Leelart.net
พฤษภาคม 25, 2012, 10:54:53 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ... โปรดลงทะเบียน เพื่อการใช้งานเว็บบอร์ดที่สมบูรณ์แบบครับ...
... ลีลาศเว็บบอร์ดจะเปิดรับการลงทะเบียนสมาชิก ครั้งต่อไป ในวันที่ 25-29 ธันวาคม 2553 ...

... การเปิดรับการลงทะเบียน ในโอกาสต่อไป จะมีกำหนดไม่เกิน 3 วันในแต่ละครั้งที่เปิดรับ ...
..ลงทะเบียนแล้วกรุณารอเมล์ตอบรับจากระบบ(3-5นาที)แล้วเข้ามายืนยันการใช้งานในทันที หรือก่อนปิดรับการลงทะเบียน..

... โปรดงดการโปรโมทเว็บไซต์อื่นๆ นอกเหนือจากเว็บของเครือข่ายลีลาศดอทเน็ต หรือเว็บไซต์ภายใต้ความร่วมมือกัน...
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดแบบจำลอง!เขตไหนรอด...เขตไหนท่วมรุนแรง-การแก้ไข+ป้องกัน  (อ่าน 6583 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 12:45:59 AM »

วันที่ 13 ตุลาคม 2554 00:05เปิดแบบจำลอง!เขตไหนรอด...เขตไหนท่วมรุนแรง   โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เปิด!แบบจำลอง เผยความรุนแรงของน้ำ 3 ระดับในกทม. พบขั้นสามท่วมสูง1-2 เมตร อยู่ฝั่งตะวันออกและตกของกทม.และขังนับเดือน ส่วนชั้นในแค่ระดับ
ปัจจุบันสถานการณ์น้าท่วมกลายเป็นปัญหาสาคัญและเร่งด่วนที่ทาให้ทุกฝ่ายวิตกกังวลถึงความรุนแรง โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจท้ำให้ไม่สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
กทม.ก็เป็นอีกจุดที่มีการประเมินกันต่างๆนานา วันนี้จึงมีแบบจำลองให้พิจารณา บ้านที่อยู่อาศัยของแต่ละท่านนั้น ตั้งอยู่ในจุดเสี่ยงความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และหากท่วมจะสูงกี่เมตร ที่สำคัญในระดับความรุนแรงต่างๆ เราต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรบ้าง
-----------------------------------------
กลุ่มบริษัททีม ซึ่งมีประสบการณ์ความชำนาญในวิชาชีพด้านการบริหารจัดการน้ามากว่า 30 ปี กลุ่มบริษัททีม พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่ได้รวบรวม และวิเคราะห์โดยใช้แบบจาลองคณิตศาสตร์ โดยได้จัดทาแผนที่แสดงพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้าท่วมในระดับต่างๆ และพื้นที่ต่างๆ (โดยเฉพาะกทม.)เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาอุทกภัย
1. พื้นที่น้าท่วมปี 2554 : พื้นที่น้ำท่วมถึงวันที่ 10 ต.ค.2554 แสดงไว้ในรูป
2. พื้นที่เสี่ยงภัยน้าท่วม ซึ่งมีระดับความเสี่ยงและข้อควรปฏิบัติดังนี้

2.1 พื้นที่เสี่ยงน้าท่วม ระดับที่ 3 (สีแดง:เสี่ยงสูงสุด)
(1) เป็นพื้นที่น้ำท่วมแน่นอน พื้นที่ที่อยู่นอกคันพระราชดาริ จะมีสภาพการท่วมเช่นเดียวกับปี 2538 แต่ระดับสูงกว่า ประมาณ 0.50 เมตร น้ำจะท่วมสูงประมาณ 1- 2 เมตร จะท่วมนานประมาณ 1-2 เดือนจำเป็นต้องอยู่กับน้ำให้ได้ หรืออพยพไปอยู่ที่อื่น

(2) พื้นที่เสี่ยงระดับ 3 ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ นี้ จะเป็นทางที่น้ำจะหลากจากแม่น้าเจ้าพระยา และแม่น้าป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงสู่ทะเลโดยน้ำจะใช้เวลาในการเดินทางมาก ได้แก่ พื้นที่บริเวณอาเภอวังน้อย อำเภอหนองเสือ ทางตะวันออกของอาเภอธัญญบุรี พื้นที่ทางตะวันออกของเขตหนองจอก อาเภอบางน้ำเปรี้ยว และพื้นที่ฝั่งตะวันออกของคลองพระองค์ไชยานุชิต
คันป้องกันน้ำท่วมต่างๆ มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ และหากมีน้ำรั่วเข้ามาในพื้นที่ใดก็จะมีระดับน้ำท่วมสูง 1.0 ถึง 2.0 เมตร แล้วแต่ความสูงต่ำของแต่ละพื้นที่

(3) พื้นที่เสี่ยงระดับ 3 ด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้แก่ อาเภอลาดบัวหลวง อาเภอลาดหลุมแก้ว อาเภอสามโคก อาเภอเมืองปทุมธานี อาเภอบางใหญ่ และพื้นที่ด้านตะวันตกของถนนกาญจนาภิเษก ที่อยู่เหนือคลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไป และพื้นที่ริมฝั่งแม่น้าท่าจีน

(4) การเตรียมตัว ให้ขนย้ายทรัพย์ขึ้นที่สูง ไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร จอดรถยนต์ไว้ในที่สูง และติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

2.2 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ระดับที่ 2 (สีส้ม).. ( สนามบินสุวรรณภูมิน้ำไม่ท่วม)
(1) เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงสูง (เป็นพื้นที่ที่น้ำเคยท่วมเมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นปีน้ำท่วมสูงสุด) เป็นพื้นที่รัฐบาลพยายามป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วม (ต้องสู้กับน้ำ) หากป้องกันไม่ได้ คันจะพัง น้ำจะมาเร็วและแรง ดังนั้นให้ติดตามข่าว และติดตามระดับน้ำในคลองตลอดเวลา หากมีรั่วเข้ามาท่วมได้ น้ำจะท่วมสูงประมาณ 1-2 เมตร และจะท่วมนานประมาณ 1-2 เดือน

(2) พื้นที่เสี่ยงระดับ 2 ฝั่งตะวันออก ได้แก่พื้นที่ ฝั่งตะวันออกของอาเภอเมืองปทุมธานี อาเภอคลองหลวง พื้นที่ที่อยู่เหนือคลองรังสิตประยูรศักดิ์ พื้นที่ที่อยู่เหนือถนนสายไหม และพื้นที่ด้านตะวันออกของถนนหทัยราษฎร์ ถนนร่มเกล้า ถนนกิ่งแก้ว และพื้นที่ด้านตะวันออกของถนนบางบาหรุไปบางพลี
(3) พื้นที่เสี่ยงระดับ 2 ฝั่งตะวันตกได้แก่ พื้นที่จังหวัดนนทบุรีที่อยู่ทางตะวันออกของถนนกาญจนาภิเษก มาถึงแม่น้าเจ้าพระยา พื้นที่อาเภอสามพรานที่อยู่ใต้คลองมหาสวัสดิ์ ที่อยู่ห่างจากแม่น้าท่าจีน อาเภอกระทุ่มแบน อาเภอเมืองสมุทรสาครที่อยู่ห่างจากแม่น้าท่าจีน และพื้นที่ด้านตะวันตกของเขตจอมทอง
(3) การเตรียมตัว ให้เตรียมย้ายของมีค่าขึ้นที่สูง เตรียมวางแผนหาที่จอดรถยนต์ในที่สูงและติดตามข่าวและเฝ้าระวังใกล้ชิด
2.3 พื้นที่เสี่ยงน้าท่วม ระดับที่ 1 สีเหลือง
(1) เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงปานกลาง เป็นพื้นที่น้าไม่ท่วมในปี 2538 แต่มีความเสี่ยงที่จะท่วมได้ในปี 2554 นี้ได้แก่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของจังหวัดนนทบุรี และพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงระดับ 2 และ 3 ดังกล่าวข้างต้น
(2) พื้นที่นี้หากมีการท่วม น้าจะท่วมสูงประมาณ 0.50 เมตร
(3) ในการเตรียมตัวนั้นขอให้ติดตามข่าว และเฝ้าระวัง
--------------------------------------------------------
หมายเหตุ:เป็นงานศึกษาทางวิชาการ ชิ้นหนึ่ง ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลที่หลากหลายก่อนตัดสินใจ
ที่มา:กลุ่มบริษัททีม     Tags : น้ำท่วม • กทม.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2012, 12:24:05 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 12:51:53 AM »

บัญญัติ 20 ประการ'เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม'    โดย : ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

ร่องมรสุมกำลังแรงทำให้มุกภาคฝนตกกระจาย หนักบางแห่ง
เมื่อนานมาแล้ว ปี พ.ศ. 2538 น้ำท่วมประเทศไทย ผมเขียนหนังสือร้อยพันปัญหาในการก่อสร้างเล่มที่ 3 เรื่อง"บ้านหลังน้ำท่วม" โดยมีเป้าหมายในการให้คนที่มีทุกข์จากการถูกน้ำท่วม ทราบแนวทางในการปรับปรุงบ้านของตนเองอย่างถูกวิธี และประหยัดงบประมาณ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ใดๆ จึงมีผู้จัดพิมพ์เพื่อแจกจ่ายไปเป็นจำนวนหลายแสนเล่ม

    มาถึงวันนี้ คนไทยทั้งหลายเข้าใจเรื่องน้ำท่วมมากขึ้น ศึกษาข่าวสารบนความไม่ประมาทมากขึ้น และเริ่มมีการ "เตรียมตัว" เพื่อจัดเตรียมบ้านให้พร้อมก่อนที่น้ำจะมา จึงขอเขียนบันทึก "บัญญัติ 20 ประการ เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม" แบบสั้นกระชับนี้ขึ้น ซึ่งหวังว่าคงจะพอมีประโยชน์ครับ ขอให้หลับตาแล้วนึกภาพถึงว่าเรากำลัง “เตรียมเมืองรับศึกสงคราม” นะครับ

     1. ดูทางน้ำที่จะมาสู่บ้านเรา แล้วจะไปทางไหนได้บ้าง 

ขอให้คิดว่าเราเหมือนกำลังตั้งค่ายคูประตูหอรบอยู่ เราต้องรู้ว่าข้าศึกจะเข้ามาโจมตีเราทางทิศใดได้บ้าง และหากเกิดความพลาดพลั้งขึ้นมา เราจะหนีไปทางไหนได้บ้าง ซึ่งข้าศึกอาจจะเข้ามาตีเราหลายทางก็ได้ และเราก็อาจจะมีทางหนีไปหลายทางก็ได้ บางครั้งข้าศึกไม่ได้มาตีแค่ 2-3 ทาง แต่ทำการ “ล้อม” เราเอาไว้ทุกด้านก็ได้ ทำให้ทางหนีของเราถูกปิดกั้นไว้หมด

หากเมื่อรู้แนวทางเหล่านั้นแล้ว ก็ขอให้เริ่มวางแผนที่จะ “หยุดน้ำ หยุดข้าศึกที่จะเข้ามาโจมตีเรา” ซึ่งการหยุดยั้งน้ำหรือข้าศึกนั้น มีหลายวิธีที่ต้องจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการ “สร้างเขื่อนชั่วคราว” ด้วยกระสอบทราย หรือเอาแผ่นวัสดุใดๆ มากั้นก็ได้ การปิดกั้นนั้นมีหลายวิธี ซึ่งใช้ความเข้าใจพื้นฐาน บวกกับสอบหาข้อมูล ก็จะพอทราบกันเองได้ครับ


     2.   กำแพงบ้านไว้กันน้ำได้ แต่ต้องระวังรั้วพังนะครับ
ตามปกติแล้ว รั้วบ้านที่เป็นคอนกรีตหรือก่ออิฐ จะเปรียบเสมือนกำแพงเมืองที่จะกันน้ำไม่ให้เข้ามาในบ้านของเรา แต่เราต้องไม่ลืมว่าน้ำหนักของน้ำที่ขังหรือถาโถมเข้ามากดที่ด้านข้างของกำแพงรั้วเรา จะทำให้รั้วบ้านของเราเกิดการเอียง หรือแตกร้าว หรือพังลงมากได้ เพราะรั้วบ้านทั่วไป วิศวกรท่านจะไม่ได้ออกแบบไว้ให้รับแรงหรือน้ำหนักที่กระทำด้านข้างได้มากนัก
 
ทางป้องกันที่ง่ายที่สุดก็คือ เราหากระสอบทรายมาวางไว้อีกด้านหนึ่งของรั้วบ้านเรา (ในบ้านเรา) วางไว้ติดชิดกับรั้วไปเลย ยามเมื่อรั้วจะเอียงเพราะว่าน้ำที่ท่วมกดน้ำหนักมาอีกด้านหนึ่ง กระสอบทรายก็จะทำหน้าที่ช่วยรับน้ำหนักเอาไว้ ถ่ายแรงจากรั้วมา รั้วก็ยังตั้งตรงอยู่ได้ “กำแพงเมืองของเราก็ไม่แตก หรือล้มครืนลงมา” ครับผม

   3. น่าจะมี “ปืน” ไว้สู้ฝน สู้น้ำท่วม จัดการกับ “รูรั่ว”
บ้านหลายหลังที่มีรู มีรอยแตกเล็กๆ ตามผนังหรือช่องหน้าต่าง ตามรอยต่อของผนังกับเสาและคาน หรือแม้แต่ตามรั้วบ้าน ซึ่งบางครั้งเราไม่มีเวลา (หรืองบประมาณ) ที่จะแก้ไขได้ที่ต้นเหตุ จะตามช่างมาซ่อมแซมหรือก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หรือไม่ทันเวลาเสียแล้ว
 
ดังนั้น เราก็น่าจะมีวัสดุอุดประสานรอยจำพวก ซิลิโคน หรือ อะคริลิค หรือ โพลี่ยูริเทน เอาไว้ เพื่ออุดรอยเหล่านี้ ซึ่งเราน่าจะทำได้ด้วยตัวเอง (โดยเฉพาะในจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี หรืออยากจะฝึกตัวเองเป็นช่างบ้าง)  แต่การที่เราจะใช้วัสดุ ประสานที่มีความยืดหยุ่นและอยู่ในหลอดแข็งๆนี้ได้ เราจะต้องมีอุปกรณ์การ "ฉีด" ซึ่งภาษาช่างทั่วไปเขาเรียกกันว่า "ปืน" ซึ่งราคาไม่แพงเลยครับ

บางครั้ง ท่านอาจจะต้อง "พกปืน" ไว้ในบ้านของท่านสักชุด เพื่อช่วยเหลือตัวเองในการต่อสู้ ป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในบ้านของเราครับ

     4. อย่าให้ต้นไม้ล้มทับบ้าน ยามน้ำท่วมและพายุมา
ต้นไม้ทั้งหลายที่อยู่ในบ้านหรือใกล้บ้านเราจะเป็นอันตรายยามมีพายุมา เพราะต้นไม้อาจจะล้ม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ที่ล้อมจากที่อื่นมาปลูก เพราะต้นไม้เหล่านั้นไม่มี “รากแก้ว” ครับ) หรือ กิ่งต้นไม้บางประเภทที่ค่อนข้างเปราะ (เช่น ต้นประดู่กิ่งอ่อน) อาจจะหักลงมาสู่ตัวบ้านเรา ต้องทำการเล็มกิ่งหรือตัดกิ่งบางกิ่งออกไปเสีย

ยามเมื่อน้ำท่วม ระดับน้ำใต้ดินจะสูงมาก (หรือน้ำท่วมเข้ามาได้จริงๆ) รากของต้นไม้จะแช่น้ำเป็นเวลานาน รากต้นไม้จะเน่าได้ แล้วความสามารถในการยึดเกาะกับดินก็จะน้อยลง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีรากแก้ว) ต้นไม้ก็อาจจะล้มลงได้ ต้องทำการค้ำยันลำต้นเอาไว้ให้ดี ก่อนน้ำจะท่วมครับ

สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องการให้ปุ๋ย ซึ่งตอนที่น้ำท่วมห้ามให้ปุ๋ยต้นไม้ครับ เพราะจะทำให้รากเน่าเร็วขึ้น (ต้นไม้ที่โดนน้ำท่วมก็เหมือนคนป่วย เขาไม่ต้องการอาหารดีๆ (แต่ย่อยยาก) ครับ ขอให้หายป่วยเสียก่อนค่อยกินอาหารดีๆ เยอะๆได้ครับ)

    5. ตรวจสอบถังน้ำใต้ดิน
บ้านใครมีถังน้ำใต้ดิน ต้องตรวจสอบ “ฝา” ของถังน้ำให้ดีๆ เพราะเวลาน้ำท่วม ถังน้ำจะอยู่ใต้น้ำด้วย หากฝาของถังน้ำมีระบบป้องกันน้ำเข้าไม่ดี น้ำสกปรกที่ท่วมเข้ามา ก็จะไปปนกับน้ำสะอาดในถังน้ำของเรา ปัญหาเรื่องโรคภัยต่างๆ ก็จะตามเข้ามาหาตัวเราโดยทันทีครับ

หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำเล็ดลอดเข้ามาในถังของเราได้ ก็ขอให้ต่อท่อน้ำตรงจากท่อประปาหน้าบ้านเรา เข้ามาที่ตัวบ้านของเราเลย (โดยปกติแล้ว บ้านที่มีถังน้ำใต้ดินจะมีวาล์วหมุนเปิดทางให้น้ำประปาจากหน้าบ้านเรา วิ่งผ่านตรงเข้ามาในบ้านโดยไม่ลงไปที่ถังน้ำใต้ดินได้ ต้องหาวาล์วตัวนี้ให้เจอ แล้วต่อตรงเข้ามาเลยดีกว่า น้ำจะเบาลงหน่อย แต่ก็ยังเป็นน้ำสะอาดครับ)


