|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #42 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 04:53:49 PM » |
|
ตอนนี้เมืองไทยเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวและหน้าฝน ผมขอนำแฟชั่นสวยๆของ H&M มากฝากหนุ่มๆนะครับ แจ็คเก็ตสีดำ ตัวยาว คาดเข็มขัด เพิ่มสไตล์  Total ลุคสีดำเทา ในมาดเท่ พร้อมกระเป๋าและผ้าพันคอ โทนสีเดียวกัน  เชิ้ตขาวและไทด์สีดำเส้นเล็ก เพิ่มผ้าพันคอสีเขียว ก็สร้างเสน่ห์ได้มากครับ  ขาว เทา ม่วง โทนสีน่าสนใจมากครับ เสื้อคาดิแกน นอกจากดูดีแล้ว ทำให้อุ่นสบายมากครับ
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2008, 05:31:31 PM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
nutt
|
 |
« ตอบ #46 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 05:20:19 PM » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"สองเรื่องที่อันตราย คือการวิ่งขึ้นบันได ,กับการวิ่งทับหัวใจคนอื่น"
|
|
|
|
nutt
|
 |
« ตอบ #47 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 05:24:47 PM » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"สองเรื่องที่อันตราย คือการวิ่งขึ้นบันได ,กับการวิ่งทับหัวใจคนอื่น"
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #48 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 05:27:52 PM » |
|
คุณ Nutt ร้องเพลงอะไรหรอครับ อยากฟังจังเลยครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
nutt
|
 |
« ตอบ #49 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 05:34:26 PM » |
|
บางคนก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วย ความฝัน ถึงแม้ว่าความฝันนั้นจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่คนบางคนก็คงหวังดีไปมั้ง จะให้อยู่กับความจริง ซึ่งเขาก็อยู่ไม่ได้ ตรอมใจตาย เราจึงไม่ควรทำลายความฝันของใคร (ประโยคนี้คิดเอง หลังจากออก จากโรงละคร)......  พี่จูลี่เก่งจัง...คิดได้อย่างนั้น.. สมัยเด็ก ๆ (กว่านี้) นัฐเป็นคนใจแคบนะ ไม่ใช่..ว่าไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่..หรือเอาเปรียบ แต่จะไม่เอาความคิดบางด้านของคนอื่นเลย เมื่อก่อนเห็นใครทำตัวติดอยู่ในความฝันไม่ได้.. ต้องต่อว่า หรือพยายามทำทุกทางให้เค้าออกจากความฝัน เพราะคิดว่า.. อยากให้อยู่โลกความจริง ไม่อยากให้เพอฝัน
แต่วันนี้...อืม...คนเราจำเป็นต้องมีฝันอย่าน้อยซัก 1 เรื่อง..จริง ๆ ค่ะ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"สองเรื่องที่อันตราย คือการวิ่งขึ้นบันได ,กับการวิ่งทับหัวใจคนอื่น"
|
|
|
|
|
|
nutt
|
 |
« ตอบ #51 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 05:54:09 PM » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"สองเรื่องที่อันตราย คือการวิ่งขึ้นบันได ,กับการวิ่งทับหัวใจคนอื่น"
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #52 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 05:55:48 PM » |
|
ภาษาเต้น จะเรียกว่า เต้นได้เรียบร้อยหรือ ใช้จังหวะของขาได้เรียบร้อย อีเลนน่าขาสวยครับ และรูปร่างสวยเหมือนนางแบบ สไตล์การเต้น แบบหรูหราผู้ดี มีแกนกลางและลำตัวตรงมาตลอด ไม่ค่อยได้ใช้ลำตัวด้านบนเท่าไหร่ ถ้าอีเลนน่าใช้ลำตัวด้านบน ภาพจะออกมาคล้ายๆกับยูเรีย และโจแอนน่าครับ ด้วยความที่เธอเลี้อยมากไปหน่อย หรือยังไม่เข้าที่เลยอาจจะดูแปลกๆไปจากสไตล์เดิมๆครับ
คุณ nutt ชอบสไตล์การใช้ขาเหมือนผมเลยนะครับ ถ้าไปดูคารีน่า เธอจะใช้ไหล่และลำตัวมาก ที่มากที่สุด คือ เป็นนักเต้นคนเดียว ที่ใช้ปากเต้นไปด้วย ขยับตลอดเพลงเลยครับ อิอิ เลยเข้ากับสลาวิกได้ดีครับ
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2008, 05:57:22 PM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #54 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 07:57:56 PM » |
|
ส่วนตัวเล็กน้อยครับ  ตลอดเวลาที่ผ่าน ผมเชียร์โจแอนนามาตลอด เชียร์มาเงียบๆ ตั้งแต่สมัยที่เธอเพิ่งจะได้แชมป์อเมเจอร์เมื่อนานมาแล้ว มาถึงสมัยที่ แอนนาเบสิโคว่า คารีน่า เบียต้า และนักเต้นอีกหลายๆคนมีชื่อเสียง ผมเคยคิดเสมอว่าวันนึงเธอจะต้องเป็นแชมป์ได้สักวัน เวลาที่ใครจะแกะท่าเต้น ก็มักจะไปดูแต่คู่อื่นๆ ไม่ค่อยสนใจเธอ เธอมักจะเป็นลำดับท้ายที่จะมีคนสนใจ ทุกคนพูดแต่ไบรอัน สลาวิก คารีน่า เวลาถึงเธอโชว์ก็กดข้ามไป เป็นความน้อยใจเล็กๆที่ผมเก็บมาตลอด อย่างน้อยก็มี CJS นี่ละ ที่ดูวิดีโอเต้นของเธอนับรอบไม่ถ้วน และวันนี้ก็มาถึง เป็นความรู้สึกที่ผมรอคอยมานานมากครับ ไม่น่าเชื่อว่าม้วนแบล็กพูลที่ผมดูมาตั้งแต่เด็ก เปิดดูแต่เวลาเต้นไม่ค่อยดูเวลารับรางวัล มาถึงวันนี้ ผมกลับอยากจะรอดูภาพที่ทั้งคู่ได้แชมป์แบล็คพูลสักที เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่บอกไม่ถูกครับ ขอบคุณที่ทำให้ผมหมุนเก่งนะครับ โจแอนน่า
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2008, 11:55:20 PM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #56 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 11:02:32 PM » |
|
ขอบคุณครับพี่นิ ที่มาช่วยยืนยัน  วันนี้ดูรายการสุริวิภา แล้วเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกครับ ผมติดตามรายการเป็นประจำ กับตอนความสุขเล็กๆ  ของคุณปุ้ย อิ่มใจครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #57 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 11:27:47 PM » |
|
น้องจูลี่คะ.. จริงด้วยค่ะ..ชุดนี้เหมือนตุ๊กตาที่เสียบไม้ขาย เวลาพี่นิอยากได้ แล้วแม่ไม่ยอมซื้อให้นะคะ.. ลงไปดิ้นพราดๆ ที่พื้นเลยละค่ะ.. เฮอะ.. พี่นิมีลูก 2 คนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะคะ
