUADRILLES) และการเต้นรำแบบอื่นๆ ออกไป ในปี ค.ศ. 1848 เซลลาริอุส (CELLARIUS) ครูสอนเต้นรำที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีส่วนเคลื่อนไหวสำคัญในการปฏิรูปการเต้นรำ ได้เขียนหนังสือชื่อ “การเต้นรำที่ทันสมัย” (FASHIONABLE DANCING) มีข้อความที่น่าสนใจคือ “ในขณะนี้ผู้เต้นรำวัยหนุ่มสาวถูกกล่าวหาว่ามาเดินมิใช่มาเต้นรำ พวกเขาทำผิดหรือไม่ในการที่ไม่เต้นอองเตรอะชาและรองด์เดอชองเบอะ และการเต้นที่ยุ่งยากในสมัยก่อนซึ่งยากที่จะจดจำ ไม่สมบูรณ์ และตลกที่สุด ซึ่งผู้ที่นำมาแสดงตามเวทีในโรงละคร มันเป็นศิลปะที่สมบูรณ์หรือไม่”
เมื่อสิ้นสุดสมัยพระนางวิคตอเรีย (VICTRIA ERA) การเต้นรำแบบบอลรูมมีแนวโน้มว่าจะหยุดอยู่กับที่ ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าเนื่องจากขาดการพัฒนารูปแบบการเต้นแบบใหม่ๆมีการนำการเต้นแบบทูสเต็ป (TWO STEP) ซึ่งนิยมเต้นกันในนิวยอร์กเข้ามาในอังกฤษ แต่เป็นการเต้นแบบ “แชสเซ่อาตรัวปาส” (CHASSE A TROIS PAS) จนกระทั่งในตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้ ก็ได้มีการเต้นรำแบบใหม่ๆ ที่ใช้เต้นกับดนตรีจังหวะวอลซ์ที่เรียกว่าการเต้น “บอสตัน” (BOSTON) และการเต้น “แร็ก” (RAG) ซึ่งการเต้นรำแบบใหม่นี้เป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาวซึ่งเบื่อหน่ายวอลซ์ และการเต้นรำแบบใหม่นี้ก็ได้สร้างความมีชีวิตชีวาให้แก่สถานที่เต้นรำขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เยาวชนซึ่งเต้นรำตามสโมสรต่างๆก่อนหน้าสงครามปี ค.ศ. 1914 ได้เปลี่ยนแปลงเทคนิคและรูปแบบการเต้นรำของคูเก่าๆ เกี่ยวกับการก้าวเท้า 5 ตำแหน่ง และการเคลื่อนไหวที่สวยงาม และเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สถาบันเต้นรำเก่าๆ เปลี่ยนบรรดากรรมการ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการเต้นขึ้นโดยบรรดานักเต้นรำด้วยกันเอง กล่าวคือ “ไปตามสบายอย่างอิสระที่ต้องการในการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่าก็ได้” ซึ่งเทคนิคการเต้นรำใหม่นี้มีพื้นฐานจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาตินั่นเอง และการเกิดขึ้นของการเต้นรำในจังหวะฟอกซ์ทร็อต (FOXTROT) ในปี ค.ศ. 1914 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากก็ยิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจนไม่เหลือเทคนิคเก่าๆ อีกเลย
การเต้นรำไม่มีกฎเกณฑ์นี้เกิดขึ้นจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1918 หลังจากที่มีการประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงเริ่มมีการวางกฎเกณฑ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1920 โดย “เดอะด๊านซิ่งไทม์” (THE DANCING TIMES) ได้จัดให้มีการประชุมครูสอนเต้นรำขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเพิ่มพยายามวางกฎเกณฑ์ และแบบแผนของการเต้นฟอกซ์ทร็อตและวันสเต็ป (ONE STEP) ให้เป็นมาตรฐาน และได้มีการสาธิตการเต้นรำจังหวะฟอกซ์ทร็อต โดยมี มัวไรช์ และ ลีโอโนรา ฮิวส์ (MAURICE AND LEONORA HUGHES) เป็นผู้สาธิตการเต้นด้วย ซึ่งครูสอนเต้นรำเหล่านี้เป็นกลุ่มนักเต้นรำรุ่นแรกๆ ของโลก ที่รับรู้ว่าการเต้นรำแบบเก่าๆหมดไปแล้ว และได้พัฒนาเทคนิคการเต้นรำแบบบอลรูมใหม่ (MODERN BALLROOM) ให้มีพื้นฐานการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ด้วยการก้าวเท้าไปตามแนวทิศทางของการเดิน (ALIGNMENT) ในการลีลาศ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1924 ครูสอนเต้นรำกลุ่มนี้ได้เลือกตั้งคณะกรรมการของสมาคมครูสอนเต้นรำในสาขาการเต้นรำแบบบอลรูมขึ้นเป็นครั้งแรก (COMMITTEE OF THE “BALLROOM BRANCH” OF THE IMPERIAL SOCIETY OF TEACHERS OF DANCING) ซึ่งคณะกรรมการชุดแรกนี้ประกอบด้วย โจเชฟิน แบรดเลย์ (JOSEPHINE BRADLEY) อีฟ ทีนนีเกท สมิช (EVE TYNEGATE SMITH) มัวรีล ซิมมอนส์ (MURIEL SIMMONS) ลิสลี ฮัมฟรีย์ (LISLE HUMPHREYS) และวิคเตอร์ ซิลเวสเตอร์ (VICTOR SILVESTER) สมาคมครูสอนเต้นรำนี้ได้พัฒนาและกำหนดแบบแผนการเต้นรำมาจนถึงปัจจุบันที่เรียกกันว่าการเต้นรำ “สไตล์อังกฤษ” (ENGLISH STYLE) ซึ่งได้รับการเผยแพร่และมีอิทธิพลไปทั่วโลก
ในปี ค.ศ. 1929 ได้มีการจักตั้งคณะกรรมการลีลาศ (OFFICIAL BOARD OF BALLROOM DANCING) ขึ้นในประเทศอังกฤษและได้ทำหน้าที่จัดการแข่งขันลีลาศขึ้นทุกปีโดยเริ่มจัดแข่งขันชิงแชมเปี้ยนสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองแบลคพูล (BLACKPOOL) ปี ค.ศ. 1950 ประเทศต่างๆได้ร่วมกันก่อตั้งสภาการลีลาศนานาชาติขึ้น (INTERNATIONAL COUNCIL OF BALLROOM DANCING : I.C.B.D.) และในปีเดียวกันนี้ได้มีการนำจังหวะเต้นรำใหม่ๆมาเผยแพร่อีก เช่น จังหวะแมมโบ้ (MAMBO) และ ชา ชา ช่า (CHA CHA CHA) เป็นต้น และในปี ค.ศ. 1953 ได้จัดให้มีการแข่งขันลีลาศชิงแชมเปี้ยนระหว่างประเทศขึ้นที่ อัลเบิร์ต ฮอลล์ (ALBERT HALL) ในมหานครลอนดอน ปี ค.ศ. 1959 ได้มีการจัดแข่งขันลีลาศชิงแชมเปี้ยนโลกขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยจัดแข่งขันทั้งประเภทสมัครเล่นและอาชีพ ตามกฎเกณฑ์ที่สภาการลีลาศระหว่างประเทศกำหนด จังหวะที่จัดให้มีการแข่งได้แก่ วอลซ์แบบอังกฤษ ฟอกซ์ทร็อต แทงโก้ (TANGO) ควิปสเตป (QUICK STEP) และควิกวอลซ์หรือเวียนนิสวอลซ์ (QUICK WALTZ OR VIENNESE WALTZ) ในโอกาสนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ได้แนะนำการเต้นรำจังหวะร็อคแอนด์โรล (ROCK & ROLL) ให้ชาวโลกได้รู้จัก
ในสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 1960 มีการเต้นรำจังหวะใหม่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นโดยอเมริกันนิโกร คือ จังหวะทริสต์ (TWIST) การเต้นรำจะใช้การบิลลำตัว เข่าโค้งงอ การเต้นไม่จำเป็นต้องจับคู่กัน คือต่างคนต่างเต้น และจังหวะฮัสเซ่ล (HUSTLE) ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก ปี ค.ศ. 1970 จังหวะการเต้นรำที่เรียกว่าดิสโก้ (DISCO DANCINH) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นจังหวะที่ผู้เต้นสามารถเต้นได้ตามลำพัง และรูปแบบการเต้นการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับผู้เต้นเอง เป็นการเต้นรำที่ผู้เต้นมีอิสระในการเคลื่อนไหวอย่างมาก ปัจจุบันมีการเต้นรำแบบใหม่ๆเกิดขึ้นอีกหลายจังหวะ เช่น แฟลชแด๊นซ์ (FLASH DANCE) เบรกแด๊นซ์ (BRAKE DANCE) และเรพ (RAP) ซึ่งมักมีกำเนิดจากอเมริกันนิโกร และยังมีการเต้นรำโดยใช้ท่าบริหารร่างกายประกอบจังหวะดนตรี ที่เรียกว่า “แอโรบิกแด๊นซ์” (AEROBIC DANCE) ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ การเต้นรำในแบบต่างๆ เหล่านี้ไม่จัดอยู่ประเภทของการลีลาศ