 6. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้านอกบ้าน ตัดกระแสไฟเสีย
ภายนอกบ้านของเราจะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่างเช่น ปั๊มน้ำ เครื่องปรับอากาศ หรือแม้กระทั่งไฟสนาม และกริ่งหน้าบ้าน ต้องหาสวิตซ์ตัดไฟให้พบว่า จะต้องตัดไฟตรงไหนไม่ให้ไฟฟ้าวิ่งเข้าไปที่อุปกรณ์เหล่านั้นได้ ยามเมื่อน้ำท่วมเข้ามา ต้องทำการตัดไฟตรงนั้นเสีย (แม้กระทั่งยามจะเข้านอน ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมเข้ามาตอนเราหลับอยู่หรือเปล่า ก็ต้องปิดสวิตซ์ไฟฟ้าของอุปกรณ์เหล่านั้นเสีย ตื่นมาตอนเช้า หากน้ำยังไม่ท่วม ก็ค่อยเปิดสวิตซ์ใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ)

ส่วนการย้ายเครื่องมือย้ายอุปกรณ์เหล่านั้นในตอนนี้ หากแน่ใจว่าน้ำท่วมแน่ และมีช่างมาช่วยย้าย ก็อาจจะย้ายได้ แต่หากไม่มีช่างมาช่วย ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำเอง ก็อาจจะต้องยอมให้อุปกรณ์เหล่านั้นแช่น้ำไปก่อนตอนน้ำท่วม


  7. ป้องกัน งู เงี้ยว เขี้ยว ขอ ตะกวด และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ
ยามน้ำท่วม มิใช่เพียงมนุษย์และสัตว์เลี้ยงของเราเท่านั้นที่ต้องหนีน้ำท่วม แต่เหล่าสัตว์ต่างๆ ก็ต้องหนีน้ำกันด้วย และการหนี้น้ำท่วมที่ดีที่สุด ก็คือการเข้ามาในบ้านของเรา เพราะบ้านของเราพยายามกันน้ำท่วมอย่างดีที่สุดแล้ว

ปัญหาก็คือ เหล่าสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ที่ทั้งเลื้อยและทั้งคลานเข้ามาในบ้านเรา เป็นสิ่งที่เราไม่ต้อนรับ และอาจเป็นผู้ทำอันตรายเราด้วย ดังนั้นเราต้องมั่นใจว่า “รู” ต่างๆของบ้านเราจะต้องโดน “อุด” เอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรูที่ประตูหน้าต่าง หรือที่ผนังบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รูจากท่อระบายน้ำ” ที่พื้นบ้านของเรา (เขาชอบมาทางนี้กันครับ)

บางท่านอาจจะมีการโรย “ปูนขาว” ล้อมรอบบ้านเอาไว้ด้วยก็ได้ (แต่ต้องมั่นใจว่าโรยรอบบ้านจริงๆ และ ไม่ถูกน้ำท่วม หรือถูกฝนชะล้างจนหายไปหมดครับ) เพราะปูนขาวจะกันสัตว์เหล่านี้ได้ครับ นอกจากนี้ก็น่าจะเตรียมยาฉีดกันแมลง ติดบ้านไว้ด้วยครับ


    8.  เรื่องส้วม ส้วม ส้วม สุขา สุขา
เป็นเรื่องของความสุขที่เปลี่ยนไปเป็นความทุกข์ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบส้วมที่เป็นระบบบ่อเกรอะ บ่อซึมแบบเดิม ที่น้ำจากการบำบัดจะต้องซึมออกสู่ดิน แต่พอน้ำท่วม น้ำจากดินภายนอกจะซึมเข้ามาในบ่อ ก็ทำให้บ่อเกรอะเต็มไปด้วยน้ำ ส้วมก็จะเกิดอาการ “อืด และ ราดไม่ลง” หากน้ำจากภายนอกท่วมมาก มีแรงดันมาก ก็อาจจะเกิดอาการ “ระเบิด” ทำให้สิ่งปฏิกูลต่างๆ พุ่งกลับมาที่โถส้วม ความสุขหายไป ความทุกข์ปล่อยออกไม่ได้

ในกรณีนี้ ต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ต้องป้องกันไม่ให้สิ่งปฏิกูลทั้งหลายพุ่งกลับออกมาทางโถส้วม ต้องปิดโถส้วมให้ดี หากเป็นโถส้วมนั่งราบที่มีฝาปิด ก็ต้องปิดฝาให้แน่น เอาเชือกผูกเอาไว้ หากเกิดอาการพุ่งขึ้น ก็จะไม่เรี่ยราดทำความสะอาดยาก กรณีนี้ทำเฉพาะโถส้วมชั้นล่างก็พอ เพราะน้ำคงไม่ท่วมถึงชั้นสองครับ (เพราะหากท่วมถึงชั้นสอง เราคงไม่ได้อยู่ในบ้านได้แล้ว)

กรณีที่เป็นบ่อบำบัดสำเร็จ ซึ่งเขาจะทำงานโดยไม่ต้องมีบ่อเกรอะบ่อซึม ในเวลาปกติเขาจะบำบัดจนเสร็จภายในถังเอง แล้วก็จะระบายน้ำที่บำบัดเสร็จแล้วลงท่อระบายน้ำนอกบ้านของเรา ยามเมื่อน้ำท่วม น้ำจากบ่อบำบัดจะไหลระบายออกไปไม่ได้ เพราะระดับน้ำที่ท่วมอยู่สูงกว่าบ่อบำบัด ซึ่งเป็นการแก้อะไรไม่ได้  ต้องปล่อยไว้อย่างนั้นครับ

ถังบำบัดสำเร็จบางรุ่นจะมีมอเตอร์อัดอากาศเข้าไป (ซึ่งในบ้านส่วนใหญ่จะไม่ใช้รุ่นนี้) ก็ต้องตรวจดูว่ามอเตอร์อยู่ที่ไหน หากมอเตอร์น่าจะอยู่ในระดับที่น้ำท่วมถึง ก็ต้องตัดกระแสไฟไม่ให้เข้าไปสู่ตัวเครื่องกลนั้นครับ

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องระวังก็คือ “ท่อหายใจ” ที่เป็นท่อระบายอากาศของระบบส้วมของเรา ต้องมั่นใจว่าท่อหายใจนั้นจะต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำที่มีโอกาสท่วม หากท่อหายใจของเราอยู่ระดับต่ำ ก็ต้อง “ต่อท่อ” ให้มีระดับสูงขึ้นให้ได้ จะต่อแบบถาวรก็ได้ (หากมีช่างมาทำ หรือเราทำเป็น) หรือจะต่อแบบท่อไม่ถาวร ก็คือเอาสายยางธรรมดา มาครอบท่อหายใจเดิม แล้วก็ยกให้ปลายท่อนั้นอยู่สูงขึ้นกว่าระดับน้ำที่คาดหมายว่าจะท่วมครับ

ท่อหายใจนี้จะเป็นอุปกรณ์สำคัญมากในการช่วยระบายความดันภายในระบบส้วมของเรา ไม่ให้สิ่งปฏิกูลมีแรงดันมากเกินไปครับ

  9.  ปลั๊กไฟ สวิตซ์ไฟ ตรวจสอบและแยกวงจร
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของบัญญัติ 20 ประการของบทความนี้ เพราะอันตรายที่มองไม่เห็นก็คือเรื่องของ “ไฟฟ้า” ครับ แต่ในขณะเดียวกัน ไฟฟ้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตเสียแล้ว

หากบ้านของเรามีการแยกวงจรไฟฟ้าไว้ตั้งแต่แรก คือวงจรไฟฟ้านอกบ้าน วงจรไฟฟ้าชั้นล่าง และวงจรไฟฟ้าชั้นบน ก็ต้องปิดวงจรไฟฟ้านอกบ้านเมื่อน้ำท่วมนอกบ้าน หากน้ำสูงขึ้นมาจนเข้าในตัวบ้าน ก็ต้องปิดวงจรไฟฟ้าชั้นล่าง หากน้ำสูงขึ้นถึงชั้นสอง น่าจะหาทางออกจากบ้านเพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว เพราะสวิตซ์หลักของบ้านโดยทั่วไปจะอยู่ที่ชั้นล่างระดับประมาณ 1.8 เมตรจากพื้นห้องครับ

กรณีที่บ้านไหนโชคดี วงจรไฟฟ้าชั้นล่างแยกวงจรออกมาเป็นระดับปลั๊กด้านล่างและระดับสวิตซ์บน ก็ค่อยๆ ตัดวงจรปลั๊กชุดล่างก่อนตามระดับน้ำที่ท่วมขึ้นมา

หากกรณีที่ไม่มีการจัดวงจรเอาไว้อย่างเป็นระบบตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เราต้องค่อยๆทำการทดสอบอย่างใจเย็นๆว่าปลั๊กหรือสวิตซ์ชุดใดจะมีการตัดวงจรไฟฟ้าจากคัทเอาท์หลักบ้าง แล้วทำโน้ตบันทึกเอาไว้ หากเมื่อน้ำท่วมเมื่อไร ก็จะได้ทราบว่าเราต้องตัดวงจรชุดใดก่อน (ตัดวงจรส่วนที่ถูกน้ำท่วม) อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากหน่อยที่จะตรวจสอบ แต่ก็ต้องใจเย็นๆและตั้งใจที่จะตรวจสอบครับ

ในกรณีที่วงจรบางวงจรที่ควบคุมทั้งปลั๊กหรือสวิตซ์ตัวล่างกับปลั๊กหรือสวิตซ์ตัวบน ก็จำเป็นต้องตัดวงจรทั้งหมด ห้ามเสี่ยงโดยเด็ดขาดครับ

อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆที่สามารถขนย้ายได้ในตอนนี้ ก็อาจขนย้ายขึ้นไปไว้ชั้นบนก่อน ยังไม่ต้องใช้ตอนนี้ก็ได้เช่น เตาไฟฟ้า เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องตีไข่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องชาร์จโทรศัพท์ ฯลฯ ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ยังต้องใช้งานอยู่ ก็ต้องเตรียมการขนย้ายขึ้นข้างบนเอาไว้เลย เช่นเครื่องไมโครเวฟ โทรทัศน์ วิทยุ เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ การขนย้ายยุ่งยาก และหาที่วางยาก เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯลฯ ก็ต้องวางแผนว่าจะเอาอย่างไรในปัจจุบันและอนาคต หากยังใช้อยู่แล้วยามน้ำท่วมขึ้น จะมีคนช่วยขนหรือไม่ หรือจะทิ้งเอาไว้อย่างนั้น

เรื่องไฟฟ้าเป็นอันตรายที่มองไม่เห็น และน้ำเป็น “สื่อไฟฟ้า” ด้วย ดังนั้นเรื่องไฟฟ้าในบ้าน จึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องมีการตรวจสอบและเตรียมการครับ


  10. ตรวจสอบว่าประตูหน้าต่างแน่นหนาและแข็งแรง
เพราะว่าประตูบ้านของเรา (ไม่ว่าจะเป็นประตูที่รั้วบ้าน หรือประตูที่ตัวบ้านเรา)  และหน้าต่าง เป็นจุดหนึ่งที่ถือว่ามีความอ่อนแอมากที่สุด มีโอกาสที่จะบิด หรือเผยอตัว หรืออาจจะหลุดออกมาทั้งบาน หากมีแรงดันน้ำมากๆ ดันเข้ามา

ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบความแข็งแรงให้ดี ต้องพยายามที่จะใช้ “กลอน” ช่วยรับน้ำหนักทางด้านข้างด้วย การลงกลอนในบานประตูและหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้เป็นปกติธุระ น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะป้องกันน้ำวิ่งเข้ามาที่ตัวบ้านของเราได้ครับ

หากหนักหนาจริงๆ ประตูหน้าต่างของเราดูจะอ่อนแอรับแรงดันน้ำไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเอาไม้มาตีพาดขวางช่วยรับแรง หรือเอาของหนักๆมาวางช่วยดันประตูเอาไว้ (ต้องเป็นประตูด้านที่เราไม่ใช้โดยปกตินะครับ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาตอนที่เราจะหนีออกจากบ้าน หรือตอนที่คนเขาจะเข้ามาช่วยเราในบ้าน ยามเกิดวิกฤติครับ)

   11. เตรียมระบบสื่อสารทุกประเภทเอาไว้ให้พร้อม
ระบบสื่อสารทุกอย่างที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรศัพท์ปกติหรือโทรศัพท์มือถือ ระบบอินเตอร์เน็ตทั้งมีสายและไร้สาย วิทยุ โทรทัศน์ หรือ อุปกรณ์สื่อสารพิเศษอย่างอื่น (เช่นระบบดาวเทียม วอร์คกี้ทอร์คกี้ เป็นต้น) เพราะการรับข่าวสาร และการติดตามข่าวสารเรื่องภัยน้ำท่วมที่จะมาถึงตัวเราเป็นเรื่องสำคัญ และไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดในทุกวินาที

และหากน้ำท่วมแล้ว การขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ณ วินาทีวิกฤตินั้นแน่นอน อีกทั้งระบบสื่อสารที่เรามีนั้น มิได้ใช้เพียงการที่เราช่วยตัวเอง แต่อาจจะมีผู้เดือดร้อนคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการคำปรึกษาจากเรา ก็สามารถติดต่อกับเราได้ ต้องคนละไม้คนละมือเสมอ ทุกคนล้วนลำบากทั้งสิ้นครับ


  12. ชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง
อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่างมีความจำเป็นยามเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย วิทยุ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ มือถือ หรือแม้กระทั่งกล้องถ่ายภาพ ฯลฯ  จะต้องมีการชาร์จไฟไว้ให้เต็มร้อยตลอดเวลา เพราะยามน้ำท่วม ระบบไฟฟ้าทั้งหมดอาจติดขัดครับ

นอกจากอุปกรณ์ไฟฟ้าจะต้องชาร์จไฟให้เต็มที่แล้ว การใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเมื่อไฟฟ้าปกติไม่มา จะต้องประหยัดไฟด้วย เพื่อความมั่นใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะทำงานได้เต็มที่ยามฉุกเฉิน อีกทั้งต้องเตรียมอุปกรณ์อื่นเสริมอีกด้วย เช่นไม้ขีดไฟ เทียนไข เป็นต้น

  13. ย้ายของทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม
ข้าวของในบ้านของเรา ไม่ใช่เพียงเรื่องของอุปกรณ์ไฟฟ้าเท่านั้นที่เราจะต้องมีการจัดการย้ายให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่ามีความสำคัญ และอาจจะเสียหายได้เมื่อมีน้ำท่วม ตั้งแต่รถยนต์ ถังกาซ เฟอร์นิเจอร์ หนังสือ ของขวัญ รูปภาพ ฯลฯ ขอให้ย้ายไปสู่ที่ที่เหมาะสม ซึ่งที่ที่เหมาะสมนั้นอาจจะอยู่ในตัวบ้านของเรา หรือจะย้ายออกไปเก็บไว้นอกบ้าน สถานที่อื่นที่คิดว่าปลอดภัย

มีข้อมูลว่า เมื่อน้ำท่วม หลายคนเป็นอันตรายอันเนื่องมาจากการ “ห่วงของ” ต้องลุยน้ำกลับไปกลับมาเพื่อขนของออกจากบ้าน และหลายครั้งที่ขนของออกมาแล้ว แต่ไม่มีที่วาง ก็จำต้องวางไว้ในที่ที่ไม่ปลอดภัย ปรากฏว่าของที่อุตส่าห์ขนออกมาด้วยความเสียดายหรือความผูกพันนั้น ถูกผู้ชั่วร้ายใจทรามขโมยต่อเอาไปอีกด้วย

แต่ของที่เราจะย้ายนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นของทุกอย่างไปเลย เลือกเฉพาะที่เราคิดว่าต้องย้ายเท่านั้น  ของบางอย่างที่แช่น้ำได้ไม่มีปัญหา ก็ไม่ต้องขนย้ายก็ได้

   14. ใช้พลาสติกซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่กลัวน้ำให้เป็นประโยชน์
วัสดุส่วนใหญ่จะกลัวน้ำ หรือไม่สามารถที่จะสู้กับน้ำได้ แต่พลาสติกเป็นวัสดุที่ไม่กลัวน้ำ ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆที่เป็นพลาสติก น่าจะต้องมีการเตรียมการเอาไว้ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำพลาสติก ท่อพลาสติก กระดานพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าหรือแผ่นพลาสติก ที่เราจะเอาไว้ใช้หุ้มอุปกรณ์หรือส่วนต่างๆของบ้านเรา ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ หนังสือ ฯลฯ แม้กระทั่งการหุ้มป้องกันตัวเรา หรืออวัยวะบางส่วนของตัวเราครับ

ขอให้หาซื้อผ้าหรือกระดานพลาสติกเก็บเอาไว้ใกล้มือเรา ยามฉุกเฉิน พลาสติกจะเป็นวัสดุอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์มากจนคาดไม่ถึงได้ครับ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ “ห่วงยาง” ครับ

  15. เตรียมน้ำดื่มอาหาร  และยาให้พร้อม
เพราะยามน้ำท่วมแล้ว เราอาจจะต้องติดอยู่ในบ้านของเราก็ได้ สิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีพของเราก็คือ “อาหาร” ที่ต้องเตรียมเอาไว้ ทั้งอาหารที่ต้องมีการปรุงด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า (หรือกาซ) กับอาหารที่สามารถกินได้เลย โดยไม่ต้องมีการปรุง และต้องเตรียมเรื่อง “น้ำดื่ม” เอาไว้ด้วย เตรียมให้เพียงพอสำหรับทุกคนประมาณ 3 วันครับ

ยาเป็นสิ่งสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องเตรียมเอาไว้ (ในที่ที่ปลอดภัย) ยาหลักๆก็คือ ยาแก้ปวด ยากแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาล้างแผล ยาแก้แพ้  ยากันแมลงและยาของโรคประจำตัวของทุกคน

มีผู้หวังดีแนะนำบอกต่อว่า อย่าสะสม “สุรา” เอาไว้ตอนน้ำท่วม เพราะน้ำท่วมนานๆ อาจจะมีคนกลุ้มใจ แล้วใช้สุราแก้ความกลุ้มใจ จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยมากขึ้น ส่วนเหล่าขวดสุราที่เก็บสะสมเอาไว้ ไม่ต้องขนไปไกลก็ได้ เพราะขวดสุราเหล่านั้น เขาสามารถแช่น้ำได้ ไม่มีปัญหาประการใด