เด็กผู้หญิงยุคเรา ก็คงอยากได้ตุ๊กตาเสียบไม้ มันสวยดีนะ กระโปรงตุ๊กตาก็หลากสี แต่ตอนเด็ก ๆ ก็ไม่เคยร้องให้แม่ซื้อให้เล่น ก็ดูแต่ว่ามันสวย ดูจิ จำได้จนอายุปูนนี้เลย เล่นแต่หมากเก็บ กระโดดยาง จุดประทัด เป่ากบ จับจิ้งหรีด จับปลาเข็มที่คลองแสนแสบ โยนห่วงยาง ที่เล่นเป็นผู้หญิงหน่อยก็หม้อข้าวหม้อแกง เล่นทำกับข้าว แต่พอโต งัยไม่รู้ ไม่ชอบทำอาหารเข้าครัว ชอบแต่งตัวสวย ๆ แบบตุ๊กตาเสียบไม้..........  แต่ยังยังชอบซนเล่นกีฬาค่ะ แล้วก็โค ตะ ระ กลัวประทัดเลย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #58 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 11:34:20 PM » |
|
อยากเห็นจังเลยครับว่าตุ๊กตาเสียบไม้เป็นอย่างไร สุดจะจินตนาการจริงๆครับ นึกภาพไม่ออก  Connie Talbot เป็นหนูน้อยน่ารักที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ ตอนพี่นิดูครั้งแรก พี่นิร้องไห้รึป่าวครับ ส่วนผม..........น้ำตาซึมตั้งแต่ประโยคแรกเลยครับ จบเพลงคงไม่ต้องพูดถึง  ยิ่งได้อ่านเรื่องราวของเธอประกอบ ก็สุดจะบรรยาย เลยนำสิ่งดีๆมาฝากกันครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #59 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 11:52:12 PM » |
|
โอต์ กูตู (Haute Couture)
คงเป็นคำที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ยินกันบ่อยมาก เอ........แต่มันแปลว่าอะไร มีความหมายอย่างไร CJS มีคำตอบมาฝากครับ
ในวงการแฟชั่นนั้น แบ่งตลาดของธุรกิจเสื้อผ้าพรีเมี่ยมออกเป็น 3 ตลาดหลัก คือ 1. โอต์ กูตู (Haute Couture) หรือ High Fashion 2. บูติค (Boutique) คือ ตลาดเสื้อผ้าแบบชนิดเดียวหลายตัว 3. เสื้อผ้าสำเร็จรูปเพรท-อะ-พอร์ทเตอร์ ( Ready-to-wear หรือ prêt-à-porter ในภาษาฝรั่งเศส)
สองคำนี้ เป็นคำที่ผู้คนในวงการแฟชั่นทุกคนต้องรู้จัก เพราะถือว่ามีอิทธิพลกับวงการแฟชั่นมากๆ ในแต่ละปี คอลเลคชั่นโอต์ กูตู และเพรท-อะ-พอร์ทเตอร์ ของดีไซน์เนอร์ชื่อดังต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดกระแสความนิยมของสินค้าในปีนั้นๆ ว่าสีไหนจะมาแรง เสื้อสไตล์ไหนจะอิน สไตล์ไหนจะเอาท์ หรือแม้กระทั่งว่าน้ำหอมกลิ่นต่างๆ ตุ้มหู เครื่องประดับในปีนี้จะเป็นอย่างไร ก็ล้วนได้รับอิทธิพลมาจาก 2 คอลเลคชั่นนี้ มีปารีส ศูนย์กลางแฟชั่นของโลก เป็นผู้นำในการกำหนดกระแสแฟชั่นในแต่ละปี ตามมาด้วยเมืองแฟชั่นอื่นๆ อย่าง มิลาน นิวยอร์ค โตเกียว ฯลฯ
รู้อย่างนี้แล้ว สงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมคำ 2 คำนี้ถึงมีความสำคัญถึงเพียงนี้ และมันคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? มารู้จักแฟชั่นกันให้ถึงแก่นกันเลยครับ
อลังการงานโอต์ กูตู
“Haute Couture should be fun, foolish and almost unwearable.” - Christian Lacroix
ถ้าพูดถึงแฟชั่นชั้นสูง หรือ Haute Couture ก็ต้องนึกถึงความหรูหราฟูฟ่าแบบไม่ธรรมดาและราคาแพงลิบของชุดที่ออกแบบมาเฉพาะให้พิเศษกว่าใคร เพราะ Haute Couture จัดว่าเป็นสุดยอดของสุดยอดแฟชั่น ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแฟชั่นของชนชั้นสูงเท่านั้น (High Fashion)
Haute Couture เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ศิลปะการตัดเย็บชั้นสูง หรือ “high sewing” ซึ่งจำกัดวงเฉพาะอยู่ในเมืองแฟชั่นระดับแนวหน้าของโลกเท่านั้น เช่น ปารีส นิวยอร์ค ลอนดอน และมิลาน แต่ของแท้และดั้งเดิมนั้น เชื่อกันว่า จะต้องเป็นห้องเสื้อโอต์ กูตูของฝรั่งเศสเท่านั้น
ห้องเสื้อโอต์ กูตูมีขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเป็นแห่งแรก เสื้อผ้าในแบบโอต์ กูตูไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ ซึ่งเสื้อผ้าประเภทนี้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งเลยทีเดียว
โอต์ กูตูมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่กว่า 150 ปีมาแล้ว โดยในปีค.ศ. 1858 ชาร์ล เฟเดริค เวิท (Charles Frédéric Worth) ได้ก่อตั้งห้องเสื้อโอต์ กูตูแห่งแรกขึ้นที่ เลขที่ 7 ในย่าน rue de la Paix ในปารีส เพื่อออกแบบเสื้อสำหรับลูกค้าชั้นสูงที่ต้องการชุดที่ออกแบบตัดเย็บอย่างประณีต หรูหรา และมีรูปแบบเฉพาะสำหรับรสนิยมอันเป็นปัจเจกสำหรับลูก ค้าแต่ละคนเท่านั้น แบบเสื้อแต่ละแบบต้องมีความเป็นต้นฉบับ (original) ที่ดีไซน์โดยผู้ออกแบบเอง ไม่ได้ลอกเลียนมาจากแบบเสื้อที่เคยมีอยู่ ห้องเสื้อโอต์ กูตู จึงเป็นสถานที่ที่ดีไซน์เนอร์ได้มีโอกาสสร้างสรรผลงานใหม่ๆจากจินตนาการและความคิดของผู้ออกแบบอย่าง เสรี โดยในยุคนั้นราชนิกูลจากราชวงศ์ต่างๆในยุโรปเป็นลูกค้าของเขาเกือบทั้งหมด
ห้องเสื้อโอต์ กูตู ของชาร์ล เฟเดริค เวิท ได้ปิดกิจการลงในปีค.ศ. 1945 แต่ในปัจจุบันยังคงมีน้ำหอมซึ่งผลิตภายใต้ชื่อของเขา อยู่ ผลงานของ ชาร์ล เฟเดริค เวิท นั้นจัดเป็นมรดกทางศิลปะในด้านการออกแบบอาภรณ์ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น Sugino Costume Museum, The State Hermitage Museum, Isabella Stewart Gardner Museum เป็นต้น
ดีไซน์เนอร์รุ่นน้องที่ประสบความสำเร็จในวงการโอต์ กูตู ภายหลังการบุกเบิกของเฟเดริคได้แก่ Patou, Poiret, Vionnet, Fortuny, Lavin, Chanel, Schiaparelli, Balenciaga และ Dior
จุดเด่นของชุด Haute Couture จึงอยู่ที่การออกแบบและตัดเย็บซึ่งถูกรังสรรค์มาเป็น พิเศษเพื่อสร้างความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับผู้ส วมใส่เท่านั้น ความประณีตและแยบยลในการตัดเย็บด้วยเทคนิคชั้นสูงของ โอต์ กูตู จะช่วยเสริมส่งให้รูปร่างของผู้สวมใส่ดูดี มีสง่า ช่วยอำพรางจุดด้อยต่างๆ และเสริมจุดเด่นของผู้สวมใส่ เช่น ซ่อนหน้าท้องให้แบนราบ เสริมลำคอให้ดูเรียวระหงส์ เพิ่มความอวบอิ่มให้ทรวงอก และอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้เสื้อผ้าในแบบโอต์ กูตูได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็นสุดยอดแห่งอาภรณ์ที่ชนชั้นสูงเลือกใช้ในโอกาสพิเศษต่างๆ และเพื่อความสมบูรณ์แบบในการสวมใส่ เสื้อผ้าโอต์ กูตูแต่ละชุดจึงต้องใช้เวลาในการลองเสื้อไม่ต่ำ กว่า 3 ครั้งในการตัดเย็บชุดแต่ละชุด
ในการตัดเย็บเสื้อผ้าสไตล์โอต์ กูตูนั้น ผู้ตัดเย็บ หรือที่เรียกว่ากูตูรีเย่ (couturier) จะไม่ตัดผ้าบนพื้นราบ แต่จะตัดผ้าตามเส้นสายของทรวดทรง เพื่อให้ได้สัดส่วนที่พริ้วไหวไปตามท่วงท่าลีลาตามเคลื่อนไหวของรูปร่าง ส่วนมาตรที่ใช้วัดนั้น จะใช้หลักวัดเป็นมิลลิเมตรเตอร์เพื่อให้ได้ขนาดและสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับคำว่า “สมบูรณ์แบบ” มากที่สุด และแน่นอนต้องตัดเย็บด้วยมือเท่านั้น