การลีลาศในประเทศไทย
การลีลาศในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันได้แน่ชัด สันนิษฐานกันว่าได้เผยแพร่เข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จุลศักราช 1226 โดยชาวต่างชาติจากบันทึกของแหม่มแอนนาทำให้มีหลักฐานเชื่อได้ว่า เมืองไทยมีคนลีลาศเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักลีลาศคนแรกก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง ตามบันทึกของแหม่มแอนนาเล่าว่า แหม่มแอนนาพยายามสอนพระองค์ท่าน ให้รู้จักวิธีการเต้นรำแบบสุภาพ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาติตะวันตก หลังจากที่ได้ดูละครซึ่งแสดงกันในวังแล้วก็เลยมาคุยกันถึงเรื่องการเต้นรำ พร้อมกับแสดงท่าบอกว่าจังหวะวอลซ์นั้นหรูมาก เขาเต้นกันในวังยุโรป เต้นอย่างนี้ พระองค์ท่านก็ฟังอยู่เฉยๆ ไม่ออกความเห็นอย่างไร แต่พอแหม่มแอนนาแสดงท่า พระองค์ท่านกลับสอนว่าใกล้เกินไปแขนต้องวางให้ถูกแล้วพระองค์ท่านก็เต้น จนแหม่มแอนนางงไปเลย ทูลถามว่าใครเป็นคนสอนให้พระองค์ท่านก็ไม่ตอบ จึงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สอนพระองค์ สันนิษฐานกันว่าพระองค์ท่านคงจะศึกษาจากตำราด้วยพระองค์เอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 การเต้นรำยังไม่เป็นที่นิยมกว้างขวางนัก คงมีแต่เจ้านายในวังบางวังเต้นรำกันพอเป็น ส่วนใหญ่มักจะเต้นจังหวะวอลซ์เพียงอย่างเดียว และบางครั้งก็เอาการเต้นรำจังหวะวอลซ์ไปสอดแทรกในการแสดงละครด้วย เช่น เรื่องพระอภัยมณีตอนที่กล่าวถึงนางละเวงได้กับพระอภัยมณี
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทุกปีในงานเฉลิมพระชนมพรรษาก็มักจะจัดให้มีการเต้นรำกันในพระบรมมหาราชวัง โดยมีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประธาน ซึ่งบรรดาทูตานุทูตทั้งหลายต้องเข้าเฝ้า ส่วนแขกที่จะไปร่วมงานได้ต้องได้รับบัตรเชิญเท่านั้นจึงจะเข้าไปร่วมงานได้ ในสมัยรัชกาลที่ 7 การลีลาศได้รับความนิยมมากขึ้นจนเกิดมีสถานที่ลีลาศขึ้นหลายแห่ง เช่น ที่ห้อยเทียนเหลา เก้าชั้น คาร์เธ่ย์ และโลลิต้า เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2475 นายหยิบ ณ นคร ซึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 5459 และได้ศึกษาวิชาลีลาศไปด้วย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยโดยเข้าร่วมแข่งขันลีลาศชิงแชมเปี้ยนภาคเหนือของลอนดอน ละได้รับชัยชนะในจังหวะฟอกซ์ทร็อต และวอลซ์ ได้ร่วมกับหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ จัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับการเต้นรำขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “ สมาคมสมัครเล่นเต้นรำ” มีหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นนายกสมาคม นายหยิบ ณ นคร เป็นเลขาธิการสมาคม สำหรับกรรมการสมาคมก็ล้วนแต่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้แก่ หลวงเฉลิมสุนทร –กาญจน์ พระยาปกิตกลสาร พระยาวิชิต นายแพทย์เติม บุนนาค หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และหลวงชาติตระการโกศล สำหรับสถานที่ตั้งสมาคมนั้นไม่แน่นอน