  16. บ้านชั้นเดียว ต้องตรวจสอบหลังคาด้วย
สำหรับบ้าน 2 ชั้น หลังคาบ้านจะมีผลมากยามเมื่อฝนตกหนักๆ ซึ่งเราน่าจะต้องดูแลกันไปพอสมควรแล้วในเวลาที่เพิ่งผ่านมา แต่ในกรณีน้ำท่วมนั้นหลังคาไม่ค่อยมีผลมากเท่าไร เพราะน้ำท่วมจากข้างล่างขึ้นไป หากท่วมถึงหลังคาชั้นสอง เราก็น่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนหน้านั้นแล้ว

แต่กรณีที่เป็นบ้านชั้นเดียว น้ำอาจจะท่วมชั้นล่างของบ้านอย่างรวดเร็ว หลังคาหรือส่วนของหลังคาจึงเป็นพื้นที่หลบภัยได้ชั่วคราวพื้นที่หนึ่ง เราจึงต้องตรวจสอบทางหนีทีไล่ของเรา กรณีที่เราต้องขึ้นไปหนีภัยบนหลังคา ซึ่งเราอาจจะขึ้นไปทางฝ้าเพดานของเรา (กรุณาอย่าลืมตัดวงจรไฟฟ้าที่บ้านทั้งหมดก่อนจะขึ้นไปบนฝ้าเพดานสู่หลังคานะครับ)

 17. ระวังโจร ระวังมาร ระวังผู้ชั่วร้าย
เป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสลดใจที่สังคมน่าอยู่และเห็นอกเห็นใจของเมืองไทยเรา ได้ถูกลัทธิวัตถุนิยมเข้าครอบงำไปหลายส่วนแล้ว ดังนั้นเราจึงได้ข่าวเนืองๆว่า มีผู้ชั่วร้ายที่อยากได้ประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เข้ามารังแกจี้ปล้นประชาชนที่กำลังลำบากทุกข์เข็ญ

ยามน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังยุ่งกับภารกิจอย่างอื่น เหล่าคนชั่วก็จะออกอาละวาดรังแกผู้ที่กำลังเดือดร้อน มีการขโมย จี้ปล้น ฉกชิงวิ่งราว ให้เราได้ทราบอยู่เป็นประจำ และมีความเป็นไปได้ว่าหนึ่งในอนาคตนั้นอาจจะเป็นตัวเราและบ้านของเรา

ดังนั้น การเตรียมการป้องกันโจร จึงเป็นอีกประการหนึ่งที่เราต้องเตรียมการ อย่าเก็บของมีค่าเอาไว้ในบ้านของเรา เอาไปฝากที่อื่นก่อนดีกว่า เงินทองไม่จำเป็นที่ต้องพกมากมาย และคอยเฝ้าสังเกตบุคคลที่น่าสงสัย  การส่งเสียดังๆในบางครั้ง จะเป็นอาวุธป้องกันตัวเราได้

    18. เพื่อนบ้าน ต้องร่วมด้วยช่วยกัน
ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องของการต่อสู้ป้องกันโจรประการเดียว แต่หมายถึงในทุกๆกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เรา “ขอความช่วยเหลือ” จากเพื่อนบ้าน แต่หมายถึงการที่ “เราจะช่วยเหลือเพื่อนบ้าน” ด้วย รวมๆกันก็หมายถึง “การสร้างชุมชนเข้มแข็ง” เพราะความรักที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เสมอยามที่คนเรามีความลำบากร่วมกัน

อย่าต่อสู้หรือป้องกันภัยทั้งหลายคนเดียว ต้องสื่อสารกัน ต้องจับมือกัน และวางแนวทางการป้องกัน การต่อสู้ที่เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น แล้วเราจะมีโอกาส หากตอนนี้เหล่าเพื่อนบ้านยังไม่มีการเคลื่อนไหวร่วมกัน เราก็อาจจะเป็นแกนตัวเล็กๆที่จะเป็นผู้เริ่มต้นได้ครับ  อย่าอาย อย่ากลัวใครเขาหมั่นไส้ครับ หากเราเป็นคนดี มีจิตใจดี ทุกคนจะเข้าใจครับ

 19. เตรียมทางหนีทีไล่เพื่อออกจากบ้าน
ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การป้องกันน้ำท่วมก็เหมือนการป้องกันเมืองจากการโจมตีของข้าศึก ซึ่งเราอาจจะป้องกันเอาไว้ได้หรือป้องกันไม่ไหวก็ได้ หากถึงที่สุดแล้ว เราไม่มีทางต่อสู้ได้แน่ๆ  พ่ายแพ้แล้ว  การเตรียม “ทางหนี” เป็นเรื่องที่จำเป็น หากเราเตรียมทางหนีเอาไว้แต่แรก เราก็สามารถหนีได้ หนีทัน เกิดความเสียหายน้อยลง

ทางหนีจากกรณีน้ำท่วมบ้าน อย่าคิดเพียงทางหนีออกจากบ้าน แต่ต้องคิดให้จบว่าหนีออกไปแล้ว จะหนีด้วยอะไร มีเรือหรือห่วงยางหรือไม่ มีเชือกสาวตัวเองหรือไม่ จะพกอะไรติดตัวไปบ้าง (ที่สามารถพกพาแบกหามไปได้) และจะมุ่งหน้าไปทางทิศใด มุ่งหน้าไปไหน และจะไปหยุดที่ใด พักที่ใด กับใคร ทุกอย่างต้องคิดเป็นกระบวนการ และคิดให้จบวงจรไว้แต่แรกครับ

     20. ตั้งจิตให้มั่น ตอนนี้ “สติ” สำคัญที่สุด
อย่าเสียเวลากับการเกรี้ยวโกรธ อย่าเพิ่งด่าอะไรใคร อย่าโทษฟ้าดิน ยังมีเวลาและโอกาสอีกมากมายที่จะทำเช่นนั้น เวลานี้เป็นเวลาที่เราต้องตั้งสติ และคิด และเตรียมการอย่างเป็นระบบ เราต้องรับรู้ข่าวสารต่างๆอย่างทันต่อเหตุการณ์จากคนที่เชื่อถือได้ (ระวังคำพูดนักการเมืองนิดนะครับ)  ต้องฟังวิทยุ หรือแม้แต่ติดตามทางอินเตอร์เน็ต (เช่น http://www.thaiflood.com/  หรือ http://flood.gistda.or.th/  เป็นต้น)

ค่อยๆ กลับไปอ่านตั้งแต่ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 19 แล้วอาจจะเพิ่มข้ออื่นๆที่เราคิดออกเข้าไปอีกได้ เมื่ออ่านแล้วก็ตรวจสอบ และลงมือทำทันทีครับ .... ตอนนี้ “สติ” สำคัญที่สุดครับ

--------------------------
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2011, 12:45:46 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 12:23:04 PM »

ป้องกันนำ้ท่วม...

กรณี ขาดแคลน ทราย
แทนด้วยถุงขยะ ซ้อน สองใบ แล้วใส่นำ้+รัดผูกปากถุงให้แน่น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 13, 2011, 07:23:13 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 04:33:06 PM »

เพื่อทราบ และ เตรียมการ

มหึมา’มาแล้ว
13 ตุลาคม 2554 เวลา 07:03 น.

น้ำเหนือสมทบก้อน8พันล้านลบ.ม.อยุธยาถล่มกรุง+8จ.รอบข้าง/ในหลวงทรงห่วงใย
น้ำเหนือมาแล้ว ถล่มนครสวรรค์วันนี้ 3 วันถึงกรุงเทพฯ ระทึกพนัง กทม. เหลือกันแค่ 10 ซม.
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) แถลงเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่า ขณะนี้มวลน้ำก้อนใหญ่จากทางภาคเหนือซึ่งผ่าน จ.นครสวรรค์ จะมาถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 ต.ค. ขณะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำอยู่ประมาณ 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รัฐบาลจะพยายามผันน้ำเหล่านี้ลงทะเลใน 2 ทิศ คือ
ทางตะวันออก จะผันลงทางคลองระพีพัฒน์ คลองแสนแสบ ลงแม่น้ำบางปะกง ผันลงแม่น้ำท่าจีนทางคลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ และลงที่บริเวณคลองลัดโพธิ์ ผันออกไปทาง จ.ฉะเชิงเทรา และ
สมุทรปราการ ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำหลากท่วมเขตสายไหม มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง
ทางตะวันตก น้ำจำนวนมหึมาจะไหลเอ่อไปที่ จ.ปทุมธานี และนนทบุรี และเชื่อว่าคงกระทบถึง จ.นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ปฏิบัติการครั้งนี้จะผันน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพราะมวลน้ำขนาดใหญ่จาก จ.นครสวรรค์ จะลงมาสมทบอีก คาดว่าจะถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 15 ต.ค.
“ตอนนี้ กทม.เหมือนเป็นไข่แดง มีน้ำล้อมรอบ ช่วงที่น่าเป็นห่วงคือช่วงวันที่ 14-17 ต.ค. เพราะน้ำเหนือคงลงมาบรรจบที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำทะเลก็จะหนุนขึ้นสูงสุดในช่วงนั้น และอีกช่วงคือวันที่ 28-31 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุด หากเกิดพายุขึ้นมาอีกก็น่าเป็นห่วง” พล.ต.อ.ประชา กล่าว
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักอุทกวิทยาและบริหารน้ำ กล่าวว่า ในวันที่ 13 ต.ค.นี้ ระดับน้ำที่ จ.นครสวรรค์ จะขึ้นสูงสุด เพราะมีน้ำจากเหนือไหลมาถึง โดยคาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ 4,800-4,900 ลบ.ม.ต่อวินาที แล้วอีก 1 วันจะถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ 3,700-3,800 ลบ.ม.ต่อวินาที
จากนั้นประมาณ 2 วัน คือ วันที่ 15-16 ต.ค. จะถึง อ.บางไทร โดยจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 3,600-3,700 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมกับน้ำที่มาจากแม่น้ำป่าสักแล้ว คาดว่าวันที่ 16-18 ต.ค. ที่น้ำทะเลหนุนสูงสุด ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สะพานพระพุทธยอดฟ้าจะอยู่ที่ 3,800-4,000 ลบ.ม.ต่อวินาที น้ำจะอยู่ที่ 2.40 เมตร พนังกั้นน้ำของกรุงเทพฯ อยู่ที่ 2.50 เมตร จึงได้แจ้งให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมรับมือแล้ว
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในวันที่ 13 ต.ค. จะเริ่มลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากวันละ 52 ล้าน ลบ.ม. เหลือวันละ 25 ล้าน ลบ.ม. เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่บริเวณวัดพนัญเชิงวรวิหาร ให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 3,500-3,700 ลบ.ม.ต่อวินาที
“จะได้ไม่อันตรายต่อ กทม. เพราะในวันที่ 16-18 ต.ค. น้ำทะเลจะหนุนสูงสุด” นายธีระ ระบุ
ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ทรงห่วงใยพสกนิกรมาก และให้ความสำคัญกับการเร่งระบายน้ำด้านตะวันออก จึงจะไปเร่งรัดการขุดคลองในวันที่ 13 ต.ค.
นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ คาดว่าจะมีน้ำราว 3 ล้าน ลบ.ม. หลากเข้าคลองรังสิต ซึ่งจะรับได้เพียง 1 ล้าน ลบ.ม. น้ำที่เหลือจะหลากท้นคันกั้นน้ำที่คลองรังสิตเข้าพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งเขตดอนเมือง ในวันที่ 13 ต.ค.นี้แน่นอน
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:35:21 PM »

น้ำก้อนใหญ่ถึงกทม. 15 ต.ค.'ศปภ.'ยอมรับ 50/50 ป้องกันกรุง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 (กทม.อัพเดท)ศปภ.ชี้น้ำ8พันลูกบาศก์เมตรถึง นครสวรรค์พร่งนี้และถึงกทม. 15 ต.ค.ย้ำช่วง 14-17 ต.ค.ยอมรับโอกาสป้องกัน 50/50

 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวว่า มวลน้ำก้อนใหญ่ทางภาคเหนือได้ผ่าน จ.นครสวรรค์มาแล้ว คาดว่าจะถึง จ.พระนครศรีอยุธยาประมาณวันที่ 14 ต.ค. โดยขณะนี้ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยามีปริมาณน้ำอยู่ประมาณ 8 พันล้านลูกบาศก์เมตร ทางรัฐบาลได้พยายามผันน้ำลงทะเลใน 2 ทิศทาง คือ ทางตะวันออกจะผันลงทางคลองระพีพัฒน์ ทางคลองแสนแสบ ลงทะเล ลงแม่น้ำบางปะกง อีกเส้นทางจะผันลงแม่น้ำท่าจีน ทางคลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ อีกส่วนจะมีการผลักดันน้ำลงที่บริเวณคลองลัดโพธิ์

โดยใช้เรือนับพันลำ ผลักน้ำลงทะเล  สำหรับน้ำทางตะวันออกจะไปทาง จ.ฉะเชิงเทรา จ.สมุทรปราการ จึงเกิดน้ำหลากท่วม สายไหม มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง ผ่านทางรังสิตลงไป ส่วนทางซีกตะวันตกน้ำจำนวนมหึมาจะไหลเอ่อไปที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และเชื่อว่าคงกระทบถึงนครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม

 "การปฏิบัติการครั้งนี้เราจะพยายามผันน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพราะมวลน้ำขนาดใหญ่จากนครสวรรค์จะลงมาสมทบอีก ก็ต้องเรียนให้ทราบ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ โดยคาดว่าน้ำจะถึง กทม.ประมาณวันที่ 15 ต.ค."

เขากล่าวว่า "ตอนนี้ กทม.เหมือนเป็นไข่แดง มีน้ำล้อมรอบ เราทำแนวป้องกันไว้ 3 แนว คือ 1. แนวหลัก 6 เมืองเอก รังสิต 2. คลองทวีวัฒนา ศาลายา และ 3. คลอง 1-9 รังสิต โดยพยายามทำเต็มความสามารถเพื่อรักษา กทม.ไว้ให้ได้ ทั้งนี้ ช่วงที่น่าเป็นห่วง คือ ช่วงวันที่ 14-17 ต.ค. เพราะน้ำเหนือคงลงมาบรรจบที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำทะเลก็จะหนุนขึ้นสูงสุดในช่วงนั้น และอีกช่วง คือ วันที่ 28-31 ต.ค.ซึ่งก็เป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดเช่นเดียวกัน และหากเกิดพายุขึ้นมาอีก ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน" พล.ต.อ.ประชา  กล่าว

 "หากไม่มีฝนตกหรือพายุเข้ามา จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เบื้องต้น ได้เรียนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว เราไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกมากนัก เพราะเรายัง 50-50 ว่าจะรับสถานการณ์ได้หรือไม่"


กรมชลฯ กังวลน้ำล้นตลิ่ง กทม.
 นายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำให้นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ก่อนเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมน้ำท่วมว่าตั้งวันที่ 14 ต.ค.นี้เป็นต้นไปน้ำทะเลจะหนุนสูงอีกครั้งโดยจะสูงสุดในวันที่ 16 ต.ค. นี้ ประกอบกับร่องมรสุมยังมีพัดผ่านในภาคกลางและ จ.พระนครศรีอยุธยา ยังมีน้ำหลากทำให้กรมชลประทานมีความกังวลว่าน้ำจะล้นตลิ่งใน กทม.
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2011, 10:34:35 AM »

จุดเฝ้าระวัง! ป้องกันน้ำเข้าบ้านคุณ

อุทกภัยถือเป็นภัยพิบัติประจำชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกปี ทุกรัฐบาลล้วนแต่ประสบปัญหาในการวางมาตรการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว รวมไปถึงการควบคุมสถานการณ์

ในปีนี้ พ.ศ. 2554 สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดกระจายไปแล้วถึง 59 จังหวัด มีประชาชนเสียชีวิตแล้วกว่า 250 คน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมายอมรับว่า

เหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าทุกปี ถึงแม้หน่วยงานทั้งทางภาครัฐและเอกชน จะเตรียมรับและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเหมือนกับทุกปี แต่ก็ยังไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ ประชาชน ในทุกพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที เพื่อความเข้าใจของประชาชนเอง เราลองมาดูเส้นทางการเดินทางของน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝัน เราควรป้องกันอย่างไร

ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับการรักษาความปลอดภัย ในสถานการณ์น้ำท่วม

- อย่า ขับรถ, เดิน, ว่ายน้ำ หรือขับขี่จักรยาน(ยนต์)ลุยน้ำท่วม เนื่องจากสิ่งที่กล่าวมาเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตขณะที่เกิดนำ้ท่วม เพราะน้ำอาจลึกและไหลเร็วกว่าที่เห็น และอาจมีเศษหิน เศษปูนจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงพื้นผิวถนนที่จมอยู่อาจถูกชะหายไปแล้วก็เป็นได้

 - ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ กระแสไฟฟ้าอาจวิ่งผ่านน้ำได้เมื่อเกิดน้ำท่วมแต่ละครั้ง

 - จดบันทึกรายการสิ่งของของเราให้ครบ วางสิ่งของเครื่องใช้บนโต๊ะ หรือตู้ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เก็บไว้บนที่สูง

 - มัดสิ่งของที่คิดว่ามันสามารถลอยไปตามน้ำ และก่อให้เกิดอันตรายให้แน่นๆ

 ย้ายถังสำหรับใส่สิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมถึงสารเคมีและสารพิษไปไว้ชั้นบนสุดของบ้าน

 รับฟังข่าวสารจากวิทยุชุมชน หรือสื่อต่างๆ เพื่อทราบข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา

 - หมั่นติดต่อกับคนรู้จักหรือญาติ

เตรียมและขนย้ายสัตว์เลี้ยงไม่ในที่ที่มันสามารถอาศัยอยู่ได้

 - หมั่นติดต่อกับเพื่อนบ้าน

 - "น้ำ"สามารถใช้แทนในการทำถุงทรายได้(เมื่อจำเป็น)

 - ทำให้แน่ใจว่า ลูกจ้างจะสามารถเดินทางกลับที่พักได้ทัน ก่อนที่เส้นทางไปสถานที่สำหรับอพยพจะถูกปิด หรือน้ำท่วม

 - จงทำอะไรให้เสร็จก่อนกำหนด เพราะถนนหนทางอาจแออัดได้

 - ขนย้ายสัตว์เลี้ยง,ปศุสัตว์ไปไว้ในที่สูง

 - เก็บรวบรวมยา เอกสารส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน รวมถึงของที่ระลึกและรูปถ่ายเอาไว้ด้วยกัน