นอกเหนือไปจากฝีมือการตัดเย็บด้วยเทคนิคชั้นสูงและความประณีตพิถีพิถันแล้ว อีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ในการทำเสื้อผ้าในแบบโอต์ กูตูก็คือความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และ “ศิลปะ” ดังที่ครั้งหนึ่งดิออร์เคยกล่าวไว้ว่า “I think of my work as ephemeral architecture”
ชาร์ล เฟเดริค เวิท ได้ก่อตั้ง the Chambre Syndicale de la Haute Couture ขึ้น ในปี 1868 (พ.ศ. 2411) เพื่อดูแลอุตสาหกรรมการตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูงของฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้รวมเข้ากับ the Chambre Syndicale du Pret-a-Porter des Couturiers et des Createurs de Mode ซึ่งรับผิดชอบในส่วนของ prêt-à-porter และ the Chambre Syndicale de la Mode Masculine ซึ่งรับผิดชอบในส่วนของเสื้อผ้าผู้ชาย ทั้ง 3 องค์กรณ์รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมกลาง ชื่อ the Federation Francaise de la Couture, du Pret-a-Porter des Couturiers et des Createurs de Mode ทำหน้าที่ดูแลอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งหมด รวมถึงการกำหนดปฏิทินแฟชั่นในแต่ละปี
ยุคทองของโอต์ กูตูนั้นอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 50 โดยบรรดาคนดังอย่าง Capucine, Sophie Litwak และ Bettina ต่างก็ทำให้กระแสความนิยมของโอต์ กูตูขจรไกลไปทั่วโลก
แต่ในปัจจุบัน กระแสความนิยมในโอต์ กูตูได้ลดลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำรงชีวิต ของผู้คนที่เปลี่ยนไป จากจำนวนลูกค้ากว่า 15,000 คนในช่วงปี 1947 ลดลงเหลือน้อยกว่า 1,500 รายในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากราคามหาสูงของเสื้อผ้า โอต์ กูตูในปัจจุบัน ซึ่งมีราคาถึง 16,000-60,000 ดอลล่าสหรัฐต่อสูทหนึ่งชุด และถ้าเป็นชุดราตรีจะยิ่งราคาสูงกว่านี้อีก เนื่องจากการตัดชุดแบบชั้นสูงนี้ แต่ละชุดใช้เวลาในการทำงานกว่าร้อยชั่วโมง
การจะเป็นห้องเสื้อโอต์ กูตูของฝรั่งเศสได้นั้น จะต้องได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก Chamber Syndicate de la Haute Couture Parisienne ภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมฝรั่งเศส (French Ministry of Industry) ซึ่งได้รับการบัญญัติไว้เป็นกฎหมายเลยทีเดียว โดยห้องเสื้อโอต์ กูตูจะต้องมีคุณสมบัติตามที่ได้บัญญัติไว้ในปีค .ศ. 1945 โดยมีการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปีค.ศ. 1992ดังนี้: • จะต้องมีพนักงานในส่วนตัดเย็บไม่น้อยกว่า 15 คน • จะต้องนำเสนอแบบเสื้อในงานแฟชั่นของโอต์ กูตูปีละ 2 ครั้ง คือ มกราคม (แฟชั่นฤดู ใบไม้ผลิ และฤดูร้อน) และกรกฎาคม (แฟชั่นฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) เพื่อให้แก่ผู้บริโภคได้รู้ถึงทิศทาง (trend) ในฤดูที่จะมาถึง • การแสดงแบบเสื้อในแต่ละคอลเลคชั่นจะต้องมีอย่าง 35 แบบ ทั้งชุดกลางวันและชุดราตรี
คำว่า “Haute Couture” และ “Couture Creation” นั้น เป็นคำที่ได้รับการปกป้องโดยกฎหมายของฝรั่งเศส ซึ่งจะอนุญาตให้ห้องเสื้อที่ได้รับการรับรองใช้ได้เท่านั้น ดังนั้นในฝรั่งเศสใครจะมาแอบอ้างใช้สองคำนี้ซี๊ซั๊วไม่ได้
รูปแบบการบริหารจัดการในห้องเสื้อโอต์ กูตูนั้น โดยทั่วๆไปแบ่งเป็น 2 ระดับดังนี้ คือ 1. ดีไซน์เนอร์ เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของห้องเสื้อ เป็นผู้กำหนดแนวทางในการทำงาน การบริหารจัดการ และทิศทางธุรกิจ 2. ผู้บริหารระดับกลาง ได้แก่ ตำแหน่งต่างๆดังนี้ • Chief Assistant • Second Assistant • Fitter • Sales Chief • Assistant to Sales Chief 3. พนักงานทั่วไป ได้แก่ • Arpettes หรือ Apprentices ทำหน้าที่ช่วยงานจุกจิกในการตัดเย็บ เช่น กลัดเข็มหมุด และคอยช่วยงานต่างๆ • Sales Staff: ทำหน้าที่ดูแลและต้อนรับลูกค้า
ตอนนี่เหลือ haute couture hous แค่ 13 แห่งคือ Adeline André Chanel Christian Dior Christian Lacroix Dominique Sirop Emanuel Ungaro Franck Sorbier Givenchy Jean Paul Gaultier Jean-Louis Scherrer สามอันหลังเพิ่งถูกเชิญมาต้นปี 2007 Elie Saab Giorgio Armani Valentino
ส่วน Giorgio Armani Prive นั้น แม้จะร่วมแสดงแบบแฟชั่นใน The Couture Show ด้วย แต่ยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ ให้ใช้ตรา “Haute Couture”
สำหรับโอต์ กูตูในอิตาลีนั้น อยู่ภายใต้การดูแลของ Camera Nazianale dell’ Alta Moda Intaliana มีสมาชิก 13 บริษัทซึ่งร่วมกันจัดแฟชั่นโชว์ ปีละ 2 ครั้ง ก่อนการแสดงในกรุงปารีส จุดเด่นของสินค้าจากอิตาลี คือ เนื้อผ้าที่ดีและมีคุณภาพเยี่ยม เพราะอิตาลีมีอุตสาหกรรมผลิตผ้าที่ดีที่สุดในโล ก ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มพัฒนาตามอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น อิตาลียังมีนักออกแบบจำนวนมากและมีการถ่ายทอดวิชาการ ออกแบบอย่างเป็นระบบทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง และเครื่องประดับพัฒนาไปอย่าง พร้อมเพรียงกัน โดยการออกแบบของอิตาลีเป็นการประยุกต์แนวทางใหม่ๆ และสร้างความแตกต่างมากกว่าการรักษาความอนุรักษ์นิยม เช่นประเทศคู่แข่งอื่นๆ ขณะที่แรงงานอิตาลีมีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในยุโรป และมีฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตไม่แพ้โอต์ กูตูในประเทศอื่นๆ
สำหรับในเมืองไทยนั้น คุณฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการนิตยสารScream ซึ่งเป็นนิตยสารเล่มแรกที่คลอดออกมาเพื่อนำเสนอแฟชั่ นเสื้อผ้าชั้นสูงของไทย ได้พูดถึงโอต์ กูตูในมุมมองแบบไทยๆไว้ว่า "ในเมืองไทยไม่มีคำว่าโอต์ กูตูร์ แต่เราก็พยายามสรรหาผลงานที่เป็นแฟชั่นชั้นสูง ซึ่งได้ข้อมูลจากหลายๆ ด้าน อาทิ แฟชั่นในสมัยก่อนที่เกิดจากในรั้วในวังทั้งสิ้น ซึ่งสตรีชั้นสูงเป็นแม่แบบของแฟชั่นให้สามัญชนได้เลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของผ้าแถบ สไบ ผ้าไหม นอกจากนั้นยังมีผ้าไหมและงานศิลปหัตถกรรมของไทยที่มี ความประณีต ล้วนแล้วแต่ถือเป็นแฟชั่นชั้นสูง"