วนเวียนไปตามบ้านสมาชิกแล้วแต่สะดวก การตั้งเป็นสมาคมนี้ ไม่ได้จดทะเบียนให้เป็นที่ถูกต้องแต่อย่างใด สมาชิกของสมาคมส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มักพาลูกของตนมาเต้นรำด้วย ทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการจัดงานเต้นรำขึ้นบ่อยๆ ที่สมาคมคณะราษฎร์และวังสราญรมย์ และที่วังสราญรมย์นี้เป็นสถานที่ที่จัดให้มีการแข่งขันเต้นรำขึ้นครั้งแรก ซึ่งผู้ชนะเลิศเป็นแชมเปี้ยนคู่แรกคือ พลเรือนตรีเฉียบ แสงชูโต และประนอม สุขุม ระหว่างปี พ.ศ. 2475 – 2476 มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งเรียกสมาคมสมัครเล่นเต้นรำว่าสมาคม...(คำผวนของคำว่าเต้นรำ) ซึ่งฟังแล้วไม่ไพเราะหู ดังนั้นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ จึงบัญญัติศัพท์คำว่า “ลีลาศ” ขึ้นแทนคำว่า “เต้นรำ” ต่อมาสมาคมสมัครเล่นเต้นรำก็สลายตัวไป แต่ก็ยังมีการชุมนุมกันของครูลีลาศอยู่เสมอ โดยมีนายหยิบ ณ นคร เป็นผู้ประสานงาน โดยเฉพาะในการส่งนักลีลาศของไทยไปแข่งยังต่างประเทศ รวมทั้งให้การต้อนรับนักลีลาศชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมหรือมาแข่งขันในเมืองไทย
การลีลาศซบเซาลงไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งนี้ด้วย จนกระทั่งสงครามสงบลงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 วงการลีลาศของไทยก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น มีโรงเรียนสอนลีลาศเกิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะสาขาบอลรูมสมัยใหม่ (Modern Ballroom Branch) ที่อาจารย์ยอด บุรี ซึ่งไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษได้นำมาเผยแพร่ ทำให้การลีลาศซึ่ง ศาสตราจารย์ศุภชัย วานิชวัฒนา เป็นผู้นำอยู่ก่อนแล้วเจริญขึ้นเป็นลำดับ
ต่อมาได้มีบุคลชั้นนำในกี่ลีลาศซึ่งเคยเป็นผู้ชนะเลิศสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาทิ คุณอุไร โทณวนิก , คุณกวี กรโกวิท , คุณจำลอง มาณยมฑล , คุณปัตตานะ เหมะสุจิ และนายแพทย์ประสบ วรมิศร์ ได้หารือกันถึงแนวความคิดที่จะรวมนักลีลาศทั้งหมดให้อยู่ในสมาคมเดียวกัน เพื่อการผนึกกำลัง และช่วยกันปรับปรุงมาตรฐานการลีลาศทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งทุกคนเห็นชอบร่วมกัน จึงมีการร่างระเบียบข้อบังคับขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลีลาศให้มีแบบแผนขึ้น ผดุงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและมารยาท ในการเข้าสังคมแบบ สุภาพชน และได้ยื่นจดทะเบียนเป็นสมาคมตามกฎหมายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2491 ซึ่งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้อนุญาตให้จัดตั้ง “ สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทย ” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2491 โดยหลวงประพันธ์ไพรัชภาค เลขาธิการสภาวัฒนธรรมในขณะนั้นเป็นผู้ทำพิธีเปิดสมาคมฯ อย่างเป็นทางการ และมีหลวงประกอบนิติสาร เป็นนายกสมาคมคนแรก ซึ่งในปัจจุบัน สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิกของสภาการลีลาศนานาชาติ ด้วยประเทศหนึ่ง