 Credit: ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.cendru.net/

 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 14, 2011, 04:06:04 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2011, 04:02:13 PM »


วันที่ 14 ตุลาคม 2554 11:06น้ำคลองรังสิตเอ่อล้นเข้าถ.พหลโยธิน ฝั่งตรงข้ามทางเข้าม.รังสิต
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 (อัพเดท-น้ำท่วมกทม.)กทม.รายงานเจ้าพระยาหนุนสูง ทำลายสถิติ ปีที่แล้ว 2.13 เมตร ปริมาณน้ำผ่านบางไทรเกินระดับวิกฤติ

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.เดินทางมายังสำนักงานเขตสายไหม เพื่อประชุมกับเจ้าหน้าที่ภายหลังที่รัฐบาลได้แจ้งเตือนประชาชนเมื่อวานนี้ (13 ต.ค.) พร้อมประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่ โดยนางนงค์พระงา บุญปักษ์  ผู้อำนวยการเขตสายไหม รายงานว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในพื้นที่ยังปกติ คลองทั้ง 3 แห่ง ในเขตสายไหมยังปลอดภัย ซึ่งเจ้าที่ดูแลประชาชนอยู่ทุกวัน แต่หลังจากที่ที่รัฐบาลได้ประกาศให้ประชาชนออกจากพื้นที่ เมื่อวานนี้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่แตกตื่นกันมาก แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนแล้วว่าสถานการณ์ทั่วไปยังปกติ  ทั้งนี้ทางเขตสายไหม ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยใช้โรงเรียนในสังกัดกทม.ทั้ง 9 แห่ง โรงเรียนสามมัญ 2 แห่ง และวัดในเขต อีก 8 แห่ง เป็นเปิดเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วม และประสานไปยังศูนย์การค้าบิ๊กซี ให้เปิดพื้นที่จอดรถให้กับประชาชน

 นายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักงานระบายน้ำกทม. รายงานว่า วันนี้ระดับนี้ วัดได้จากปากคลองตลาด อยู่ที่  2.13เ มตร ทำลายสถิตจากปี ที่แล้ว  2.10 เมตร ส่วนระดับน้ำวัดได้ที่ อ.บางไทร อยู่ที่ 4,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วน เขื่อนเจ้าพระพระยาบวกเขื่อนพระราม 6 อยู่ที่ 4,430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่สถานการณ์น้ำคลองรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี สถานการณ์ยังปกติ

ขณะนี้เป็นบททดสอบของกรุงเทพมหานคร ในการบริหารมวลน้ำ และมวลชน ซึ่งสภาวะแบบนี้ขอให้ผู้บริหารกทม. และผอ.เขตไม่ต้องตระหนก และหวั่นไหวกับสถานการณ์ ขอให้แน่วแน่ในแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และแสดงภาวะผู้นำให้คนกรุงเทพฯ เพราะตอนนี้เกิดศูนย์ญากาศของภาวะผู้นำ เพราะฉะนั้น กทม. ต้องเป็นเสาหลักให้กับประชาชนในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ผู้ว่าฯกทม.เดินทางมายังประตูระบายน้ำคลอองพระยาสุเรนท์ เขตสายไหม เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำท่วม  โดยกล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังปกติ ถึงแม้จะมีปริมาณน้ำที่มาก แต่ กทม.ก็จะไม่ประมาณ ขอให้เขตดอนเมือง และเขตสายไหม ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกกับสถาการณ์ เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่วิกฤติ หากถึงขึ้นวิกฤติ ตนจะเป็นผู้แจ้งประชาชนเป็คนแรก

ทั้งนี้ กทม.จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ ทุก  6 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.เป็นต้นไป เพื่อประเมินสถานการณ์ในกทม. โดยแบ่งเป็น 4 ช่วง เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. , ช่วง 2 เวลา  14.00 น., ช่วง 3 เวลา  21.00 น. และ ช่วงที่ 4 เวลา 02.00 น.

ปริมาณน้ำผ่านบางไทรเกินระดับวิกฤติ

กรมชลประทาน รายงานปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจุดสำคัญๆ 14 ตุลาคม 2554
น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน จุดวัดที่ จ.นครสวรรค์   4,686 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 
น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน เขื่อนเจ้าพระยา (จ.ชัยนาท)   3,616 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
น้ำป่าสักไหลผ่าน เขื่อนพระรามหก (จ.พระนครศรีอยุธยา)   814  ลูกบาศก์เมตร/วินาที
น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ที่จุดวัดที่ อ.บางไทร (จ.อยุธยาฯ)   3,841  ลูกบาศก์เมตร/วินาที

(มวลน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จุดวัดที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มวลน้ำก้อนนี้จะมุ่งลง ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ลงอ่าวไทย ถ้าปริมาณไหลเกิน 3,500   ลูกบาศก์เมตร/วินาที ถือว่าอยู่ในขั้นอันตรายซึ่งตลอด 3-4 สัปดาห์เกิน 3,500 เกือบทุกวัน)

น้ำท่วมอ.เมืองปทุม เข้าขั้นวิกฤติ

น้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วม อ.เมืองปทุมธานี โดยเฉพาะจวนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ศาลากลางหลังเก่า ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจเมืองปทุมธานี น้ำท่วมสูงประมาณ 60-80 ซ.ม แล้ว เจ้าหน้าที่เร่งก่อกระสอบทรายให้สูงขึ้นพร้อมกับติดตั้งปั้มน้ำเพื่อดูดน้ำออก สถานการณ์น้ำอำเภอเมืองปทุมธานี ตอนนี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ และที่ถนนพัฒนสัมพันธ์ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจของเมืองปทุมธานี เป็นศูนย์รวมร้านอาหารประมาณเกือบ30 ร้านขณะนี้จมอยู่ใต้บาดาลน้ำสูงเกือบหนึ่งเมตรแล้ว และที่ตลาดเจริญผล ท่ารถเมล์ สาย 33 ต.บางปรอก อ.เมืองขณะนี้ น้ำได้ท่วมกว่าหนึ่งเมตรแล้ว รถเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้เรือในการสัญจร

เตือนรับน้ำทะเลหนุน14-17ต.ค.

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลระดับน้ำทะเลหนุนกับกรมอุทกศาสตร์ พบว่า ปริมาณการระบายน้ำในปัจจุบันคาดว่า น้ำทะเลหนุนในวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2554 ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ จะมีความสูงกว่าระดับทะเลปานกลางประมาณ 2.05 – 2.10 เมตร โดยน้ำทะเลหนุนในวันที่ 27 – 31 ตุลาคม 2554 จะมีความสูงกว่าระดับทะเลปานกลางประมาณ 2.20 – 2.25 เมตร

น้ำคลองรังสิตเอ่อล้นเข้าถ.พหลโยธิน ฝั่งตรงข้ามทางเข้าม.รังสิต

ามหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีน้ำเอ่อล้นเข้าในบริเวณถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีความสูงประมาณครึ่งล้อรถยนต์ ทำให้รถเล็กส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจวกกลับ ส่วนรถปิดอัพยังคงผ่านเข้าออกได้ ส่วนร้าน บ้านพักประชาชน และสถานที่ราชการในบริเวณดังกล่าวได้นำกระสอบทรายมาวางเป็นแนวป้องกั้นน้ำที่จะเอ่อเข้าท่วม ในขณะเดียวกันในด้านบริเวณฝั่งตรงกัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีจำหน่ายน้ำมันปตท. ซึ่งในจุดดังกล่าวถือว่าเป็นพื้นที่ต่ำ ได้มีน้ำจากคลองรังสิตเอ่อล้นเข้าท่วมถนนวิภาวดีฯเข้ากินพื้นถนนเสียจำนวนหนึ่งเลนครึ่ง ระดับน้ำมีความสูงถึงระดับข้อเท้า ส่วนการจราจรในบริเวณดังกล่าวยังสามารถที่สัญจรได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตามบนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์ ตั้งแต่ช่วงทางขึ้นทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ตรงบริเวณอนุศรณ์สถานทหารอากาศด้านฝั่งขาออก และบริเวณสะพานกลับกลับด้านหน้าห้างฟิวเจอร์ฯ ประชาชนที่อาศัยในย่านดังกล่าว ได้นำรถยนต์ไปจัดหนีน้ำอยู่จำนวนมาก
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 12:37:53 AM »

เพื่อนๆอย่าประมาทนะครับมวลนำ้16000ล้านลูกบาศก์เมตรที่กำลังไหลมา มหาศาล แรง และเร็วครับ
15-17ตค ถ้าฝนไม่ตกหนัก กทม.อาจจะรอดเพราะระบายส่วนหนึ่งไปทางคลองมหาสวัสดิ์ลงแม่นำ้ท่าจีน  ฮืม
ตามที่ในหลวงทรงแนะนำตามหลักวิชาการชลศาสตร์ ปฐพีสาสตร์ วิศวกรรมโยธา

สุขภาพจิตสำคัญอย่าให้ซึมเศร้าเฉาใจนะครับ ยิ้มสู้ ตั้งสติ
ถ้าไม่มีโอกาสไปเต้นรำ ร้องเพลงแทนพอช่วยตลายเตรียดได้ครับ

คนไทยจำนวนมากสูญเสีย+เสียหาย  อะไรที่คนนำ้ไม่ท่วมพอจะช่วยกันได้ ไม่ว่ากำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ ล้วนมีคุณค่า
เพื่อขอให้ไม่มีฝน ผู้แทนจากอุครดิตถ์คุณปริศนา(รมต.สำนักนายกเพื่อนซี้นายกฯปู)จะขอร้องเพลง ฝนนี้ ครับ  ยิงฟันยิ้ม

http://board.palungjit.com/f191/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B5-version-sam-and-hana-158580.html

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 15, 2011, 10:30:49 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 10:43:42 PM »

วันที่ 15 ตุลาคม 2554 22:17กทม.สรุป'ฝนถล่มกรุง'หัวค่ำทำฝั่งธนบุรีอ่วม
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

กทม.สรุป'ฝนถล่มกรุง'หัวค่ำทำฝั่งธนบุรีอ่วม
กองทัพรุก!ตั้ง'วอร์รูม'ช่วยน้ำท่วมเป็นเอกภาพ
'ประยุทธ์'ตรวจนิคมฯนวนคร จุดเสี่ยงน้ำอยุธยาทะลัก
'ยิ่งลักษณ์'ถกเหล่าทัพค้นหาปชช.ติดในพื้นที่น้ำท่วม
สื่อออสเตรเลียชื่นชมคนไทยมีน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
 
กทม.สรุปฝนถล่มกรุงหัวค่ำ ทำฝั่งธนฯอ่วม ปริมาณถึง 100 มม. ส่งผลน้ำสูง 10-15 ซม.สั่งเร่งระบายใน3 ชม.วอนปชช.อย่าทำลายแนวกระสอบทราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา  21.45 น.  นายสัญญา ชีนิมิต ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.)กรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยภายหลังมีปริมาณฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯอย่างหนักในช่วงค่ำ ว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมาปริมาณ สูงสุดอยู่ประมาณ 100 มิลิเมตรในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ส่งผลให้ในพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ฝั่งธนบุรีหลายจุด อาทิ ดาวคะนอง ภาษีเจริญ ลาดหญ้า เพชรเกษม วัดม่วง บางบอน บางโพธิ์ลัด สาธุประดิษฐ์ เซ็นหลุยส์ สุรวงศ์ สุนทรโกษา และพื้นที่ชั้นในบริเวณลานพระบรมรูปทรงมา ถนนศรีอยุธยา สุ.ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำ 1.96 เมตร โดยขณะนี้ สนน.ได้เร่งระบายน้ำฝน

 นายสัญญา กล่าวต่อว่า คาดว่าภายใน 2-3 ชั่วโมงระดับน้ำท่วมขังจะลดลง อย่างไรก็ตามตนขอย้ำว่าน้ำท่วมขังในพื้นที่เป็นน้ำที่เกิดจากน้ำฝนไม่ใช่น้ำเหนือไหลลงมาหรือน้ำทะเลหนุนแต่อย่างใด และอยากขอความร่วมมือกับประชาชน ช่วยกันดูแลกระสอบทรายและอย่าดึงกระสอบทรายออกจากแนวที่ กทม.สร้างเป็นคันกั้นน้ำไว้ทุกจุด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตสายไหม เพราะจะให้น้ำไหลเข้ามาในพื้นที่

ศปภ. แจงน้ำท่วมขังใน กทม.
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้ชี้แจงผ่ายเฟซบุ๊ค ถึงสถานการณ์น้ำท่วมขังใน กทม. ว่า "ขณะนี้ มีสายโทรเข้ามาที่ 1111 จำนวนมากสอบถามเกี่ยวกับ เหตุการณ์ฝนตกทั่วกรุงเทพมหานคร ขอชี้แจงว่าหลายพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม เกิดจากน้ำฝน ไม่ใช่การปล่อยน้ำหรือระบายน้ำออกมาแต่อย่างใด"
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 11:01:52 PM »


รายงานสถานการณ์น้ำท่วม
สรุปตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมรายจังหวัด http://flood.gistda.or.th/
ระดับน้ำในกทม. http://dds.bangkok.go.th/Canal/
เส้นทางหลวงที่น้ำท่วม http://www.fms2.drr.go.th/
จุดน้ำท่วมบนทางหลวง http://www.maintenance.doh.go.th/test.html
ระดับน้ำกรมชลประทาน รายงานสภาพน้ำท่า ภาคกลาง  http://www.hydro-5.com/HD-04/4-01%20D-RUN.htm
ระดับน้ำเขื่อนป่าสัก http://www.pasakdam.com/index.php
ระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยา http://irrigation.rid.go.th/rid12/Waterchoapaya/wre1.html
ระดับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ http://www.sirikitdam.egat.com/water-situation-Sirikit-Dam.html
ระดับน้ำเขื่อนภูมิพล http://www.bhumiboldam.egat.com/bb_plant/Warning/warning.php
ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ http://www.thaiwater.net/DATA/REPORT/php/rid_bigcm.php
กล้อง CCTV ระดับน้ำ http://hydrology.rid.go.th/wmsc/
รายงานระดับน้ำกรมชลประทาน http://water.rid.go.th/itcwater
รายงานกรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/index.php
ปริมาณน้ำฝนทั่วประเทศ http://www.thaiwater.net/web/
รายงานเส้นทางกรมทางหลวง http://www.doh.go.th/newsType.aspx?c_id=8&sc_id=5408
สรุปรายงานสาธารณภัย http://www.nirapai.com/1784thai/index.php?option=com_content&task=category§ionid=6&id=20&Itemid=45
รายงานจราจร
http://twitter.com/#!/js100radio
http://twitter.com/#!/traffy
http://twitter.com/#!/fm91trafficpro
http://twitter.com/#!/fm995radio
สถานีข่าวระวังภัย
www.rawangpai.com
http://twitter.com/#!/Rawangpai
ศูนย์ประสานการช่วยเหลือ
http://www.thaiflood.com/
http://www.twitter.com/#!/thaiflood
http://www.facebook.com/thaiflood
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 12:49:46 AM »

กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)  ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม  ผ่านเว็บไซต์  www.trafficpolice.go.th   ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ   ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว  
 
รายชื่อสถานที่จอดรถฟรีมีดังนี้
 
- สนามบินดอนเมือง บริเวณอาคารจอดรถผู้โดยสารภายในประเทศ และอาคารคลังสินค้าสูง 5 ชั้น รับรถได้ 3,000 คัน ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ 0-2535-1533, 1466, 0-2535-1515, 1516, 0-2535-1349, 1630

- ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต สามารถนำรถมาจอดได้ที่บนอาคารจอดรถของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-958-0011 กด 0
 
- ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ เปิดพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 6 รองรับรถได้ถึง 750 คัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-16 ต.ค.โดยสามารถจอดค้างคืนตลอดระยะเวลาดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด โทร.02-721-8888 ต่อ 313 , 314 หรือ http://www.twitter.com/seaconsquare, www.facebook.com/SeaconSquareFanPage

- บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เปิดให้บริการจอดรถฟรีที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า, บางนา, พระราม 2, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, รัตนาธิเบศร์, รามอินทรา, เชียงใหม่ แอร์พอร์ต,เชียงราย, ขอนแก่น, อุดรธานี, ชลบุรี และเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-667-5555 ต่อ 4108 ,02 667 5555 ต่อ 4108

- ตลาดนัดบานาน่าสแควร์ ข้างโลตัสลพบุรี และตึกจอดรถของห้างโลตัสอีก 8 ชั้น รวมจอดรถได้กว่า 1,500 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอู้ 089- 884-4839

- ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์ (เหมาะสำหรับคนที่อยู่แถว สมุทรปราการ ประเวศ พัฒนาการ อ่อนนุช หรือแถวๆ นั้น) รองรับรถยนต์ได้ถึง 650 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-787-2191

- อาคาร HobbyLobby แยกแคราย จ.นนทบุรี ตรงข้ามเอสพลานาด รองรับรถยนต์ได้ 400 คัน สอบถามเพิ่มเติม โทร 081-906-9460

- อิมพีเรียลลาดพร้าว เปิดบริการจอดรถฟรีฉุกเฉินในบริเวณเขตพื้นที่ลาดพร้าว วังทองหลางตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อ โทร.02-9349150

- เดอะมอลล์ สาขารามคำแหง ฝั่งเดอะมอลล์ 2 เปิดให้จอดรถที่ชั้น 3

- เดอะมอลล์ 3 เปิดให้จอดรถที่ ชั้น 3บี  ขึ้นไป ติดต่อ 02-310-1000 ต่อฝ่ายธุรการ

- แฟชั่นไอส์แลนด์ เปิดให้จอดรถ เริ่มวันที่ 8 ต.ค. ติดต่อ 0-2947-5000

- สนามบินสุวรรณภูมิ ให้จอดฟรีถึงวันที่ 15 ต.ค. และอาจขยายเวลาออกไปอีก สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-132-6535 หรือ ประชาสัมพันธ์ของสนามบิน 02-132-1888
 
- กองทัพอากาศ ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 1,000 คัน, หอประชุมกองทัพอากาศ 600 คัน, สวนสุขภาพ 100 คัน, พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ 100 คัน, สนามกีฬาธูปะเตมีย์ 300 คัน โดยต้องเตรียมหลักฐานจำนวน 2 ชุด ติดด้านหน้ากระจกรถยนต์ จำนวน 1 ชุด ได้แก่ สำเนาทะเบียนรถ, สำเนาบัตรประชาชาชน, หมายเลขโทรศัพท์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ ที่ตั้งท่าอากาศยานดอนเมือง โทร 1111 ต่อ 5 (โทรได้ตลอดเวลา) และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ 02-5342096 ในเวลาราชการ, 02-5341700 ต่อ 15 นอกเวลาราชการ

- สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ให้จอดรถฟรี 200 คัน บริเวณลานจอดรถชั้น 1 สถานีมักกะสัน โดยต้องนำสำเนาทะเบียนรถ และสำเนาบัตรประชาชนมาติดต่อเจ้าหน้าที่ บริเวณชั้น 3 ของสถานีมักกะสัน หรือโทรศัพท์หมายเลข 02-308-5600 ต่อ 2906 หรือ 2907 ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น.