สำหรับผม ถือว่าชุดเต้นรำประเภทบอลรูม เป็นงานฝีมือในระดับ โอต์ กูตู เพราะว่าผลิตมาเฉพาะท่าน และเป็นงานฝีมือชั้นสูงเช่นกันครับ ถึงแม้อาจจะไม่เข้าหลักเกณฑ์หลายๆข้อ แต่คิดว่าเป็นเสื้อผ้าที่่ต้อใช้ความชำนาญในการตัดเย็บเป็นอย่างมากครับ
ผมขอเลือก Dior ให้เป็นหนึ่งเดียวของโลกในด้านเสื้อผ้าชั้นสูงของโลก ที่รักษาคุณภาพและฝีมือการตัดเย็บได้เป็นอย่างดี กับชุดที่คัดมาแล้วว่า สวย อลังการที่สุดในโลกของปีนี้ครับ  ชุดสีชมพูน่ารักสดใส วัยหวาน ใครว่ากางเกงจะเป็นแฟชั่นชั้นสูงไม่ได้  กระโปรงยาวเข้ารูปและร่ม อันเป็นสัญลักษณ์ของดิออร์  การจับเดรปแบบเฉพาะของดิออร์  สีดำและเครื่องประดับศรีษะที่อลังการ  สีขาว พร้อมหมวกทรงบานใบใหญ่  กระโปรงสุ่ม หมวก และถุงมือ คือ สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากรันเวย์  สีน้ำตาลและหมวดทรงข้าง ที่ดูหรูหรา  สีชมพูและความโดดเด่นของตัวกระโปรง ผสมผสานสองสไตล์  ชุดสีฟ้าอ่อน แขนเข้ารูป ปลายแขนกระดิ่ง กระโปรงสุ่ม เป็นอีกชุดที่ผมชอบมากครับ  ความเร้าร้อนของสีแดงเพลิง ตัดกับสีทอง สไตล์สเปน  ขอให้เป็นชุดฟินาเล่ของกระทู้นี้ครับ กระโปรงสุ่มทรงบอลลูน แขนบอลลูน เทคนิค การใช้สี การตัดเย็บขั้นเทพ จริงๆ  เบื้องหลังของความสำเร็จ คือ จอน กัลลิอาโน่ ดีไซน์เนอร์ของแบรน ที่ใช้เวลาในการแต่งตัว ไม่น้อยไปกว่านางแบบครับ เพราะว่าเค้าคนนี้ทำให้ดิออร์ คืนชีพกลับมาอีกครั้ง จนโด่งดังไปทั่วโลกครับ Vedio ประกอบครับ Christian Dior Haute Couture AW07/8 Part 1 http://www.youtube.com/watch?v=wM6_ksbPWgY&feature=relatedเฉพาะกระทู้นี้ ผมใช้เวลาในการหาข้อมูลและทำร่วมชม.ครับ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ ขอบคุณค่ะคุณพรายเวท พอรู้ ๆ บ้าง แต่ไม่ละเอียดขนาดนี้ เคนโซ่ กับ คอมเดอกาซอง จัดอยู่ในกลุ่ม Haute Couture ป่าว พี่ไม่ค่อยชอบสองแบรนด์นี้เท่าไหร่หรอก แต่ตอนเป็นวัยรุ่น สองแบรนนี่ฮืออามากในเอเซีย เพราะเป็นแบร์น ดของเอเซียที่ได้อยู่บน catwalk ของ Paris รูปแบบของดิออร์ เปลี่ยนไปเยอะ พี่ชอบดิออร์ยุคจอนห์น กาลิอาโน่ collection ที่นำมาเสนอนี้ พี่ชอบทุกชุด ยกเว้นชุดขาวหมวกบานใบใหญ่ ดูเยอะไปงัยก็ไม่รู้ ขอบชุดแรกมาก ๆ กับชุดดำสเปน ชุดอีตาดีไซน์เนอร์ก็ชอบ เธอไม่ยอมน้อยหน้านางแบบชะนีหรอกค่ะ บางทีจะคอยดูว่าหล่อนจะมาชุดไหน idea ไหน งานนี้.........จริงมะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #60 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 11:59:15 PM » |
|
หรูหราในแบบเพรท-อะ-พอร์ทเตอร์
“They said pret-a-porter will kill your name, and it saved me.” - Pierre Cardin

แบบนี้ก็ชอบ ไม่แพงมาก ใส่ทำงานได้ทุกวัน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #61 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:06:30 AM » |
|
คนในวงการจะเรียกเธอว่า เจ้จอน ครับ  มีเรื่องเล่าขาน ตำนานแต่งสวยของเธอมากมายเหลือเกิน เพราะว่าเป็นดีไซน์เนอร์ที่แต่งตัวจัดจานมากกกกที่สุดของโลก และทำอะไรเวอร์ๆตลอดครับ ความจริงเค้าก็เป็นคนน่ารัก ตลกๆเวลาจิกกัดแทะ คนอื่นนะครับ ถ้าพี่จูลี่ดูวิดีโอจะรู้ว่า จอนจะคิดว่า เธอเป็นนางแบบ เดินชุดฟินาเล่ของดิออร์ทุกคอลเลกชั่นเลยครับ ทั้งลีลาการโพส และการจิก มองกล้อง เรียกว่าตายกันไปข้างนึง ถือเป็นความน่ารักในแบบของเธอครับ พวกเราเลยต้องมาช่วยสานฝันของเธอให้เป็นจริงครับ ก๊อมกับเคนโซ่ เป็นสองแบรนที่คนเอเชีย ควรจะภูมิใจครับ ถือเป็นไฮเอ็นครับ ยังฮิตอยู่เหมือนเดิมครับ แต่พักหลัง ก๊อมเริ่มเผ่ว เพราะว่าออกไลน์เสื้อผ้ามาเยอะมากกกก จนกลายเป็นของเด็กเล่น บ้านเรานับคนที่จะรู้จักสองแบรนนี้ได้เลยครับ เพราะว่ามีไม่มาก ส่วนแบรนโอว์ กูตูทั้งหลาย พวกเราจะเรียกว่า เป็นสิ่งยืนยันความ โบ ของแบรนครับ เพราะว่าแบรนเก่าๆเท่านั้นที่จะทำเสื้อผ้าแล้วได้ตรา พวกนี้ แต่ปัจจุบัน ชุดที่ดูอลังการ เราก็จะเรียกว่าโอว์ กูตู กันหมดครับ หนึ่งเดียวของโลกที่รักษาคุณภาพและคงคอนเซปทางด้านเสื้อผ้า มีแค่ชาแนล แบรนเดียวเท่านั้นครับ ต้องร่ายยาวครับ เพราะว่าฟังเค้าเล่ามาเยอะ อิอิ คือยังรักษาคอนเซปแบบชาแนลไว้ครบถ้วน ถึงแม้ดีไซน์อาจจะไม่ถูกใจสักเท่าไหร่ แต่เรื่องของความแข็งแกร่งของแบรนต้องยกให้ครับ เหมือนกับกระเป๋า หลุยส์ เวทตตอง ส่วนใหญ่คนแฟชั่นจะรู้ว่าเป็นของน่าเบื่อไปที่ไหนก็เห็น แบบเชยๆ เดิมๆ สู้แบรนอื่นไม่ได้ แต่ถามว่าใครไม่มีบ้าง เห็นมีกันทุกคนเลยครับ เพราะว่าหลุยส์ เค้าสามารถสร้างค่านิยมของโลกได้ว่า คนรวยถือกระเป๋าหลุยส์ ซึ่งแบรนอื่นๆทำไม่ได้ เทียบไม่ติดครับ รวมทั้งมียอดของปลอมติดอันดับท๊อปของโลกด้วย ไม่รู้จะน่าภูมิใจรึป่าวนะครับ ความจริงชุดอื่นๆในคอลเลกชั่นนี้ของดิออร์ก็สวยทั้งนั้นเลยครับ สวยมากจริงๆครับ ราคาชุดเป็นล้าน แถมไม่ขายครับ เก็บไว้ในมิวเซียม เพราะว่าช่างเก่าๆเริ่มตายหายจากวงการไปหมด แต่ที่เลือกมาเพียงบางส่วน เพราะว่าจะให้ดูเทคนิคเฉพาะของเค้าครับ ที่โดดเด่น เพราะว่าบางแบบจะซ้ำกันแต่เปลี่ยนสี ลองเข้าไปดูในยูทูบเพิ่มเติมครับ นอกจากนี้ยังเป็นงาน ที่รวมเอานางแบบเก่าระดับท๊อปของโลกมาด้วย เดี๋ยวผมต้องไปขอยืมข้อมูลมาเพิ่มเติมครับ เสื้อผ้าโอว กูตูของแบรนนี้ ไม่ได้ทำให้ใส่จริงครับ ทำไว้โชว์ความสามารถในการตัดเย็บล้วนๆ ถ้าไปเทียบกับคอลเลกชั่นก่อนที่ผมแปะไว้ในบ้านเก่าจะเห็นว่าคนละสไตล์ พี่จูลี่อยู่ในวงการเสื้อผ้า คงเข้าใจ ที่อธิบายเพิ่ม เผื่อท่านอื่นๆด้วยครับ ทั้งสิบกว่าชุดที่ผมเลือกมา ดูความแตกต่างของแบบกระโปรงได้เลยครับ จะเป็นคนละสไตล์กันทั้งหมด ไว้จะคุยต่อพรุ่งนี้นะครับ ตอนนี้ชักมัน เดี๋ยวนอนไม่หลับครับ 5555
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2008, 12:30:00 AM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #62 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:09:28 AM » |
|