หลังจากนั้นการลีลาศในประเทศไทยก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยจัดให้มีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น มีสถานที่ลีลาศเปิดเพิ่มขึ้นมา ประชานชนสนเรียนลีลาศเพิ่มขึ้น มีการจัดตั้งสมาคมครูลีลาศขึ้นสำหรับเปิดสอนลีลาศ ทั้งยังได้จัดส่งนักลีลาศไปแข่งขันในต่างประเทศและจัดแข่งขันลีลาศนานาชาติขึ้นในประเทศไทย ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กำหนดให้โรงเรียนสอนลีลาศต่างๆ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีการกำหนดหลักสูตรลีลาศขึ้นอย่างเป็นแบบแผน ทำให้การลีลาศมรมาตรฐานยิ่งขึ้น ปัจจุบันการลีลาศในประเทศไทยได้เป็นที่ยอมรับและนิยมในทุกวงการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประชาชนให้ความสนใจ มีโรงเรียนหรือสถาบันเปิดสอนลีลาศขึ้นเกือบทุกจังหวัด ในสถานศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษาก็ได้บรรจุวิชาลีลาศเข้าไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย
ประโยชน์ของลีลาศ
เป็นที่ยอมรับกันในบรรดานักการศึกษาและนักปรัชญามาช้านานแล้วว่า ลีลาศเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีคุณประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาที่สลับซับซ้อนขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง สภาพการณ์เหล่านี้เป็นเหตุให้มีประชากรที่มีปัญหาทั้งด้างร่างกาย และจิตใจเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจิตแพทย์,นักจิตวิทยาและนักการศึกษาได้พยายามเน้นและชี้นำให้เห็นถึงความจำเป็นเกี่ยวกับการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่สามารถผ่อนคลายความเครียด และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งลีลาศเป็นกิจกรรมหนึ่งที่นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยพัฒนาบุคคลในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจสรุปประโยชน์ของการลีลาศได้ดังนี้
1. ช่วยส่งเสริมให้บุคคลได้ออกกำลังกาย ทำให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์และมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น 2. ช่วยพัฒนาทักษะทางกลไก (MOTOR SKILL) ให้ดียิ่งขึ้น 3. ทำให้ร่างกายมีทรวดทรงและการประสานงานที่ดี ซึ่งนำไปสู่การมีบุคลิกภาพในด้านการเคลื่อนไหวที่ดูสง่างามยิ่งขึ้น 4. ช่วยผ่อนคลายความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ 5. ช่วยให้บุคคลรู้จักการเข้าสังคม รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดี ทำให้มีเพื่อนและสมาชิกเพิ่มขึ้น 6. ส่งเสริมให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น กล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม 7. ทำให้มีความรู้สึกซาบซึ้งและเข้าใจในวัฒนธรรม ช่วยจรรโลงวัฒนธรรมในทางที่ดีให้คงอยู่ต่อไป 8. ส่งเสริมให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 9. เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (CREATIVE THINKING) ได้เป็นอย่างดี 10. ทำให้มีชีวิตยืนยาวและปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
โดย เบล+พลอย เมื่อ 9/10/2550 18:07
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 14, 2009, 04:39:16 PM โดย webmaster »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|