- ห้างสรรพสินค้าตั้ง ฮั่ว เส็ง ย่านบางพลัด ติดต่อสอบถาม 0-2434-0448 ต่อ 1222, 1234, 8999 ติดต่อ พร้อมเตรียมเอกสารสำเนาบัตรประชาชนของผู้ฝาก สำเนาคู่มือการจดทะเบียนรถหน้าที่แสดงชื่อเจ้าของรถ และหน้าที่แสดงการชำระภาษีประจำปี

- เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน, รังสิต, สุขุมวิท, ปิ่นเกล้า และเอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย โดยเตรียมเอกสารสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สาขา รัชโยธิน 02 5115427 ต่อ 190-191, สาขา รังสิต 02 5677047 ต่อ 106-107, สาขา สุขุมวิท 02 7412897, สาขา ปิ่นเกล้า 02 4349075, สาขา งามวงศ์วาน-แคราย 02 5807491 และ www.facebook.com/majorgroup
 

สำหรับจุดจอดรถ 109 จุดที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (บก.น.1-9) เตรียมไว้บริการประชาชนในเขตนครบาลนั้น ประกอบด้วย
 
1.อาคารจอดรถ กทม. ถนนไกรสีห์ จำนวน 400 คัน
2.อาคารสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 100 คัน
3.โรงแรมปรินซ์พาเลส จำนวน 50 คัน
4.อาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต จำนวน 400 คัน
5.ศูนย์การค้า SUPREME จำนวน 150 คัน
6.บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำนวน 100 คัน
7.ศูนย์การค้าเอสพานาด จำนวน 500 คัน
8.ศูนย์การค้าฟอร์จูน จำนวน 400 คัน
9.อาคารไซเบอร์เวิลด์ จำนวน 300 คัน
10.สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (ศูนย์วัฒนธรรม) จำนวน 80 คัน
11.ห้างแพลตตินัม จำนวน 150 คัน
12.ห้างพันธุ์ทิพย์ จำนวน 100 คัน
13.ห้างพาราเดียม จำนวน 100 คัน
14.โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท จำนวน 100 คัน
15.ตึกชาญอิสระ 2 จำนวน 50 คัน
16.อาคารอิตัลไทย จำนวน 50 คัน 
รวมพื้นที่ บก.น. 1 ทั้งหมด 3,050 คัน

17.บิ๊กซี แจ้งวัฒนะ จำนวน 69 คัน
18.ห้างไอที หลักสี่ จำนวน 1,000 คัน
19.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะอาคารบี จำนวน 300 คัน
20.สนามบินดอนเมือง จำนวน 3,000 คัน
21.ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว จำนวน 3,000 คัน
22.ห้างเมเจอร์รัชโยธิน จำนวน 1,200 คัน
23.ลานจอด รฟม.(รัชดา-ลาดพร้าว) จำนวน 2,000 คัน
24.ลานจอดรถบีทีเอส หมอชิตเก่า จำนวน 2,000 คัน
25.ลานจอดรถจตุจักร จำนวน 1,000 คัน
26.ลานจอดรถสวนรถไฟ จำนวน 200 คัน
27.ตึก ปตท.(สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
28.ธนาคารออมสิน (สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
29.ห้างเซ็นทรัล รามอินทรา จำนวน 300 คัน
30.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 500 คัน
31.มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 50 คัน
32.ห้าง MAX VALUE จำนวน 50 คัน
33.ตลาดบองมาเช่ จำนวน 100 คัน
34.ห้างบิ๊กซีวงศ์สว่าง จำนวน 50 คัน
35.โรงเรียนฤทธิยะ สายไหม จำนวน 200 คัน
36.โรงเรียนสายไหม จำนวน 50 คัน
37.โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 200 คัน
38.ลานจอดรถบุญถาวร จำนวน 150 คัน
39.ลานจอดรถโลตัส นวมินทร์ จำนวน 80 คัน
40.ถนนคู้บอน (เลียบวงแหวน-แยกคลองสอง) จำนวน 200 คัน
41.ถนนพระยาสุเรนทร์ (แยกคลองสอง-แยกลำกะโหลก) จำนวน 200 คัน
42.ถนนเลียบคลองสอง ตลอดแนว จำนวน 150 คัน
43.ห้าง THE MARKET (ถ.ประชาราษฎร์ สาย ๒) จำนวน 20 คัน
รวมพื้นที่ บก.น. 2  จำนวน 17,069 คัน

44.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จำนวน 1,500 คัน
45.มหาวิทยาลัยมหานคร จำนวน 2,000 คัน
46.มหาวิทยาลัยเทคโนพระจอมเกล้า จำนวน 2,000  คัน
47.สภ.ท่าอากาศสุวรรณภูมิ จำนวน 2,000 คัน
48.ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ จำนวน 3,000 คัน
49.ห้างพันทิพย์บางกะปิ จำนวน 300 คัน
50.โรงแรมเดอะมอลล์อินน์ จำนวน 50 คัน
51.ห้างแฟชั่นไอแลนด์ จำนวน 1,500  คัน
52.ห้างเพรียวเพลส จำนวน 300 คัน
53.ห้างอมอรินี่ จำนวน 300  คัน
54.ห้างบิ๊กซ๊ลาดพร้าว จำนวน 2,000 คัน
55.ห้างซีคอนสแควร์ จำนวน 1,000 คัน
56.ห้างพาราไดซ์พาร์ค จำนวน 600 คัน
57.ริมถนนสาย 351 จำนวน 50 คัน
58.ศูนย์อัญมนีเจโมโปลิส จำนวน 200 คัน
59.มหาวิทยาลัยรามคำแหง(บางนา) จำนวน 100 คัน
60.ลานจอดรถบริษัทนัมเบอร์วัน จำนวน 100 คัน
61.การกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 1,500 คัน
62.ใต้ทางด่วนระหว่างด่วนศรีรัช-มอเตอร์เวย์ จำนวน 300 คัน
63.ลานจอดรถร้าน 13 เหรียญพระรามเก้า จำนวน 300 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.4 จำนวน 11,600 คัน

64.ห้างฟิวเจอร์ จำนวน 500  คัน
65.ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 จำนวน 900 คัน
66.ห้างบิ๊กซีเอกมัย จำนวน 1,000 คัน
67.ห้างจัสโก้ สุขุมวิท 71 จำนวน 800 คัน
68.ห้างบิ๊กซีราชดำริ จำนวน 250 คัน
69.ห้างเซ็นทรัลชิดลม จำนวน 250 คัน
70.ห้างเซ็นทรัลบางนา จำนวน 780 คัน
71.เอสบีเฟอร์นิเจอร์ บางนา จำนวน  600 คัน
72. ห้างบิ๊กซีพระราม 4  จำนวน  200 คัน
73.ห้างโลตัสพระราม 4 จำนวน 200 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.5 จำนวน 5,480 คัน

74. ลานจอดรถดิโอลด์สยาม จำนวน 250 คัน
75.อาคารศรีวรจักร์ จำนวน 100 คัน
76.อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ จำนวน 100 คัน
77.อาคารจอดรถริเวอร์ซิตี้ จำนวน 200 คัน
78.อาคารจอดรถเท็กซัส จำนวน 100 คัน
79.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 3,000 คัน
80.ห้างมาบุญครอง จำนวน 1,000 คัน
81.ห้างสยามพารากอน จำนวน 3,000 คัน
82.สนามกีฬาแห่งชาติ จำนวน 300 คัน
83.อาคารจอดรถจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 1,000 คัน
84.อาคารจอดรถตึกเจมส์ทาวเวอร์ จำนวน 100 คัน
85.โรงแรมมณเฑียร จำนวน 50 คัน
86.อาคารจอดรถโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา จำนวน 50 คัน
87.อาคารจอดรถโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน จำนวน 50 คัน
รวมที่จอดรถพื้นที่ บก.น. 6 จำนวน 9,300 คัน
 
88.ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า จำนวน 2,000 คัน
89.ห้างเมเจอร์ปิ่นเกล้า จำนวน 800 คัน
90.ห้างพาต้าปิ่นเกล้า จำนวน 100 คัน
91.ห้างโลตัสปิ่นเกล้า จำนวน 500 คัน
92.ถนนพุทธมณฑลสาย 1 จำนวน 300 คัน
93.สนามหลวงธนบุรี จำนวน 500 คัน
94.อาคารจอดรถ รพ.ยันฮี จำนวน 200 คัน
95.ห้างตั้งฮั่วเส็ง จำนวน 300 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.7 จำนวน 4,700 คัน

96.โรงเรียนอิสลามวิทยาลัย จำนวน 300 คัน
97.ห้างบิ๊กซีบางปะกอก จำนวน 100 คัน
98.ห้างโลตัสบางปะกอก จำนวน 100 คัน
99.ห้างเดอะมอลล์ท่าพระ จำนวน 100 คัน
100.ห้างบิ๊กซีท่าพระ จำนวน 100 คัน
101.โรงเรียนวัฒนาบริหารธุรกิจ จำนวน 80 คัน
102.สถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จ จำนวน 100 คัน
103.ห้างบิ๊กซี จำนวน 100 คัน
104.คู่ขนานถนนราชพฤกษ์ใต้สะพานบางสะแก จำนวน 300 คัน
105.โรงแรมมาริออท จำนวน 100 คัน
รวมพื้นที่จอดรถบก.น. 8 จำนวน 1,380 คัน

106.มหาวิทยาลัยธนบุรี จำนวน 200 คัน
107.มหาวิทยาลัยเอเซีย จำนวน 500 คัน
108.มหาวิทยาลัยสยาม จำนวน 200 คัน
109.ถนนกาญจนาภิเษกช่องคู่ขนานเข้า-ออก จำนวน 10,000 คัน
รวมพื้นที่จอดรถบก.น.9 จำนวน 10,900 คัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2011, 12:51:18 AM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2011, 10:31:46 AM »

 ตกใจ drain water to Tajeen River & Bangpakong River
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 17, 2011, 06:34:54 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2011, 11:03:00 AM »

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังมหาอุทกภัยครั้งนี้ ประเทศไทยจะไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกต่อไป...หากเรารู้จักเรียนรู้บทเรียนอันล้ำค่าในทุกๆ ด้าน
  ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารน้ำที่เรายังล้าหลัง ตามธรรมชาติไม่ทันหรือวางแผนที่ฝืนธรรมชาติ มองธรรมชาติเป็นศัตรูแทนที่จะวางแผนความเป็นอยู่ของคนไทยให้สอดคล้องกับสภาพน้ำที่เรายังไม่เข้าใจถ่องแท้นัก

 ข้อเสนอให้ตั้ง "กระทรวงน้ำ" นั้น พอเกิดวิกฤติคราวนี้ดูเหมือนจะมีความกระตือรือร้นรอบใหม่ แต่ลำพังเพียงแค่การตั้งกระทรวงใหม่เพื่อรวบรวมเอาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำมารวมอยู่ที่เดียวกัน ก็คงไม่สามารถป้องกันอุทกภัยใหญ่ในอนาคตได้อีก หากเราไม่มีระบบการทำงานที่จะเสริมสร้างวิธีคิดที่จะมี "แผนแม่บท" หรือ Master Plan ที่ผสมผสานความรู้ และข้อมูลรวมไปถึงการศึกษาวิถีชีวิตของคนไทยที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่างลุ่มลึกและเปิดกว้าง

 ความจริง เรามีหน่วยงานระดับกระทรวงและกรมจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวกับเรื่อง "น้ำ" แต่พอเกิดวิกฤติคราวนี้เราจึงได้สำเหนียกว่าคำว่า "บูรณาการ" ส่วนใหญ่มักจะอยู่บนกระดาษและถ้อยวจีการแถลงข่าวเท่านั้น

 แต่ในทางปฏิบัตินั้น การ "ปกปักรักษาดินแดนแห่งตน" ยังเป็นวิธีคิดหลักของนักการเมืองและข้าราชการประจำ แปลว่าจะไม่ยอมให้ใครมา "ล่วงล้ำ" เส้นแบ่งเขตระหว่างกอง กรม และกระทรวง ของตน

 เหตุหนึ่งเป็นเรื่องของระบบราชการที่คร่ำครึ อีกเหตุหนึ่งเป็นทัศนคติโบร่ำโบราณของข้าราชการ และอีกเหตุหนึ่ง คือ ผลประโยชน์ที่จัดสรรตามขอบเขตของระบบราชการที่ทำให้ไม่มีใครยอมให้ใครเข้ามาร่วมคิดร่วมทำอย่างเปิดกว้าง เพื่อประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

 นักการเมืองที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีหากไม่มี "ความมุ่งมั่น" อย่างแท้จริง ก็ไม่กล้าหรือไม่อยากจะสร้างปัญหากับนักการเมืองในพรรคตนหรือข้าราชการในสายนั้นๆ จึงไม่อาจจะ "ยกเครื่อง" เพื่อที่จะปรับระบบให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

 แต่ความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมคราวนี้บอกเราแล้วว่าหากเรายังคิดและทำทุกอย่างเหมือนเดิม แม้จะมีการเสนอ "โครงสร้างใหม่" หรือตั้งหน่วยงานที่อ้างว่าเกี่ยวกับน้ำกี่หน่วยก็ตาม หากไม่ลบล้างระบบการทำงานแบบเก่า หากไม่รื้ออุปสรรคที่วางขวางอยู่มากมาย ก็อย่าได้พึงหวังว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ เพื่อป้องกันหายนะที่รออยู่ข้างหน้า

 เพราะมหาอุทกภัย คราวหน้าจะเป็น "อภิมหา" อุทกภัยที่หนักหน่วงกว่าคราวนี้ หากเราไม่สร้างระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพในทุกทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารน้ำ การกระจายอำนาจการทำหน้าที่ป้องกันและตั้งรับภัยพิบัติธรรมชาติ การจัดเครือข่ายของคูหนองคลองบึง นโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระบบเก็บน้ำอย่าง "รู้ทันธรรมชาติ" อย่างแท้จริง

 บทเรียนจากมหันตภัยครั้งนี้มีมากมายหลายด้านที่จะต้องสรุปอย่างถ่องแท้แน่นอน

 เพียงแค่ความสามารถในการ "สื่อสารกับผู้ประสบภัย" ก็เป็นโจทย์ใหญ่หลวงที่ต้องถอดบทเรียนกันครั้งใหญ่แล้ว
 มิต้องพูดถึงการสร้างระบบป้องกันภัยธรรมชาติตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอถึงจังหวัดซึ่งสะท้อนจากอุทกภัยครั้งนี้ ว่า มีความเปราะบางและอ่อนแออย่างยิ่ง

 หากจะมีข้อดีอะไรบ้างจากเหตุร้ายแรงครั้งนี้ ก็คือ บทเรียนสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ว่า เมื่อเราต้องเผชิญกับธรรมชาติดิบๆ แล้ว สังคมไทยยังเป็นเด็กอ่อนหัดนัก

 หรือธรรมชาติลงโทษเราหนักหน่วงครั้งนี้ เพื่อจะสอนให้เรากลับมาทบทวนทุกอย่างที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเรา

Tags : ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม อีกหลัง ‘มหาอุทกภัย’
.
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2011, 12:54:46 PM »

วันที่ 17 ตุลาคม 2554 12:44ด่วน!ศปภ.สั่งปชช.'นวนคร'อพยพ

 แนะรัฐยกเครื่องวิธีคิด "สื่อสารภาวะวิกฤติ-ฉุกเฉินทางสังคม"
"ข้อดี-ข้อเสีย" พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชั่งน้ำหนักประกาศกู้น้ำท่วม

คันดินแตกเพิ่ม3จุด!ลพบุรี กลับมา'วิกฤติ'
วันนี้!อีสาน-ตะวันออก-ใต้ฝนตกหนัก'กทม.'มีฝน60%

 (เบื้องต้น) ศปภ.สั่งให้ประชาชน อพยพออกจากนิคมอุตสาหกรรม นวนคร ด่วน และให้โรงงานหยุดการผลิต โดยมีรถบริการหน้านิคมฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2011, 12:41:56 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2011, 06:32:55 PM »

วันที่ 17 ตุลาคม 2554 18:11คลองรังสิตน้ำเออล้นเผชิญวิกฤติแน่โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 คลองรังสิตน้ำเออล้น 1-2 เซนติเมตร คาด 48 ชั่วโมง อาจผจญวิกฤติแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณรังสิตคลอง 1 ได้มีน้ำเออล้นเข้าท่วมขังเส้นทางรังสิตมุ่งหน้าจังหวัดนครนายก ทำให้การจราจรติดขัด แต่ยังสามารถเดินทางไปได้ ส่วนบริเวณคลอง 2 และ 3 นั้นปริมาณน้ำที่ไหลมาจากการปล่อยระบายน้ำจากประตูน้ำระพีพัฒน์ ได้ไหลผ่านคลองหลวงเข้าสู่พื้นที่คลองรังสิตเป็นจำนวนมากกว่าทุกวัน
โดยประชาชนที่ทำหน้าที่ร่วมกับทหารได้เล่าว่า วันนี้ปริมาณน้ำเริ่มเพิ่มในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ที่มีประตู 1-9 คอยรองรับน้ำจากคลองระพีพัฒน์ ที่มีน้ำไหลเออเข้าสู่คลองรังสิตชั่วโมงละ 1-2 เซนติเมตร ตั้งแต่ช่วงเช้าน้ำไหลขึ้นจากแนวกระทรอบทราย 40 เซนติเมตรแล้ว