 [ ยังดูไม่หมดเลยค่ะ โหลดได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เมื่อคืนโหลดไป ดูไป ดุน้องส้มอยู่ เลยหมดอารมณ์ดู เออ...........ย่าพี่เคยเล่าให้ฟังว่า พี่อายุประมาณ 3-4 เดือน ก็พยายามจะหัดร้องเพลงแล้ว (พี่เริ่มหัดพูดเร็วมาก) ตัวเองปัจจุบ้นนี้ก็ยังเหมือนจำได้เลือน ๆ แต่ไหงตอนโตร้องเพลงไม่เก่งแฮะ.........แต่เม้าท์เก่ง แล้วก็หนวกหูด้วย.........555 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #63 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:14:23 AM » |
|
สวัสดีครับพี่จูลี่ พี่นิ คุณ Tango คุณ nutt คุณ Tumka คุณต่อ และสมาชิกชาวเวปลีลาศคอทคอมทุกท่าน 
Issue นี้ ผมนำเรื่องราวสาระความรู้ที่เกี่ยวกับแฟชั่นและเต้นรำมาฝากเยอะหน่อยนะครับ ตัวอักษรไซน์ใหญ่ และสีสันมากมาย อาจจะทำให้หลายท่านตาลายไปบ้างเล็กน้อยต้องขออภัยครับ ส่วนรูปสวยๆกำลังจัดทำครับ เพราะว่าต้องเอารูปไปฝากไว้ใน Photobucket ใช้เวลาเล็กน้อยครับ ปล.คลิ๊กฟังเพลงที่ผมเอามาแปะไว้เป็นช่วงๆนะครับ จะได้อารมณ์ร่วมขณะอ่านครับ
ท่านใดมีร้านขายแว่นตา ที่ใช้ถนอมสายตาเวลาเล่นคอมบอกด้วยนะครับคิดว่า CJS ต้องหามาใส่แล้วละครับ
ที่สำคัญช่วยประหยัดพลังงาน ผมเลยใช้กระทู้แต่ละอันด้วยความคุ้มค่า แก้แล้วแก้อีก ไม่อย่างนั้นบ้านจะเต็มเร็วจนต้องขึ้นบ้านใหม่ในเวลาอันรวดเร็วครับ
ที่คุณต่อถามว่า............นั่นคือกางเกงใช่รึป่าว.................ถูกต้องแล้วครับ 
ขอให้สนุกกับ เสวนาประสาพราย..........Vol.9 (Feat. fashion on the dancing floor) นะครับ เย่ ๆ โย่ โย่.........พิมพ์ตัวใหญ่ ๆ แบบนี้ดีครับ อ่านง่าย แปะรูปก็ดีค่ะ ไม่ต้องโหลดดู คอมพี่เต่าจริง ๆ ทำให้ชม เน็ทหมดเร็ว อ้อ........ต้องการแว่นสายตาแบบสายตายาวแล้วถนอมสายตาด้วยค่ะ มีอยู่อันหนึ่งซื้อในงานแสดงสินค้า แว่นเล่นคอมแบบถนอมสายตา แต่ไม่ได้เป็นเลส์นสายตายาว ก็เลยใช้ไม่ค่อยได้ค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #64 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:21:38 AM » |
|
....จะบอกว่าพี่จิ๋วสนุกไปกับบ้านเหล่าพราย.เวอร์ชั่นนี้ด้วยค่ะ..ทั้ง..เรื่องราว..แฟชั่น..และเพลง.. ....เรื่อง..Man Of La ManCha..เคยได้ดูละคร Thesis ของคณะ Fine Arts ที่นิสิตแสดงค่ะ..แต่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องอาจเป็นเพราะได้อ่านทั้งเรื่องมาก่อน หรือไม่ก็เพราะไม่ใช่ติสก็เป็นได้ ...ขอบคุณสำหรับเพลง OB LA DI OB LA DA..เป็นเพลงฮิตสมัยเรียน.ที่พอได้ยินทีไรเป็นต้องขยับทุกทีค่ะ..เอ!.คุณ.CJS.เป็นคนร่วม(หลาย)สมัยจริงๆ.นะเนี่ย!! คุณจิ๋ว..........ละคะพวกนิสิต fine arts กับ ละครคณะอักษรจุฬา นี่ ต้องปีนบันไดดูค่ะ คือเขานำเสนออีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ entertainment มาก ขนาดจูลี่ชอบดูละคร ก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เช่น เรื่องพรายน้ำ แต่ถ้าดูละครเวที นี่ รู้เรื่องแน่นอน เรื่อง Mant of La Mancha ก็ดูนานแล้ว จำ details ไม่ค่อยได้ ไม่อยากเล่า ไม่อยากถาม เดี๊ยวคนที่จะไปดูจะว่าเอา ไว้ละครออกจากโรงก่อนแล้วมาเล่าสู่กันฟังนะคะ ไม่รู้หนังสือแปลเป็นไทยมีขายไหม ได้รับซีดีแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ ลืมไว้ที่ร้าน ไว้เสาร์อาทิตย์จะเอามาเปิดดูค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #65 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:31:22 AM » |
|
ตอนนี้เมืองไทยเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวและหน้าฝน ผมขอนำแฟชั่นสวยๆของ H&M มากฝากหนุ่มๆนะครับ
[ สาว ๆ ก็ชอบดูแฟชั่นหนุ่มค่ะ นายแบบหล่อดี.........อิ อิ อ้อ เพลงในละครเวที Don Quijote Man of LaMancha version อังกฤษ ชื่อเพลง I am Don Quijote ก็เพราะมากค่ะ แต่ที่แสดงในไทย ที่จะลงโรง อยู่นี่ร้องเป็นไทยค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #66 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:37:03 AM » |
|
ที่ผมไม่ค่อยได้เอาเสื้อผ้าผู้ชายมาลง เพราะเห็นว่ามีแต่สาวๆอะครับ น่าจะชอบดูเสื้อผ้าสวยๆงามๆ เสื้อผ้าผู้ชาย จะแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรมากครับ เปลี่ยนไปมานิดๆหน่อย มีสีสันบ้าง ยิ่งแพงมากก็จะมีแต่สูทกับเชิ้ตเท่านั้นอะครับ เสื้อผ้าผู้ชายคุ้มค่ามากครับ ถ้าซื้อดีๆ เพราะว่าแบบไม่มาก ไม่ได้หมายถึงแนวญี่ปุ่นนะครับ เข้าร้านแบรนเนมเสื้อผ้าในห้างอาจจะหลับได้ครับ
แต่ถ้าเดินตามจตุจักร มีอะไรแปลกๆเยอะเลยครับ
ถ้าจะดูนายแบบหล่อๆ ก็ต้องดูว่าใครเป็นดีไซน์เนอร์ครับ 5555 แต่ละแบรนเค้ามีนายแบบในสต๊อกคนละสไตล์จริงๆ อย่างโดเช่ แอน กาบบานา เฉพาะภาพโฆษณาแต่ละซีซันก็เอามาลงไม่ได้อะครับ อิอิ
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2008, 12:45:46 AM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #67 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:44:16 AM » |
|
พี่จูลี่เก่งจัง...คิดได้อย่างนั้น.. สมัยเด็ก ๆ (กว่านี้) นัฐเป็นคนใจแคบนะ ไม่ใช่..ว่าไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่..หรือเอาเปรียบ แต่จะไม่เอาความคิดบางด้านของคนอื่นเลย เมื่อก่อนเห็นใครทำตัวติดอยู่ในความฝันไม่ได้.. ต้องต่อว่า หรือพยายามทำทุกทางให้เค้าออกจากความฝัน เพราะคิดว่า.. อยากให้อยู่โลกความจริง ไม่อยากให้เพอฝัน
แต่วันนี้...อืม...คนเราจำเป็นต้องมีฝันอย่าน้อยซัก 1 เรื่อง..จริง ๆ ค่ะ  พอออกจากโรงละครดูเรื่องของท่าน Don Quijote เมื่อยี่สิบกว่าปีแล้ว ก็เริ่มคิดได้ค่ะ.........คือเมื่อก่อนตอนวัยรุ่นก็ชอบว่าคนฝันเฟื่อง (แต่อันที่จริงแล้วพี่เป็นคนช่างฝันมาก แต่บนพื้นฐานของความค่อนข้าง เป็นไปได้นะ ไม่ใช่แบบดอน ฆีโฮเต้).........แต่พอดูเรื่องนี้จบ ก็วิเคราะห์กับแฟน แล้วก็คิดแบบนี้แหล่ะ..........บางคนก็มีความสุขอยู่กับ โลกแห่งความฝัน ก็ไม่น่าจะไปทำลายความสุขเขา เพราะถ้าความฝันเขาไม่ได้ ทำร้ายใคร..........ทุกวันนี้พี่ก็ยังฝันบางเรื่องอยู่ ที่ทำให้มีความสุขมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้...... 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #68 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:48:14 AM » |