ขณะที่คั้นกั้นน้ำที่เป็นกระสอบสอบทรายกับดินบางส่วนมีความสูงแค่ 1 เมตรกว่า ๆ หากปริมาณน้ำยังไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ คงไม่เกิน 48 ชั่วโมง หรือ 1-2 วันนี้คันผนังดินกระสอบทรายที่เป็นแนวป้องกันคงไม่สามารถต้านรับน้ำเอาไว้ได้ ดังนั้นน้ำต้องเออท่วมถนนรังสิต-นครนายกแน่นอนหากไม่มีการเปิดประตูน้ำที่บริเวณโรงพยาบาลธัญญบุรีเพื่อถ่ายน้ำให้ไหลไปยังเขตสายไหมและสะพานใหม่ดอนเมืองบางส่วน

"การเปิดประตูน้ำที่ปิดอยู่ไม่ว่าประตู 1 คลองรังสิต ที่เป็นแนวหลังการรับน้ำไหลบ่าจากคลองหลวง หรือจากคลองระพีพัฒน์ที่เข้ามายังรังสิตคลอง 1 ย่อมกระทบสถานที่แรกคือเทศบาลนครรังสิต หากเปิดประตูที่ข้างโรงพยาบาลธัญบุรีที่อยู่ กม. 30 พหลโยธินน้ำก็จะไหลเข้าสู่พื้นที่ ลำลูกกา สายไหม  และสะพานใหม่ทันทีเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากไม่มีการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ คาดว่า 1-2  วันนี้ ถนนรังสิต-นครนายกรับไม่ไหวแน่" ชาวบ้านย่านรังสิตคลอง 4 ระบุ
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 07:47:39 AM »

คลองรังสิตเอ่อท่วมหน้าเมืองเอกแล้ว - รถเล็กยังสัญจรได้
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2554 19:22 น.
       สถานการณ์น้ำที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านเมืองเอก ขณะนี้ น้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ได้เอ่อเข้าท่วมพื้นที่ถนนแล้ว โดยมีระดับความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนแนวกระสอบทรายที่นำมากั้นไว้ มีความสูงที่ระดับ 55 เซนติเมตร เท่านั้น
        ด้าน นายณรงค์ อู่ทรัพย์ รองนายกเทศบาลเมืองคูคต กล่าวว่า ได้นำทีมนำกระสอบทรายมาเสริมถนนกว่า 2,000 กระสอบ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ จึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำกระสอบทรายเข้ามาเสริม ขณะที่ชาวบ้านละแวกดังกล่าว มีการเตรียมพร้อมก่อกำแพงปูนความสูงประมาณ 1 เมตร เพื่อเตรียมรับมือ หากพนังกั้นน้ำของทางเทศบาลหลักหกพังลง
        ทั้งนี้ การจราจรในพื้นที่บริเวณปากทางเข้าเมืองเอก รถเล็กยังสามารถสัญจรผ่านได้ตามปกติ
 
 
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 10:27:48 AM »

วันที่ 18 ตุลาคม 2554 08:12เปิด!สูตรป้องกันกทม.ฝั่งตะวันออกฉบับ'สุรยุทธ์ จุลานนท์'โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

น้ำเริ่มไหลเข้ามาท่วมบ้างแล้ว
 'สุรยุทธ์ จุลานนท์'เป็นปธ.การประชุมวางแผนรับมือน้ำท่วมฝั่งตะวันออก ระบุ 5 ปัจจัยทำให้การระบายน้ำสุดอืด อาจจะส่งผลให้ต้องน้ำท่วมขังถึงพ.ย.

 สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งอยู่ในขั้นวิกฤติ และเริ่มส่งผลต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ฝั่งตะวันออก คือ เขตมีนบุรี เขตคลองสามวา เขตหนองจอก และเขตลาดกระบังแล้ว โดยตัวเลขล่าสุดมีประชาชนเดือดร้อนกว่า 10,000 ครัวเรือนนั้น ปัญหาที่หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ เหตุใดการระบายน้ำลงทะเลจึงมีปัญหาล่าช้า ไม่ทันกับมวลน้ำมหาศาลที่ทะลักเข้ามา และดูเหมือนศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ยังไม่เคยให้คำตอบชัดๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
 ล่าสุด เมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กทม.ฝั่งตะวันออก โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นประธาน ปรากฏว่าข้อมูลจากการศึกษาวิจัยของสถาบันฯ สามารถตอบคำถามที่เป็นปัญหาคาใจของหลายฝ่ายได้ระดับหนึ่ง

ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ อธิบายว่า น้ำเหนือที่ตรงเข้าสู่ฝั่งตะวันออกของ กทม. จะผ่านมาทางคลองสิบสาม ระดับน้ำล่าสุดอยู่ที่ 2.40 เมตร ส่วนคลองอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น คลองลำปะทิว ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นตลอด ไม่ลดลงเลย ขณะนี้คลองสิบสามล้นแล้ว คลองหกวาทั้ง 3 สายดันน้ำไปทางแม่น้ำบางปะกงก็ไม่ได้ เพราะน้ำเต็มหมด เช่นเดียวกับคลองประเวศบุรีรมย์ แต่น้ำยังขึ้นสูงทุกวัน วันละ 2-3 เซนติเมตร คาดว่าอีก 1 สัปดาห์น้ำจะเพิ่มสูงอีกประมาณ 30 เซนติเมตร และถนนทุกสายในย่านนี้จะเต็มไปด้วยน้ำ
 "สรุปก็คือน้ำจะไม่ทะลักท่วมแบบกะทันหันเหมือนที่เราเห็นที่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และ นครสวรรค์ เพราะน้ำที่ท่วมจะเป็นลักษณะน้ำเอ่อ แต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลดลง" ดร.คมสัน กล่าว

 รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ระบุอีกว่า หากมีฝนตกลงมาเพิ่ม ซึ่งแนวโน้มก็จะมีฝนตกเกือบทุกวัน ถนนสายหลักหลายสายในพื้นที่อาจใช้การไม่ได้ เช่น ถนนร่มเกล้า ถนนฉลองกรุง ถ้าคิดจะดันน้ำเข้าไปทางคลองพระโขนง ก็จะทำให้แถวๆ อ่อนนุช พระโขนงน้ำท่วม แม้จะไม่รุนแรงมากก็ตาม ส่วนสถานการณ์ของนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เลวร้ายที่สุดน้ำจะท่วมสูงไม่เกิน 1.30 เมตร แต่ทางนิคมฯ ได้ทำคันกั้นน้ำเอาไว้ค่อนข้างสูงและแข็งแรงพอสมควร จึงมั่นใจว่าป้องกันได้

 สำหรับขีดความสามารถในการสูบน้ำฝั่งตะวันออก จากการลงพื้นที่สำรวจสถานีสูบน้ำจริงแต่ละแห่ง โดยแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้าน จ.สมุทรปราการ กับด้าน จ.ฉะเชิงเทรา พบว่า

 - ด้าน จ.สมุทรปราการ มีสถานีสูบน้ำที่สำคัญ คือ สถานีสูบน้ำตำหรุ บางปลาร้า บางปลา สุวรรณภูมิ เจริญราษฎร์ คลองด่าน และ ชลหารวิจิตร สามารถระบายน้ำได้เต็มศักยภาพ 31.69 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
 - ด้าน จ.ฉะเชิงเทรา ผ่านโครงการพระองค์ไชยานุชิตลงแม่น้ำบางปะกง มีสถานีสูบน้ำที่สำคัญ คือ สถานีสูบน้ำบางขนาก ท่าไข่ ท่าถั่ว ปากตะคอง เทพรังสรรค์ และพระยาวิสูตร สามารถระบายน้ำได้เต็มศักยภาพ 6.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

 รวมการระบายน้ำทั้ง 2 ด้าน หากสูบได้เต็มศักยภาพ 38.39 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่สภาพความเป็นจริงระบายได้เพียง 50% หรือ 19.20 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เท่านั้น โดยปัญหาที่พบ คือ
 1. มีขยะทั้งขยะจม ขยะลอย และผักตบชวาอุดตันที่หน้าสถานีสูบน้ำจำนวนมาก
 2. เครื่องสูบน้ำไม่สามารถสูบน้ำได้ 100% เพราะระดับเครื่องที่ตั้งสูงเกินกว่าระดับน้ำด้านหน้าสถานี อันสืบเนื่องจากปัญหาดินทรุดและสร้างมานาน
 3. การดึงน้ำจากบริเวณที่น้ำท่วมขังไปถึงเครื่องสูบน้ำไม่สัมพันธ์กันหรือน้ำขาดช่วง เช่น มีถนนกั้นทางน้ำอยู่
 4. เครื่องสูบน้ำทำงานหนัก ต้องพักหรือชำรุด
 5. สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิไม่มีเครื่องสำรองกรณีต้องพักหรือเสียหาย

 ทั้งหมดนี้เมื่อผนวกกับสภาพพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มแอ่งกระทะ ทำให้ทุกฝ่ายคาดการณ์ตรงกันว่า 4 เขตฝั่งตะวันออกของ กทม. มีโอกาสน้ำท่วมขังยาวถึงสิ้นเดือนพ.ย.

 คลิป พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั่งเป็นประธานประชุม  http://www.bangkokbiznews.com/home/video/?id=414267&top=1&section=1

Tags : น้ำท่วม • น้ำท่วมกทม.
.โฆษณาโดย Google
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 11:24:51 AM »

    น้ำจะท่วมหาซื้อถังเก็บน้ำไว้ใช้ไม่ได้ทำอย่างไรใช้กล่องพลาสติก / ลิ้นชักพลาสติก ที่มีอยู่ก็ได้  หลังน้ำลดจะได้ไม่รกบ้าน
ใช้ถุงพลาสติกอย่างหนาบรรจุน้ำแล้วรัดหนังยาง หลังน้ำลดเก็บไว้ใช้ใหม่ได้
ไม่มีถุงทรายกั้นน้ำทำอย่างไร
ใช้ถุงพลาสติกบรรจุน้ำที่ไหลมานั่นแหละ (เห็นจากข่าวของบางประเทศเขาทำกัน) แต่อย่างไรต้องมีอะไรกั้นไม่ให้ถุงแตกจากของที่ลอยมากับน้ำ
ถุงแบบนี้จะดีกว่าถุงทราย เพราะจะปิดช่องได้ดีกว่า

เอารถหนีน้ำไม่ทันทำอย่างไร
ถอดขั้วแบ๊ตเตอรี่ก่อนน้ำท่วมถึงส่วนที่เป็นอุปกรณ์วงจรคอมพิวเตอร์ หลังน้ำลดสามารถถอดไปทำความสะอาดแล้วนำมาใช้ใหม่ได้ (ต้องเป็นช่างผู้ชำนาญ) ถ้าไม่ถอดขั้วแบ๊ตเตอรี่ ไฟฟ้าจะช๊อตทำให้แผงวงจรเสีย (ค่าอะไหล่มือสองยังแพงมาก ค่าซ่อมประมาณครึ่งหนึ่งของราคารถใหม่)

ตู้เย็น / แอร์ยกไม่ไหวทำอย่างไร
ไม่ต้องยก ถอดปลั๊ก/ปิดเบรกเกอร์ แล้วทิ้งให้น้ำท่วมได้ ไม่เสียแน่นอน แต่ต้องรอให้แห้งสนิทจริง ๆ แล้วจึงเปิดใช้งาน อาจตากแดดหรือใช้ไฟส่องให้แห้ง
ไม่มีไฟฟ้าและน้ำจะเป็นอย่างไร
เงียบที่สุดในชีวิต ข่าวสารจะได้จากวิทยุ (ที่ใช้แบ๊ตเตอรี่เท่านั้น) .... เตรียมไว้ด้วย

 หลังน้ำลดล้างบ้านอย่างไร

 
      ถ้ามีประกันภัยน้ำท่วม ... ถ่ายภาพไว้ก่อนที่จะล้างบ้าน  ถ้ารอเจ้าหน้าที่บริษัทฯ หลายวันแน่... รอหรือไม่ตัดสินใจ
 
น้ำและไฟฟ้าอาจยังไม่มา ถ้ารอจะล้างยากมาก ให้หาน้ำที่ขังอยู่ตามลิ้นชักและภาชนะต่าง ๆ และเปิดฝาท่อระบายน้ำเอาน้ำจากท่อมาใช้ รับรองว่าไม่สกปรกมาก เพราะของสกปรกไหลไปหมดแล้ว
อุปกรณ์สำคัญ ไม้รีดน้ำ (คล้ายที่รีดน้ำเช็ดกระจกแต่ใหญ่กว่า) ช่วยผ่อนแรงได้มาก
คราบน้ำมัน กำจัดด้วย Magic Clean สำหรับห้องครัว (สีเขียว) น่าจะได้ เพราะในครัวยังใช้ได้ดี น
ถ้ามีไฟฟ้าและน้ำประปาแล้ว  สิ่งที่ช่วยได้ดีที่สุดคือ เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง สะอาดโดยไม่ต้องขัด
"SONAX" ของสำคัญยิ่งยวด ใช้พ่นใส่ทุกสิ่งที่จะขึ้นสนิม หลังจากทำความสะอาดแล้ว เช่น บานพับ เปียโน(ถ้าน้ำไม่ท่วมถึง key board) แม้แต่ส่วนสำคัญ ๆ ของรถยนต์ นอกจากจะช่วยให้สนิมไม่ขึ้นแล้ว ยังช่วยเอาคราบสกปรกบางส่วนออกได้ด้วย
 
ขยะมหาศาล
ถุงขยะ ซื้อรอไว้เลยได้ใช้แน่ ๆ
ไม่ต้องรอเทศบาลมาเก็บ ร่วมด้วยช่วยกัน จัดการขนไปทิ้งโดยเฉพาะของเน่าเสียได้
ขยะที่เป็นกระดาษโดนน้ำจะมีคนมาช่วยเก็บ เพราะเขาเอาไปตากแล้วขายได้ แยกเอาไว้ให้เขาด้วยจะดีมาก
เฟอร์นิเจอร์ที่ขึ้นรา รีบ ๆ ทิ้งไปอย่างเสียดาย เดี๋ยวจะเสียคน เพราะสปอร์ของเชื้อราร่อนเต็มไปหมด
 
จากคนหาดใหญ่ที่เคยน้ำท่วม 3 ครั้งแล้ว
ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์ช่วยส่งต่อหรือเพิ่มเติมแล้วส่งต่อด้วย



http://blog.thaiflood.com/thaifloodbkk/
วิธีป้องกั​นน้ำเข้าบ้า​นโดยไม่ต้อ​งใช้กระสอบ​ทราย ฮืม   ขยิบตา   ตกใจ
ตัวอย่าง การป้องกันนํ้าเข้าบ้านสำหรับคน กทม เนื่องจากตอนนี้กระสอบทรายและอิฐบล็อกขาดตลาดจึงหาทางเลือก
จากคุณ คุณอนันต์ แก้วร่วมวงศ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2011, 11:28:49 AM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 04:55:25 PM »

18 ตุลาคม 2554 16:20สั่งชาวพุทธมณฑลทำแนวป้องกันหรืออพยพ ใน24ชม.   ขยิบตา
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

น้ำถล่ม!ปากเกร็ดสั่ง'อพยพ'ชาวบ้าน3ตำบลด่วน! กนอ.สั่ง231โรงงานนิคมฯลาดกระบังหยุดผลิต

 นายอำเภอพุทธมณฑลสั่งประชาชน ขนย้ายของ เร่งทำแนวกั้นนำและหากอยู่ไม่ได้ อพยพภายใน 24 ชม.คาดน้ำขึ้นสูงอีก 1 เมตร

เมื่อเวลา 16.10 น.วันนี้(18 ต.ค.) นายอำเภอพุทธมณฑล นครปฐม ให้เจ้าหน้าที่แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชนว่าให้แจ้งประชาชนว่าน้ำอาจจะขึ้นอีก 1 เมตร ภายใน 24 ชม. จึงขอให้ประชาชนขนย้ายสิ่งของ และเร่งทำแนวป้องกัน หากใครไม่สามารถอยู่ได้ให้อพยพไปยังศูนย์ที่เตรียมไว้
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 07:37:47 AM »

วันที่ 19 ตุลาคม 2554 07:20ราชพฤกษ์นนท์ วิกฤติ หมู่บ้านเร่งอพยพกลางดึกโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

  แนะรัฐยกเครื่องวิธีคิด "สื่อสารภาวะวิกฤติ-ฉุกเฉินทางสังคม"
"ข้อดี-ข้อเสีย" พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชั่งน้ำหนักประกาศกู้น้ำท่วม

 ราชพฤกษ์นนท์วิกฤติ หมู่บ้านเร่งอพยพกลางดึก หลังกระแสน้ำท่วมเพิ่มสูง รถยนต์เสี่ยงจมน้ำทั้งเส้นทาง

เมื่อช่าวกลางดึกที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดนนทบุรี พบว่าที่บริเวณถนนราชพกฤษ์ ในเขตตำบลคลองข่อย มุ่งหน้าถนน 345 บางบัวทอง พบว่าระดับน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดปทุมธานีได้เข้าท่วมบนพื้นผิวการจราจรเกือบตลอดเส้นทาง โดยระดับน้ำที่ท่วมสูงอยู่ที่ระดับกว่า 60 เซนติเมตร และน้ำเริ่มเอ่อไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนตามหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ
ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านบนถนนดังกล่าว ต้องเร่งขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำและอพยพออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่กลางดึกอย่างโกหลาหล โดยที่ระดับน้ำที่ท่วมอยู่ยังคงมีระดับที่เพิ่มสูงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากน้ำที่จากจังหวัดปทุมธานีที่ไหลมาท่วมพื้นผิวถนนบนถนนราชพกฤษ์นั้นไหลแรงและมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ถนนราชพกฤษ์ถูกน้ำท่วมสูงทั้งสองฝั่ง การจราจรขาเข้าถูกน้ำท่วมสูง ชาวบ้านที่ขนย้ายข้าวของและอพยพกลางดึกต้องขับรถวิ่งสวนการจราจรที่เหลือเพียงขาออกเพียงเลนเดียว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บนถนนเส้นราชพกฤษ์ตลอดทั้งเส้นทางขาเข้าและขาออก อยู่ในสภาวะวิกฤติเป็นอย่างมาก เพราะรดับน้ำที่ไหลเข้าท่วมพื้นผิวถนนยังคงท่วมสูงและมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหน้าทางเข้าหมู่บ้านลภาวัล 15 บนถนนราชพกฤษ์ เป็นจุดที่มีน้ำท่วมสูงกว่า 80 เซนติเมตร รถยนต์ทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ ทำให้รถกระบะบางคันที่เร่งอพยพถึงกับตกคูกลางถนนที่ถูน้ำท่วมมิด
เนื่องจากมองไม่เห็นผิวการจราจร นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังได้ตระเวนสำรวจตามหมู่บ้านต่าง ๆ พบว่าประชาชนตามหมู่บ้านจัดสรรที่ได้ขนย้ายทรัพย สินหรืออพยพ กำลังเฝ้าดูสถานการณ์น้ำที่เข้าหน้าบ้านตัวเองอยู่ตลอดทั้งคืน
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 09:50:47 AM »


วันที่ 19 ตุลาคม 2554 09:30'บางบัวทอง'น้ำขึ้นสูง ปชช.เร่งอพยพ    โดย : กรุงเทพธุรกิจอนไลน์

 บางบัวทองน้ำขึ้นสูง ประชาชน เร่งอพยพ รถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ทหารจากพล.ม.2 ร.อ. ได้จัดรถบรรทุกมาช่วยลำเลียงประชาชนจากด้านในเทศบาล

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี วิกฤติขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากน้ำในเขตเทศบาลไหลมาตาม ถ.บางกรวยไทรน้อย และขณะนี้ได้ท่วมถนนทั้งสองฝั่งในระดับที่สูงประมาณหัวเข่า ซึ่งรถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ได้เพียงรถกระบะยกสูงและรถบรรทุกเท่านั้น ประชาชนที่จะเดินทางเข้าไปในตลาดบางบัวทองต้องโบกรถบรรทุกเพื่อผ่านไปด้านใน รวมทั้งต้องโบกรถออกมาที่ ถ.รัตนาธิเบศ

อย่างไรก็ตาม มีทหารจากพล.ม.2 ร.อ. ได้จัดรถบรรทุกมาช่วยลำเลียงประชาชนจากด้านในเทศบาลออกมาเช่นกัน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบว่าเริ่มมีประชาชนจากด้านในเทศบาล ซึ่งน้ำขึ้นสูงถึงระดับเอว ได้ใช้เรือเป็นพาหนะในการอพยพไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากหลายหมู่บ้านใน อ.บางกรวยไทรน้อย น้ำมีระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 10:02:32 AM »

ด่วน!! เทศบาลบางกระดี จุดพลุแจ้งอพยพทันที        โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2554 09:05 น. 
  เทศบาลบางกระดี จุดพลุแจ้งเตือนชาวบ้าน รับมือระดับน้ำคลองเชียงรากน้อยที่สูงขึ้นไม่ไหว ขอคนในพื้นที่เร่งอพยพเร็วที่สุด ขณะที่นิคมบางกระดีน้ำยังไม่ท่วม
       
       วันนี้ (19 ต.ค.) เมื่อประมาณ 07.30 น. ที่บริเวณเทศบาลบาลบางกระดี มีเสียงพลุดังขึ้น 3 ครั้ง ครั้งละ 5 นัด ซึ่งจากการสอบถามนายกเทศมนตรีบางกระดี แจ้งว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเทศบาลไม่สามารถรับมือน้ำระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากคลองเชียงราก เนื่องจากขณะนี้น้ำหลากออกมาจากคลองเชียงรายจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องแจ้งให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวเร่งอพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
       
       ทั้งนี้ การจุดพลุเตือนดังกล่าวเป็นการเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น แต่ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมบางกระดีขณะนี้น้ำยังไม่ได้เข้าท่วม ขณะที่ผู้บริหารมีการประชุมปรับแผนรับมือตลอดเวลา
       
       ด้าน นายธวัชชัย อึ้งอัมพรวิไล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ขณะนี้ เข้าขั้นวิกฤติแล้ว หลังจากน้ำจำนวนมหาศาล ได้ไหลทะลักมาทางคลองเชียงราก เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ในเขตเทศบาลในหลายหมู่บ้านแล้ว ทำให้ทางเทศบาลจำเป็นต้องจุดพลุสัญญาณเตือนให้ประชาชนอพยพออกจากบ้านเรือนโดยด่วน เพราะระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแผนการอพยพครั้งนี้ ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับประชาชนไว้แล้ว ในหลายจุดด้วยกัน โดยจะสามารถรองรับประชาชนได้จำนวน กว่า 2-3 พันคน
       
       อย่างไรก็ตาม พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ยังปลอดภัย เพราะมีทหารจำนวนมาก ได้สร้างแนวป้องกันเอาไว้อยู่ แต่ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะน้ำเข้าล้อมกรอบตัวนิคมหมดแล้ว โดยทางการจะป้องกันนิคมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2011, 12:39:12 PM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 12:18:56 PM »

วันที่ 19 ตุลาคม 2554 10:59   ปทุมธานจมบาดาลทั้งเมือง หลายหมู่บ้านขาดน้ำ ไฟ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอเมืองปทุมธานีขณะนี้เข้าขั้นวิกฤตมากทุกตำบลและ หมู่บ้านของอำเภอเมือง จมบาดาลหมดแล้ว ตั้งแต่แยกปทุมวิไลไปถึง เขตอ.ลาด หลุมแก้ว ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วขณะที่ศูนย์อพยพมีไม่เพียงพอต้องอาศัยเกาะกลางถนน เป็นที่พักพิง ถนนทุกเส้นน้ำท่วมกว่าหนึ่งเมตรแล้ว การสันจรตอนนี้ชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำกว่าเมตรออกมาหาอาหาร ข้าวสาร น้ำดื่ม เครื่องใช้ที่จำเป็น บางรายมีเรือก็พายเรือกันออกมา และที่บ้านเอื้ออาทรบ้านฉาง ต.บางปรอก อ.เมืองปทุมธานี ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มากมายหลาย 1,000 หลังคาเรือน ชาวบ้านต่างทยอยออกมาหาซื้อข้าวของที่เทสโก้โลตัสซึ่งขณะนี้มีอยู่เพียงที่ เดียวที่มีสิ่งของอุปโภค บริโภคขาย ต่างทยอยกันมาซื่อไม่ขาดสายตั้งแต่เช้า

นายโยธิน ชมพูพาน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านเอื้ออาทร บอกว่า น้ำได้ท่วมมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วยังไม่มีหน่วยงานของทางเทศบาลเมือง ปทุมธานีมาดูแลเลย มีแต่เจ้าหน้าที่ทหารที่คอยอำนวยความสะดวก รับส่งในการเข้าออกหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้อาหารก็หาซื้อลำบากจะไปไหนก็ไม่มีรถโดยสารถ้าอยู่ในสภาพนี้ไปเป็น เดือนต้องเดือดร้อนกันไปทั่วแน่  และยังไม่เห็นมีวี่แววน้ำจะลดลงบ้างเลยมีแต่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ที่ ตลาดสดเทศบาลเมืองปทุมธานีตอนนี้ระดับน้ำก็เมตรกว่าแล้ว ต้องย้ายตลาดสดมาตรงที่ว่างเลยแยกปทุมวิไลไปหน่อย เพื่อที่จะให้ชาวบ้านได้ซื้ออาหารแห้งและของสดไว้ทำอาหาร รวมถึงแกงถุงไว้กินกัน เพราะบางหมู่บ้านถูกตัดน้ำตัดไฟไม่มีไฟฟ้าไว้ประกอบอาหาร ตอนกลางคืนเหมือนถูกตัดออกจากโลกภายนอก
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 12:23:05 PM »

วันที่ 19 ตุลาคม 2554 11:34       กทม.เตือน7เขตส่อน้ำท่วม-ย้ำฟังประกาศทุก3ชั่วโมง
ทวิตเตอร์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ประกาศเตือนเป็นครั้งแรกถึงแนวโน้มสถานการณ์น้ำที่อาจทะลักท่วมพื้นที่ 7 เขตของ กทม. หลังจากรัฐบาลสั่งเร่งระบายน้ำลงคลองระพีพัฒน์จนทำให้มวลน้ำไหลเข้าสู่ กทม.มากขึ้น

ทั้งนี้ พื้นที่ 7 เขตที่ กทม.ประกาศเตือนในเบื้องต้น คือ เขตลาดกระบัง หนองจอก มีนบุรี คลองสามวา คันนายาว สายไหม และบางเขน โดยเป็นผลมาจากการการเปิดประตูระบายน้ำที่คลองระพีพัฒน์ ทำให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ กทม.มากขึ้นและอาจสูงเกินกว่าคันกั้นน้ำที่ กทม.มี

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากทวิตเตอร์ผู้ว่าฯกทม. ระบุด้วยว่า การเตือนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนต้องอพยพในทันที เพราะน้ำไม่ได้จะทะลักมาในทีเดียว แต่จะค่อยๆ มา โดยมีเวลา 24 ชั่วโมงก่อนน้ำจะสูงเกินการป้องกัน กทม.จะแจ้งทุกๆ 3 ชั่วโมงถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #24 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 04:02:46 PM »

สุขุมพันธุ์"สั่งอพยพ 200 หลังคาเรือนนอกคันคลองหกวาด่วน !! โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 255415:23   
       "สุขุมพันธุ์" สั่งอพยพประชาชน 200 ครัวเรือน นอกแนวคันกั้นน้ำคลองหกวา หลังระดับน้ำคลอง 2 เพิ่มขึ้น เร่งเสริมแนวกระสอบทรายเป็น 3.50 เมตร หนาขึ้นเป็น 3 แถว ปิดถนนเลียบคลอง ลั่นไม่ยอมให้ใครจมน้ำ ส่วนถุงกระดาษใส่ทรายหากต้องนำไปใช้จริงๆ ยินดีรับผิด ชี้หากรัฐบาลไม่สนใจกทม.พร้อมช่วยตนเอง
       
       วันนี้(19 ต.ค.) เวลา 13.30 น. ที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณลัย 2 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และคณะผู้บริหารเดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกับอาสาสมัครที่มาช่วยกันบรรจุกระสอบทรายเพื่อนำไปสร้างคันกั้นน้ำริมคลองหกวา พร้อมกล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมได้กล่าวว่า จาก 3 ชั่วโมงที่แล้วระดับน้ำในคลอง 2 ได้เพิ่มสูงขึ้น 1 เซนติเมตร แต่ยังไม่เป็นปัญหา ทำให้ต้องเปิดประตูระบายน้ำที่คลอง2 เป็น 50 เซนติเมตร ซึ่งถือว่ากว้างมาก ถ้าเปิดมากกว่านี้อาจจะทำให้ประชาชนที่อยู่ในประตูระบายน้ำไม่ปลอดภัย สำหรับแนวคันกั้นน้ำคลองหกวาก็ได้เร่งเสริมความกว้างเป็น 3 แถว ซึ่งมีความจำเป็นต้องปิดถนน จึงได้ประสานไปที่สน.สายไหม และสำนักงานเขตให้ประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่ และจะเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกันนั้นจะเพิ่มความสูงอีก 1 เมตร ให้เป็น 3.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นอกจากนี้การยกระดับถนนที่ซอยสายไหม 85 ก็จะให้แล้วเสร็จภายในวันนี้เช่นกัน จากระดับน้ำในคลองหกวาที่สูงขึ้น ได้ขอให้ผู้อำนวยการเขตสายไหมไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำที่กทม.กำลังสร้างบริเวณริมคลองหกวาประมาณ 200 ครัวเรือนให้อพยพไปที่ศูนย์อพยพ คือโรงเรียนฤทธิยะวรรรณลัย 2 และโรงเรียนสายไหม ซึ่งสามารถรองรับผู้อพยพได้กว่า 1,000 คน สำหรับประชาชนใน 7 เขตพื้นที่เสี่ยงที่ได้ประกาศเมื่อเช้านี้ ขอแนะนำให้เก็บข้าวของขึ้นที่สูง นำรถยนต์ไปจอดในที่ที่ปลอดภัย แต่ไม่ได้ประกาศให้อพยพ หากต้องมีการอพยพจะประกาศให้เตรียมตัวล่วงหน้าให้เร็วที่สุด

      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับคลองรพีพัฒน์ที่มีปัญหาตอนนี้ ยังอยู่ไกลจากพื้นที่กทม.มาก แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้ประกาศเรียนให้ประชาชนทั้ง 7 เขต ทราบว่าได้มีการเปลี่ยนแปลง จากที่กทม.และศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) .ประเมิน ว่าน่าจะมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ทุ่งรังสิตประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ว่าสามารถรับได้ 400 ลูกบาศก์เมตร ส่วนภารกิจที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยเชื่อว่าจะเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง ถ้าน้ำจะมาจริงๆ จะแจ้งให้ให้อาสาสมัครทราบ จะมีแค่เจ้าหน้าที่กทม.ที่เกี่ยวข้องอยู่เท่านั้น ถ้าเสี่ยงมากจริงๆ ก็จะเรียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ จะไม่ยอมให้ใครจมน้ำ ส่วนน้ำในคลองสายหลัก เช่น คลองรังสิต-ประยูรศักดิ์ คลองหกวา ที่มีปริมาณน้ำมาก อาจจะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ กทม.ได้ประเมินตลอดเวลา น้ำที่ไหลมาทุ่งรังสิตก็จะมีการบริหารจัดการจากรัฐบาล เพราะมีระบบคลองมากมาย และมีการกระจายไปตามคลองต่างๆ
       
       “ถุงกระดาษที่พบเมื่อวานนี้ ทีแรกนึกภาพว่ากระสอบทรายที่รัฐบาลให้มาต้องเป็นแบบของกทม. เมื่อเห็นเป็นถุงกระดาษผมก็ตกใจ คงต้องปรับความเข้าใจให้ตรงกัน แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะเก็บไว้สำรองก่อน อาจจะทำเป็นแนวที่ 3 เมื่อใดที่นำไปใช้ผมก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งต้องมั่นใจด้วยว่าถ้านำไปใช้แล้วต้องมีคุณภาพ และถ้ารัฐบาลมีภารกิจที่อื่น ไม่สามารถแบ่งความสนใจมาที่เราได้ เราก็ต้องช่วยตัวเอง” ผู้ว่าฯกทม.กล่าว
 
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #25 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 08:59:00 AM »

คลองประปาแตก ปริ่มถนนแจ้งวัฒนะ พงษ์เพชร งามวงศ์วาน โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2554 04:20 น. 
 
  คันกั้นคลองประปาแตก น้ำท่วมถนน กระทบปากเกร็ด เมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ งามวงศ์วาน แยกพงษ์เพชร "ประชา" ลงพื้นที่เสริมคันกั้นน้ำ หน้าหมู่บ้านนันทวรรณ ขอประชาชนเก็บของขึ้นที่สูง ชี้น้ำมุ่งหน้าคลองสามเสน บึงมักกะสัน หวังเร่งสูบลงเจ้าพระยาทัน
       
       จากเหตุการณ์น้ำคลองประปาทะลักล้น เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ที่ผ่านมา เริ่มต้นที่ช่วงระยะ 200 เมตร จากถนนแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าสี่แยกพงษ์เพชร บริเวณที่น้ำเอ่อล้นอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านนันทวรรณ ได้ไหลท่วมถนน และส่งผลกระทบในพื้นที่ วัดสีกัน ดอนเมือง ปากเกร็ด เมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ พงษ์เพชร งามวงศ์วาน
       
       พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ให้สัมภาษณ์สถานีเนชั่นแชนแนล ระบุว่า พื้นที่เกิดเหตุบริเวณคลองประปาที่น้ำเอ่อล้น มาจากน้ำหลากทุ่งที่มาจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ส่วนน้ำที่หลากเข้าคลองรังสิต คันกั้นน้ำที่คลองรังสิตยังสมบูรณ์อยู่ไม่มีปัญหา ส่วนน้ำหลากทุ่งที่เข้ามาจากนวนคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต มาที่คลองประปา
       
       ขณะนี้ น้ำไหลแรง พอสมควร โดยน้ำมุ่งหน้าไปที่คลองสามเสน ซึ่งตรงนั้นมีสถานีสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ และกระแสน้ำไหลไปอีกที่คือ บึงมักกะสัน ตรงนั้น มีเครื่องสูบน้ำของกทม. เพื่อลงแม่น้ำเจ้าพระยา มีเครื่องสูบระบายน้ำได้ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งทางวิศวกรการประปา ได้ให้ความเห็นว่าถ้าเครื่องสูบน้ำทำงานได้เต็มที่ ก็อาจจะใกล้เคียงกันระหว่างน้ำที่ไหลเข้า กับน้ำที่สูบออก ซึ่งตอนนี้ได้ปิดประตูน้ำสำแลแล้ว เพื่อให้รับเฉพาะน้ำที่หลากทุ่งมาจากนวนคร และมธ. ซึ่งทาง กทม. ก็ร่วมมือเต็มที่ อีกสักพักนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่มาที่จุดเกิดเหตุ
       
       "เราพยายามทั้งสองจุด ขอเตือนประชาชนชาวกทม. สถานการณ์ตอนนี้คับขัน ขอให้เก็บของขึ้นที่สูง น้ำจะไปถึงสามเสน เราพยายามเอาเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเต็มที่ ขอเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด " พล.ต.อ.ประชา กล่าว
       
       นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการ สำนักระบายน้ำ คิดว่า น่าจะระบายน้ำได้ปริมาณค่อนข้างมาก ออกสามเสน และไปอุโมงค์มักกะสัน ตอนนี้อยู่ที่แนวคันกั้นน้ำแต่ละจุด ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ถ้าพนังกั้นน้ำยังดีอยู่ ก็ช่วยระบายเต็มที่ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ต้องดูว่าน้ำมามากหรือไม่ หากแก้ปัญหาได้เร็วก็น่าควบคุมสถานการณ์ได้ ถ้าน้ำไม่เข้ามาเร็วกว่า 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็สูบออกไปได้ทัน
       
       นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการประปานครหลวง กล่าวว่า จะปิดประตูน้ำที่ปากคลองรังสิต แล้วสูบน้ำในคลองประปา โดยสูบผ่านโรงสูบน้ำสามเสน บึงมักกะสัน ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ชม.
       