|
แต่ละคนฝันอะไรกันบ้างครับ...............................? ปล.ฝัน คือ เป้าหมายที่พอจะเป็นจริงได้นะครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #69 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:50:55 AM » |
|
อยากเห็นจังเลยครับว่าตุ๊กตาเสียบไม้เป็นอย่างไร สุดจะจินตนาการจริงๆครับ นึกภาพไม่ออก  Connie Talbot เป็นหนูน้อยน่ารักที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ ตอนพี่นิดูครั้งแรก พี่นิร้องไห้รึป่าวครับ ส่วนผม..........น้ำตาซึมตั้งแต่ประโยคแรกเลยครับ จบเพลงคงไม่ต้องพูดถึง  ยิ่งได้อ่านเรื่องราวของเธอประกอบ ก็สุดจะบรรยาย เลยนำสิ่งดีๆมาฝากกันครับ เดี๊ยวพรุ่งนี้ค่อยโหลดเข้าไปดูค่ะ ตุ๊กตาเสียบไม้นี่ก็เหมือนกับในรูปเลย เดี๋ยวนี้กรุงเทพไม่มีแล้ว ไม่รู้ตามงานวัดต่างจังหวัดยังมีป่าว ต้องลอง search ดู ว้า.......พี่นิ เราสองคนรู้สึกดูเป็น สว จังเลย ทันรุ่นตุ๊กตาใส่ชุดกระโปรงบานเสียบไม้ แล้วก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่า เป็น แฟชั่น ชุดลีลาศยุคนั้น.............. 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #70 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 01:00:55 AM » |
|
สมัยผมเด็กๆ อยากได้รถบังคับวิทยุแล้วอะครับ เอิกๆ  สมัยนั้นใครมีถือว่าเท่มากกกก แอบมีกับเค้าด้วยคันเล็กๆครับ สมัยนั้นถือว่าแพงมากครับ ไม่รู้ว่าซื้อไปได้ยังไง  แต่ของเล่นที่ผมชอบมากที่สุด คือ เลโก้ครับ เป็นคนที่เล่นเกมส์ไม่เก่ง เลยทำให้ไม่ชอบเล่นเกมส์เหมือนคนอื่นๆครับ โชคดีมากเลยครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #72 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 11:31:15 AM » |
|
ตอนนี้เกมส์ที่ผมเล่น มีอยู่เกมส์เดียวครับ คือ ซีซ่า 4 ผมเล่นมาตั้งแต่ภาคแรก ที่เล่นเพราะว่าชอบสถาปัตยกรรมของโรมันครับ สวยงามดี และได้สร้างเมืองเก่า เหมือนเข้าไปอยู่ในยุคนั้น แต่เล่นก็ไม่ค่อยผ่านแต่ละmission เท่าไหร่ครับ เล่นไม่เก่ง บางครั้งไม่หวังชนะแต่เน้นสร้างเมืองสวยๆครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เจ้าป้าเปรี้ยวณ.ลีลาวดี(JAOWPA)
Meeting Staff
Hero Member

ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 25,814
JAOWPA
|
 |
« ตอบ #73 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:03:25 PM » |
|
หวัดดีเที่ยงวันใหม่ค่ะ..พรายหนุ่ม-สาวทั้งหลาย... *...เป็นอีกวันที่เข้ามาชมบ้านพราย....คึกคักเช่นเคยนะคะ.. .
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #75 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 01:08:04 PM » |
|
ชีวิตหลากหลายด้านของ CHANEL

สดใส ไม่หยุดนิ่ง และหลากหลาย Gabrielle Chanel ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่เต็มไปด้วยสีสันอันแสนวิเศษ ผู้ผลิตภาพยนตร์มักกล่าวว่า “เรื่องจริงแปลกกว่าเรื่องที่แต่งขึ้น” และเรื่องจริงของ Gabrielle Chanel ก็อยู่เหนือความคาดหมายของนักเขียนบทที่เปี่ยมด้วยจิ นตนาการชั้นเลิศอย่างแน่นอน
สำหรับ Gabrielle Chanel “ตำนานเป็นการยกย่องคนดัง” มีการเขียนประวัติของนักออกแบบแฟชั่นคนนี้ และเรื่องราวในชีวิตของเธอกว่า 40 ครั้ง ประสบการณ์ในศตวรรษที่ 20 ของ Chanel เต็มไปด้วยความกล้าได้กล้าเสีย ความรัก ความวุ่นวาย และความหลงใหล เรื่องราวของเธออ่านแล้วเหมือนกับบทเรียนสำหรับ ชีวิต นวนิยายที่เต็มไปด้วยการผจญภัย
เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1883 ในครอบครัวเล็กๆ ในต่างจังหวัด Gabrielle Chanel ต้องกำพร้าตั้งแต่ยังเด็กและเติบโตขึ้นในโรงเรียนแม่ ชี ที่นี่เธอได้เรียนรู้พื้นฐานของการตัดเย็บเสื้อผ้า และเมื่ออายุสิบแปดปีก็ทำงานเป็นผู้ช่วยในโรงงานผลิต เสื้อผ้าถัก เธอตกแต่งและเย็บเสื้อผ้า แต่ไม่นานนักก็เริ่มรู้สึกเบื่อ และหันมาสนใจในการแสดงดนตรีในร้านอาหารประจำท้องถิ่น ด้วยรูปร่างที่เพรียวและสวยงาม ทำให้เธอเป็นที่สะดุดตา เธอได้ร้องเพลงบนเวทีและได้รับการปรบมือ จากผู้ชมที่เรียกเธอว่า Coco ซึ่งเป็นชื่อที่อยู่กับเธอไปตลอดกาล ที่นี่เองที่เธอได้รับความสนใจและเป็นที่ชื่นชอ บของ Étienne Balsan ซึ่งเป็นเจ้าของม้าแข่งที่ร่ำรวยในเวลาต่อมา เมื่ออยู่กับเขา Gabrielle ได้ค้นพบโลกบนหลังม้า ซึ่งเป็นโลกที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับอาชีพของเธอมาตลอด และได้เข้าสู่สังคมชั้นสูงซึ่งมีผู้หญิงสวมหมวกที่เธอมองว่าเหมือน “พาย” เธอถอยห่างออกมาจากผู้หญิงคนอื่นที่คอยติดตาม Balsan และในไม่ช้าก็สะดุดตาผู้ชายที่กลายมาเป็นคนรักในชีวิตของเธอ Arthur “Boy” Capel เขาสนับสนุนให้ Gabrielle ทำหมวกโดยให้ยืมเงินเพื่อเปิดร้านขายหมวกร้านแรกของเธอในปารีส บนถนน Cambon เมื่อปี ค.ศ. 1910 และตามด้วยร้านขายเสื้อผ้าและของประดับ ในเมืองชายฝั่งของฝรั่งเศสที่ Deauville ในเวลาต่อมาไม่นานนัก รวมทั้งร้านที่เมือง Biarritz และ Cannes ความสำเร็จของเธอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและในไม่ช้าเธอ ก็สามารถคืนเงินทุกเพ็นนีที่ Boy Capel ให้ยืมมาได้
สาวน้อย Chanel เป็นนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เมื่อสื่ออเมริกันเห็นผลงานการออกแบบใหม่ๆ ที่เธอคิดขึ้น พวกเขาก็พากันลงผลงานของเธออย่างไม่รู้เบื่อ
ความสัมพันธ์กับ Boy Capel ทำให้เธอได้รับอิทธิพลจากพลังของผู้ชายและนำมาใช้ในการออกแบบ เสื้อผ้าของเธออย่างสม่ำเสมอ เธอขอยืมกางเกงขายาว ชุดนอน หมวกฟาง และเสื้อแจ็คเก็ตของเขา และปรับปรุงเครื่องแต่งกายเหล่านี้ให้เหมาะกับเธอ
บรรดาคนรักของเธอมักมีอิทธิพลโดยตรงกับการออกแบบของเธอ เธอนำความชื่นชอบในเสื้อแบบกะลาสี กระดุมทอง ข้อมือเสื้อสีขาว และเสื้อแจ็คเก็ตตัดเย็บด้วยผ้าทวี้ดมาจาก Duke of Westminster และได้ขอยืม Roubachka ซึ่งเป็นเสื้อพื้นเมืองของรัสเซีย เสื้อโค้ทที่เย็บริมด้วยขนสัตว์ และการตกแต่งประดับประดามาจาก Grand Duke Dimitri
 เธอออกจำหน่าย CHANEL N°5 ซึ่งเป็นน้ำหอมกลิ่นแรกของเธอในปี ค.ศ. 1921 น้ำหอมนี้ทำจากดอกเมย์โรส ดอกมะลิ และ Aldehydes ความสำเร็จในครั้งนั้นไม่มีน้ำหอมใดสามารถเทียบได้ และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครสามารถทำได้เช่นนั้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อได้รับการเน้นย้ำจากคำตอบที่ฮือฮา ของ Marilyn Monroe ที่บอกว่า “CHANEL N°5 สองสามหยด” เมื่อมีคนถามว่าเธอสวมอะไรเข้านอน
Coco สร้างสรรค์สไตล์ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์อันเป็นตำนานของ CHANEL เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าท้าทายและสไตล์เป็นเสมือนสัมผัสที่หกของเธอ เธอคิดชุดกระโปรงสั้นสีดำที่โดดเด่นในปี ค.ศ. 1926 โดยกล่าวว่า “ผู้หญิงควรคิดถึงทุกสีสันยกเว้นการขาดสีสัน ฉันได้พูดแล้วว่าสีดำเป็นทุกสิ่ง เช่นเดียวกับสีขาว เป็นความงามที่สมบูรณ์แบบ ลองดูผู้หญิงที่สวมชุดสีดำหรือสีขาวในงานเต้นรำ สิ พวกเธอจะดึงดูดสายตาของทุกคน”
เธอใช้เวลาอยู่ท่ามกลางบุคคลที่มีชื่อเสียงทางศิลปะใ นยุคของเธอ ร่วมมือกับ Cocteau และ Picasso ในการทำละครเวที และให้เงินสนับสนุนแก่ Stravinsky, Diaghilev, Radiguet และ Pierre Reverdy เธออยู่ทุกหนแห่ง อยู่ที่เวนิซกับเพื่อนๆ เช่น Misia Sert อยู่ในฮอลลีวู้ดกับเหล่าดารา และในปารีสที่ Ritz ซึ่งเป็นโรงแรมที่กลายมาเป็นบ้านของเธอ ในฐานะนักธุรกิจหญิง เธอไม่เคยปล่อยให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นตามดวง คำพูดของเธอสะท้อนให้เห็นคติพจน์ที่ลึกซึ้ง เช่น “ถ้าคุณเกิดมาไม่มีปีก จงทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อให้มี” หรือ “ฉันไม่ชอบเวลาที่คนพูดถึงแฟชั่นของ CHANEL เพราะ CHANEL อยู่เหนือสไตล์ แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่สไตล์ยังคงอยู่”
ในปี ค.ศ. 1939 เธอปิดบ้านแห่งแฟชั่นลง และกลับมาเมื่ออายุ 71 ปี พร้อมกับการแสดงแฟชั่นที่เป็นตำนานอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1954 นี่เป็นการปฏิวัติครั้งที่สอง ในเพียงไม่กี่ฤดูกาล เธอก็นำชุดสูทตัดเย็บด้วยผ้าทวี้ด กระเป๋าถือ ‘2.55’ ทำจากหนังตัดเย็บแบบควิลท์
ดอกคามีเลีย และรองเท้าสองสีมามอบให้กับผู้หญิง... และคืนสู่โลกที่เชื่อว่าเธอหายไปนานแล้ว เธอออกจำหน่าย ‘Pour Monsieur” และได้รับรางวัล Fashion Oscar จาก American City of Dallas ในฐานะ “นักออกแบบที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20” ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิต ความรัก และสไตล์ส่วนตัวของ Chanel สามารถพบได้ในผลงานของเธอ เธอไม่เคยมีขีดจำกัดกับสิ่งใดๆ และวิธีการออกแบบแฟชั่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวของเธอก็เกี่ยวข้องกับชีวิต ของส่วนตัวที่ได้มา และการค้นพบส่วนตัว กีฬาที่เธอรักส่งผลต่อการตัดเย็บและความเรียบง่ายในเ สื้อผ้าของเธอ อัญมณีที่เธอได้รับถูกนำมาประดิษฐ์ใหม่ให้มีรูปแบบให ม่ที่เป็นต้นฉบับ เส้นทางที่เธอเดินทาง ผู้คนที่เธอพบเห็น มิตรภาพที่เธอสร้าง ความเชื่อ สิ่งเหล่านี้จะพบได้ในกระบวนการสร้างสรรค์ของเธอ ซึ่งทำให้เกิดผลงานที่อยู่ยาวนานและสามารถย้อนรอยประ วัติศาสตร์ไปยังศตวรรษที่เธอมีชีวิตอยู่ได้
“ฉันสร้างสรรค์แฟชั่นมาเป็นเวลาเศษหนึ่งส่วนสี่ของศ วรรษ ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะฉันรู้วิธีนำเสนอสิ่งที่เป็นปัจจุบัน” นักออกแบบหญิงกล่าว เธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1971 ไม่กี่วันก่อนการแสดงแฟชั่นชั้นสูงสำหรับฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนในปีนั้น ทั้งโลกต่างพากันยกย่องหนึ่งในผู้หญิงที่มีอิทธิพลมา กที่สุดในศตวรรษ แต่หนังสือของ CHANEL ก็ไม่เคยปิดลงเลย
‘Mademoiselle Privé’ ยังคงอยู่ที่ประตูห้องทำงานของเธอบนถนน Cambon ที่นี่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 Karl Lagerfeld และทีมงานของเขาได้สานต่อตำนานของ CHANEL ซึ่งผู้หญิงที่มีระดับทั่วโลกยังคงเลือกสวมใส่อย่างภาคภูมิใจ น้ำหอมของ CHANEL ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นน้ำหอมที่น่าชื่นชม ที่สุดในโลก Jacques Polge ซึ่งเป็น ‘จมูก’ ของบ้านหลังนี้และผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ Jacques Helleu ซึ่งเพิ่งมรณกรรมเมื่อไม่นานมานี้และยังคงเป็นที่ระลึกถึงอย่างอาดูร ได้สร้างสรรค์น้ำหอมหลากหลายกลิ่น รวมทั้ง Antaeus, Égoïste, Coco, Allure, Chance และ Coco Mademoiselle เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ปรนนิบัติความงามของ CHANEL เป็นตัวแทนแสดงการสร้างสรรค์ การวิจัย และความยอดเยี่ยมได้เป็นอย่างดี นาฬิกาและเครื่องประดับอัญมณีของ CHANEL ได้มอบความหรูหราในรูปแบบใหม่ให้กับแบรนด์ที่เจิดจรัสนี้ บ้าน CHANEL หลังนี้ไม่เคยหยุดที่จะแสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน โลกปัจจุบัน Credit : Chanel (Thailand)
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2008, 01:14:58 PM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #77 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 01:40:36 PM » |
|
สวัสดีครับเจ้าป้า ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมบ้านพรายนะครับ
เป็นยังไงบ้างครับทุกท่าน เต็มอิ่มกับเรื่องราวของชาแนล ที่ผมนำมาฝาก จะเห็นได้ว่ากว่าที่แบรนนี้จะเป็นแบรนดังระดับโลก ทั้งดีไซน์เนอร์และองค์กร ต่างรักษาคุณภาพความสุดยอดของเสื้อผ้า และการผลิตในระดับที่ดีที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน
บทวิเคราะห์
ถ้าพูดถึงเรื่องคุณภาพและความมีชื่อเสียงของแบรน ที่มีมานานมาก เป็นที่ยอมรับของชนชั้นสูงและราชวงศ์ทั่วโลก ยังมีอีกหลายสิ่งที่ชาแนล ยังรักษาไว้และคงความเป็นตำนานที่ไม่เหมือนกับแบรนเสื้อผ้าแบรนอื่นๆครับ
กระเป๋าของชาแนลในรุ่นคลาสสิก ผลิตด้วยหนังคุณภาพดี โซ่เงินที่ใช้ผลิต ก็คงความเงางามไม่แปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีใบรับประกันและรันนิ่งนัมเบอร์ ไว้ทุกใบ ดีไซน์ที่เป็นคลาสสิก อมตะ อันเป็นเอกลักษณ์
เสื้อผ้าที่ผ่านการตัดเย็บด้วยเทคนิคขั้นสูง โดยเฉพาะสูทของชาแนล ที่ยอมรับกันว่าใส่สบายและเข้ากับรูปร่าง รวมทั้งสามารถเอามาใส่ได้เสมอ
การตกแต่งร้านที่ทรงคุณค่า บอกเล่าถึงคอนเซปของแบรน คุณภาพของวัสดุที่ตกแต่งร้าน ที่เหมือนกันทั่วโลก
นอกจากนี้การบริการของพนักงาน ที่ได้รับการเทรนมาเป็นอย่างดี ให้เข้าใจถึงแนวความคิดของชาแนล และการบริการแบบพิเศษ ที่เรียกว่า แบรนอื่นๆยังตามอยู่หลายขุมทีเดียวครับ
ถือเป็นแบรนเนม ที่มีการเสิฟเครื่องดื่มให้กับลูกค้าเวลาลองเสื้อผ้า หรือต้องนั่งรอการแพ็คสิ้นค้า
เรียกได้ว่าชาแนลรักษาคุณภาพในทุกๆด้านมาโดยตลอด ไม่ว่าแบรนอื่นจะลด แลก แจก แถมอย่างไร หรือจะมีดีไซน์ใหม่ๆ ชาแนลก็ยังคงคอนเซปเดิม และให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือสุดยอดของแบรนเนมอีกแบรน อันเป็นที่ยอมรักทั่วโลกครับ แต่เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะว่าแพงมาก แพงกว่าหลุยส์ กุชชี่ ปราด้า และเบรนแนมยี่ห้ออื่นๆ อย่างเทียบไม่ติดเลยทีเดียวครับ เฉพาะสร้อยคอลูกปัด เพ้นลายชาแนล และมีเครื่องประดับที่ไม่ใช่ของแท้เลยสักชิน รวมทั้งตัวมุกที่เป็รพลาสติก ราคาก็หลักแสนแล้วครับ ยกเว้นแบรนคู่แข่ง ที่ไม่ธรรมดาอย่าง Hermes ครับ
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2008, 01:46:24 PM โดย CJS_BKK »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
CJS_BKK
|
 |
« ตอบ #78 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 01:54:01 PM » |
|
แฟชั่น แปลว่า สมอง
ถ้าถามผมว่าแฟชั่นคืออะไร ผมต้องบอกว่ามัน คือ งานศิลปะบนเรือนร่างของมนุษย์ครับ แต่ในปัจจุบันมีการเกี่ยวข้องกับธุรกิจและการตลาดมาก งานศิลปะแบบบริสุทธิ์จึงกลายเป็นศิลปะธุรกิจ ด้วยความที่มีการตลาดของวงการแฟชั่นมาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบ ทำให้เทรนเสื้อผ้าในแต่ละยุค จะออกแบบมาเพื่อสนองต่อความต้องการผู้บริโภค แต่สุดท้าย ผู้บริโภคเองกลับต้องถูกการโฆษณาและค่านิยมวัตถุนิยม มากลืนความชื่นชอบและความเป็นตัวตนที่แท้จริงออกไปครับ หลายคนอาจมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องไร้สาระ แต่มันก็เป็นสิ่งที่อยู่และไปไหนมาไหนกับเรามาโดยตลอด อย่าลืมนะครับว่าเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ เลยทำให้ธุรกิจเสื้อผ้า สร้างเงินมหาศาลมากมาย หากเราศึกษาแฟชั่นให้ดี ผมรับรองว่า เราจะได้หลักการตลาด จิตวิทยา ศิลปะ ประวัติศาสตร์ เรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ มากกว่าเพียงแค่เสื้อผ้าที่ต้องเสียเงินซื้อครับ เพราะแฟชั่นแปลว่าสมอง ที่้ต้องคิดและเลือกมาใช้ให้เข้ากับตัวเรา ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หากเราไม่ตกเป็นทาสของกระแสวัตถุนิยม เราจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆและบริหารสมองกับเงินในกระเป๋าได้อย่างดี โดยไม่ต้องไปนั่งเรียนคณิตศาสตร์แบบหลบๆซ่อนๆ
การที่เรารู้จักเลือกสิ่งที่ดีไซน์เนอร์ได้ผลิตออกมา ต้องช่วยส่งเสริมให้เราดูดีขึ้น ลดส่วนด้อยและใส่แล้วมีความสุข คุ้มค่าเงินที่เสียไป ตามกำลังและความสามารถครับ ถ้าเราถือกระเป๋าใบละแสน แต่ยังไม่มีรถยนต์ขับ แทนที่หลายคนจะชื่นชมในสไตล์ กลับกลายเป็นหัวเราะถึงความบ้าของเราครับ โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสเลือกได้มาก ต้องรู้จักคิดนะครับว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม ของแพงและมียี่ห้อ ก็ใช่ว่าจะสวยและดูดีเสมอไป ของถูกทำเองราคาไทยๆก็ทำให้เราดูดีและมีสไตล์ได้ไม่แพ้กัน เวลาผมดูคนแต่งตัว ผมดูที่ไอเดียและแนวคิดว่าเค้าจะเลือกอย่างไร มากกว่าโลโก้หรือยี่ห้อที่ต้องจ่ายเงินไปด้วยซ้ำครับ ผมดูแฟชั่นไปทะลุถึงสมองและใช้สมองคิดตาม ไม่ใช่เพียงแต่ใครใส่อะไรถูกหรือแพงกว่ากัน รู้อย่างนี้แล้วลองเปิดตู้เสื้อผ้าหาอะไรมามิกซ์แอนแมชบริหารสมองและช่วยให้เรามีความสุขโดยไม่ต้องซื้อของใหม่ก็ได้ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Dancing Girl
|
 |
« ตอบ #79 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 06:20:51 PM » |
|
- ความฝันของท่านไม่ได้ทำร้ายใคร คิดแต่จะช่วยคน และก็ผจญภัย หนุกหนานดี ...................จริงด้วยครับพี่จูลี่  -โลกของเราก็ก้าวหน้าไปได้ด้วยความฝันนี่ละครับ ใครจะคิดว่ามนุษย์จะบินได้ จะมีโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆใช้ จะมีอินเตอร์เน็ทให้พูดคุยกันได้อย่างรวดเร็ว ถ้าขาดฝัน ก็คงจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ -Topshop เปิดใหม่ที่ CTW ครับ แบรนอังกฤษที่ออกแบบโดยเคท มอส แต่ต้องเลือกดีๆครับ เพราะว่าเทียบราคาแล้ว Jaspal อาจจะดีกว่าครับ ไม่รู้ว่าราคาจะอัพขึ้นรึป่าวนะครับ แสดงว่ารู้เรื่องราวหรือเคยอ่าน วรรณกรรม ชิ้นนี้แล้วจิ อันที่จริง ละครเรื่อง Man of Lamancha องค์แรก ๆ ดูหนุกหนาน เพลงเพราะ พอ ดูไปซักพัก เฮ้ย มันค่อนข้างหนักเหมือนกันเนอะ... พี่ว่าถ้าดูเวอร์ชั่นของแท้ ที่ร้องเป็นภาษาประกิตนี่ จะชอบมากกว่า CATS Cats เพลงเพราะอยู่ 2 เพลงเอง แต่ชอบดู เพราะเรื่องนี้โชว์การเต้น สวยมาก Man of Lamancha เป็นเรื่องราวของสเปน พี่ชอบวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างของเประเทศนี้ (อ้อ....ผู้ชายก็ชอบ หนุ่มสเปนหล่อมาก ๆ) ตอนเรียนหนังสือก็จะชอบคบเพื่อนสเปนมากกว่ายุโรปชาติอื่น ๆ (เออ เคยมีเพื่อนนั่งข้าง ๆ โค ตะ ระ หล่อเลย) เสียงดนตรี Spanish Quitra, กรับ, เสียงตบมือเสียง tap เท้าของระบำฟลามิงโก้ costume ชาวสเปน บ้านทรงสเปนแถวเมดิเตอร์เรเนียน ชอบหมด......เป็นแรงบันดาลใจของพี่ให้เรียนเต้นละติน น่ะ อ้อ ใน Man of Lamancha ช่วงเพลง I'm Don Quijote.....ตอนเต้น tap เท้าของคนที่แต่งเป็นม้า เต้นได้ดีมากเลย .....ของไทย ไม่น่าจะมีนะ.....(ของเก่าไม่มี) ถ้าคุณ CJS ไปดูช่วยเล่าให้ฟังหน่อย อันที่จริงถ้าเศรษฐกิจ ดี ๆ ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ก็อยากดูอีกรอบเหมือนกัน ยังไงเสื้อผ้า แสง ฉาก ระบำสเปน การเต้น ต้องดีกว่ายุคโน้น อยู่แล้ว ไปดูให้ได้นะคะ....เป็นละครที่ไม่ควรพลาด......(อิจฉาพี่มุก ได้ดูเวอร์ชั่น ร้องเป็นอิตาเลียนที่เมืองนอก)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|