       เพิ่มเติมจากทวิตเตอร์ ของจส.100 และสวพ.91
       03.36 น.ภายในหมู่บ้านบูรพา 12 ถนนเวฬุวนาราม ด้านหลังหมู่บ้านติดคลองประปา มีน้ำไหลท่วมเข้าหมู่บ้านระดับน้ำถึงข้อเท้า และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
       03.42 น.แยกพงษ์เพชร หมู่บ้านภัสสร น้ำเริ่มไหลเข้ามาแล้ว
       03.50 น.แยกพิบูลย์วัฒนา ถนนพระราม 6 น้ำเริ่มไหลมาจากคลองประปาเข้าถนนแล้ว
       03.51น.ถ.พระราม6 น้ำเริ่มล้นเข้ามาในช่องทางด้านซ้ายติดคลอง ตั้งแต่แยกประดิพัทธ์ ถึงโรงกรองน้ำสามเสน
       
       ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ค Waris Delokdachapol
       ภาพประกอบ 2 จากทวิตเตอร์ @siamth: ระบุว่า "ริมคลองประปาแถบดอนเมืองบางช่วงน้ำไหลข้ามถนนละ"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2011, 09:03:41 AM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #26 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 09:02:34 AM »

กทม.ชั้นใน ระทึก! มีลุ้นน้ำท่วมถึงหน้าบ้าน          โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2554 04:58 น.

  ฝ่ายสถานที่ทำเนียบฯ เต้นรับหน่วยข่าวกรอง นัดทีมงานถกด่วนรับมือป้องกันน้ำท่วม 10.00 น. วันนี้ หลังมีแนวโน้มน้ำเข้าถึงกทม.ชั้นใน ชี้สัญญาณเตือนน้ำทะลักผ่านท่อแถว "ท่าพระจันทร์-ท่าช้าง-เทเวศร์"
       
       แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ฝ่ายสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล เตรียมเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วนในวันนี้ 20 ต.ค.นี้ ที่ห้อง 301 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือจากปัญหาอุทกภัย หลังมีแนวโน้มน้ำจะเข้ามายังพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะสถานที่สำคัญต่างๆที่อยู่ใกล้กับคูคลองใน กทม. และเนื่องจากทำเนียบรัฐบาลอยู่ติดกับคลองเปรมประชากร ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมในการป้องกัน และหลังจากได้ข้อสรุปแล้วจะมีการหารือร่วมกับทาง กทม. อีกครั้ง ที่จะต้องมีการขุดลอกท่อระบายน้ำต่างๆ เนื่องจากขณะนี้มีรายงานข่าวว่า น้ำทะลักเข้ามามาทางท่อระบายน้ำแล้ว แถวบริเวณท่าพระจันทร์ ท่าช้าง และเทเวศร์
       
       แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาลยังกล่าวด้วยว่า การประชุมของฝ่ายสถานที่และรักษาความปลอดภัยทำเนียบนั้น สืบเนื่องจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติได้มีการประชุมก่อนหน้านี้ และสั่งให้มีการเตรียมความพร้อมทุกด้านในการป้องกัน ขณะที่แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาล ระบุด้วยว่า ถือว่าน้ำเข้าพื้นที่ กทม.เร็วกว่าที่คาดไว้
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 09:43:33 AM »

น้ำทะลักเข้าถนนหน้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต รถติดยาว
 
  ชาวบ้านขวางการกั้นประตูน้ำพระอินทร์ ทำน้ำเอ่อท่วมริมคลอง 1 ก่อนทะลักเข้าถนนหน้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ทำรถติดยาวเหยียด
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สายด่วนกรมชลประทานแจ้งว่าขณะนี้ ได้ปล่อยน้ำลงคลอง1รังสิตแล้ว เนื่องจากชาวบ้านไม่ยอมให้กั้นน้ำตรง ประตูน้ำพระอินทร์ทำให้น้ำเริ่มเอ่อท่วมบริเวณริมคลอง 1 ไปจนถึงห้างเซียร์รังสิต โดยเฉพาะพื่นที่ลุ่มหรือบริเวณที่คันดินริมคลองรังสิตกั้นไม่อยู่ และคาดว่าจะค่อยๆ ท่วมเข้าหมู่บ้านแต่ไม่ใช่ลักษณะท่วมฉับพลัน
       
       ส่วนประตูน้ำจุฬาลงกรณ์บริเวณตลาดรังสิต ขณะนี้ยังรับน้ำไหวเพราะน้ำจากเหนือลดระดับลงแล้ว แต่หากประตูนี้ไม่สามารถกั้นน้ำได้น้ำจะเข้าท่วมเส้นรังสิตนครนายกและดอนเมืองทันที
       
       ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำที่บริเวณคลอง 1 รังสิต-นครนายก น้ำยังปริ่มคลอง 1 แต่บางส่วนเอ่อท่วมถนนหน้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ทำให้รถมุ่งหน้ารังสิต-นครนายก ติดตั้งแต่หน้าห้างยาวเยียดไปถึงคลอง 5
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 11:18:14 AM »

ปิดการจราจรถนนเลียบคลองประปามุ่งหน้าแจ้งวัฒนะ     โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2554 10:45 น. 

       ความเคลื่อนไหวล่าสุดบริเวณสี่แยกคลองประปา เจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้เร่งใช้รถแบ็กโฮขุดคลองเพื่อนำดินมาเสริมแนวคันกั้นน้ำ โดยจะสร้างคันดินตลอดช่วงถนนเลียบคลองประปา ถึง ถ.แจ้งวัฒนะ
        ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้ปิดถนนเลียบคลองประปา มุ่งหน้า ถ.แจ้งวัฒนะ แล้ว เนื่องจากน้ำได้ไหลเข้าท่วมผิวถนน รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 11:51:16 PM »

วันที่ 20 ตุลาคม 2554 22:55  'นิคมบางกะดี'แตกแล้ว!ท่วมเต็มพื้นที่ 47 โรงงาน      โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
น้ำได้ทะลักเข้า นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ไหลเข้าท่วมโรงงานเต็มพื้นที่จำนวน 47 โรงงานน้ำในคลองประปาได้เพิ่มระดับสูงมากทำให้น้ำไหลข้ามคันกั้น

เวลา 20.30 น. แนวกั้นน้ำในนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี ด้านติดคลองประปานคร นำได้เอ่อล้นข้ามแนวคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี และไหลเข้าท่วมโรงงานเต็มพื้นที่จำนวน 47 โรงงาน ส่วนแนวคันกั้นน้ำแตกนั้นสาเหตุมาจากน้ำในคลองประปาได้เพิ่มระดับสูงมากทำให้น้ำไหลข้ามคันกั้นอย่างรวดเร็วเป็นเหตุน้ำกัดเซาะคันจึงแตกเป็นแนวยาว ทางเจ้าหน้าที่โครงการได้เร่งเสริมคันกั้นน้ำแต่การกั้นน้ำไม่อยู่ทำให้แรงดันน้ำพัดพาปะทะเสาไฟหักไป 7 ต้น คนงานไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากโรงงานได้ปิดไปก่อนหน้านี้แล้วจะเหลือแต่คนงานที่คอยเสริมแนวคันกั้นน้ำกว่า 20 คน.

นายธวัชชัย อึ้งอัมพรวิไล นายกเทศบาลตำบลบางกะดี กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ กำลังขับรถออกจากจุดคันกั้นน้ำแตก จึงขับรถหนีออกมาตามถนนสายหลักในนิคมฯและพบเห็นเสาไฟเอนกำลังจะหักโค่นลงมาจึงขับรถหนีตั้งแต่ต้นที่ 2 จนถึงต้นที่ 7 ที่เสาไฟหักโค่นลง
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #30 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 11:54:34 PM »

วันที่ 20 ตุลาคม 2554 23:23   คำประกาศ!กทม.จุดเสี่ยง'ดอนเมือง-หลักสี่' อ่านคำประกาศ ชัดๆ ของกทม.ว่าด้วยพื้นที่เสี่ยงเขตดอนเมือง-หลักสี่ ย้ำอย่าตื่นตระหนก และขอให้ขนย้ายสิ่งของปลั๊กไฟฟ้าขึ้นบนที่สูง

 ตามที่ได้เกิด สถานการณ์น้ำจากคลองรังสิตไหลเข้าคลองประปาด้วยมวลน้ำจำนวนมากผ่านเข้าสู่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ทางด้านเขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ นั้น

        เนื่องจากสถานการณ์มวลน้ำที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ตามแนวคลองประปา คือ

        1.เขตดอนเมือง แขวงทุ่งสีกัน และแขวงดอนเมือง

        2.เขตหลักสี่ แขวงทุ่งสองห้อง

        กรุงเทพมหานคร จึงขอแจ้งสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบ ขอให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาของการประปานครหลวงและการช่วยเหลือของกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด อย่าตื่นตระหนก และขอให้ขนย้ายสิ่งของปลั๊กไฟฟ้าขึ้นบนที่สูง โดยจะรายงานหรือแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบต้องปฏิบัติประการใดเป็นระยะๆ

        ขอให้ประชาชนมั่นใจ กรุงเทพมหานครจะทำหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครอย่างสุดความสามารถ และได้สั่งการให้หน่วยงานกรุงเทพมหานครแก้ไขและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างเร่งด่วนแล้ว รวมทั้งการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว และได้แจ้งให้ศูนย์ปฏิบัติช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)ทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาโดยด่วนแล้วเช่นกัน ในการนี้กรุงเทพมหานครได้เตรียมแผนอพยพและช่วยเหลือประชาชนไว้แล้ว โดยสามารถเปิดดูได้ที่เว็บไซต์www.bangkok.go.th หรือ สอบถามได้ที่สำนักงานเขต หรือศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครหมายเลขโทรศัพท์ 1555

                จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #31 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 11:59:05 PM »


วันที่ 20 ตุลาคม 2554 18:31    'ปราโมทย์'ชี้ทางรอดปล่อยน้ำเข้ากทม.ชั้นใน

 "ปราโมทย์ ไม้กลัด"แนะทางรอดวิกฤติน้ำท่วม ผันนำออกสู่ตะวันออก และปล่อยให้ผ่านกทม.ชั้นในตามคลองต่างๆ อ้างหากกักปะทะไว้จะระเบิดสร้างปัญหาใหญ่

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ที่ปรึกษาผู้ว่าการกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ ช่อง 9 เมื่อช่วงเย็นนี้ว่า ทางออกแก้ปัญหาน้ำขณะนี้ คือการผันน้ำออกไปทางฝั่งตะวันออก และให้น้ำผ่านกรุงเทพชั้นใน ซึ่งต้องอธิบายให้ประชาชนได้ทราบว่า มีการควบคุมอย่างดี ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากยังยื้อกับน้ำกันแบบนี้ ผนังกั้นน้ำต่างๆก็จะรับไม่ไหว

เขาอธิบายว่า การระบายไปทางตะวันออก คือการระบายตั้งแต่ รังสิต คลองหกวา และสายไหม ขณะเดียวกันก็ให้ไหลผ่าน คลองแสนแสบ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองประเวส คลองสำโรง

"ตอนนี้เราต้องหาทางผ่อนคลาย อย่าให้เกิดการปะทะที่หกวา ดังนั้นควรปล่อยน้ำเข้ากทม.ชั้นใน แล้วกำกับควบคุมให้ชัดเจน ยิ่งหากฝนไม่ตก ก็ไม่ต้องกังวล หากชี้แจงว่าเราควบคุมได้ ประชาชนจะเข้าใจ  ตอนนี้เราต้องหาทางไปให้น้ำ ไปทางตะวันออกและผ่านกทม.ชั้นใน
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #32 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2011, 12:07:34 AM »

ศปภ.เล็งระเบิดทางรถไฟจ.นครปฐม เปิดทางน้ำลงทะเล  โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2554 23:31 น.
 
  ศปภ.รับมีแนวโน้มคุมน้ำไม่ได้ ขีดเส้น 7 วันอันตราย พร้อมเจาะทางรถไฟนครปฐม เปิดทางน้ำลงทะเลแก้วิกฤตเมืองกรุง สั่งเบรกน้ำจากเขื่อนสิริกิตติ์ เหตุหวั่นน้ำหนุนซ้ำเติมภาคกลาง ผนวกกับหากมีฝนตกเพิ่มจะทำให้ กทม.จม
       
       วันที่ 20 ต.ค. รายงานข่าวจากทีมวิชาการศปภ. เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ที่เข้าวิกฤตขยายพื้นที่ความเสียหายจนมาถึงเขตกทม. มีแนวโน้นที่สถานการณ์จะรุนแรงไม่สามารถควบน้ำได้ ทำให้ทีมวิชาการของศปภ. ได้หารือที่แนวคิดถึงการผันน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด โดยที่ที่ประชุมมีข้อเสนอหากสถานการณ์เข้าสู้ขั้นวิกฤตจริงภายใน 7 วัน จะต้องตัดสินทำการเปิดทางน้ำฝังตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยวิธีการเจาะช่องทางน้ำผ่านเส้นทางคมนาคมทั้งถนนหรือทางรถไฟ โดยเฉพาะทางรถไฟ ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การผันน้ำลงสู้ทะเลไปด้วยความล่าช้า ซึ่งจุดที่จะมีการเจาะทางรถไฟ คาดว่าจะอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า มีข่าวจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำขณะที่น่ากังวลคือน้ำหลากทางตอนเหนือ ที่ทำให้น้ำเข้ามาภายในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์ เป็นอย่างมาก ซึ่งทาง ศปภ.เป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อการผันน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจะซ้ำเติมพื้นที่ภาคกลางที่ต้องรับน้ำอยู่แล้ว ดังนั้น จึงได้ประสานไปยังประธานบอร์ดกฟผ.จำกัดมหาชน และ ผู้ว่ากฟผ.ให้ลดการปล่อยน้ำลงมาโดย เขื่อนสิริกิตติ์ได้หยุดการปล่อยน้ำแล้ว เหลือเพียงแต่เขื่อนภูมิพลที่ขอเปิดการระบายบางส่วน เนื่องจากมีน้ำเข้ามาจำนวนมาก อย่างไรก็ตามขณะนี้ ศปภ. ยังเฝ้าระวังมวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะเข้ามาจากทาง จ.นครสวรรค์ โดยประเมินว่าถ้ามีปริมาณฝนลงมาเพิ่มสมทบอีกจะทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร
 
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #33 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2011, 09:42:24 AM »

ผมว่าเรื่อง"เรือดันน้ำ"เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
ให้ปรัชญาชีวิตกับมนุษย์เราได้ดีว่า "สิ่งที่เราเห็น (perception) อยู่บนผิวน้ำ อาจไม่เพียงพอให้เราสรุปได้ว่า อะไรเป็นอะไรที่เกิดขึ้นจริง (reality) จนกว่าเราจะเข้าใจพฤติกรรมที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำได้แล้วเท่านั้น"
โดยคำขอของชัยวัฒน์ ผมขอเสนอความเห็นผมเพิ่มเติมเป็นข้อๆ เป็นภาษาไทย ดังนี้
1.   ปริมาณการไหลของมวลน้ำ (Flow Rate) ขึ้นกับระดับน้ำที่ต่างกันระหว่างต้นทางกับปลายทาง (ความต่างศักย์) และ พื้นที่หน้าตัดของช่องน้ำไหล (Q = vA; 1/2mv^2 = mgh)
2.   โดยธรรมชาติ ถ้าระดับต้นน้ำไม่สูงกว่าระดับปลายน้ำ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กำลังงานภายนอกผลักมวลน้ำออกไปโดยถาวร เพราะเมื่อมวลน้ำถูกผลักไปข้างหน้า ก็จะไปเพิ่มระดับน้ำทีี่ปลายทาง ทำให้ต้องใช้กำลังงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และหยุดใช้กำลังงานภายนอกเมื่อไหร่  น้ำก็จะไหลย้อนกลับมาทันที (ฟังดู ก็คล้ายๆเรื่องการเมืองอยู่นะ)
3.   ถ้าระดับต้นน้ำสูงกว่าปลายน้ำ โดยธรรมชาติ พลังงานศักย์จะถูกแปลงเป็นพลังงานจลน์ (1/2mv^2 = mgh) มวลน้ำทั้งก้อน จะเคลื่อนด้วยความเร็ว v ประกอบเป็นโมเมนตั้มมหาศาล (ถ้ากรณีไม่มีความต่างศักย์ และหวังจะใช้พลังงานกลในการขับเคลื่อนมวลน้ำขนาดเดียวกันด้วยความเร็วเดียวกัน เราจะต้องใช้กำลังงานขนาดไหน?)
4.   จุดประสงค์ของเรือดันน้ำ? เพื่อลดปริมาณน้ำที่ขังท่วมอยู่ในลุ่มน้ำภาคกลาง โดยต้องการเพิ่มความเร็วของมวลน้ำ (Flow Rate) ให้ไหลออกสู่ทะเลในช่วงที่น้ำทะเลกำลังลดระดับ จึงได้มีความคิดที่จะใช้พลังงานกลในการเพิ่มความเร็วน้ำ ถามว่า ทำได้หรือไม่? คำตอบคือ ทำได้ แต่ต้องใช้พลังงานกลที่มีกำลังงานสูงมากๆทำต่อมวลน้ำทั้งก้อน ให้เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น (กว่าการไหลโดยธรรมชาติ)อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้น จึงไม่น่าจะใช่เพียงอาศัยพลังงานกลจากแรงขับของเรือหางยาวบนผิวน้ำ
5.   การใช้พลังงานกลที่ได้จากเรือที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ขับดันน้ำไปข้างหน้าพร้อมๆกันเป็นหมู่ จะมีกำลังพอขับมวลน้ำไปข้างหน้าทั้งก้อนหรือไม่?  เพื่อให้เข้าใจ Scale ที่เกี่ยวข้อง สมมติว่า ก้อนน้ำ (water column in the cross-section of the river) นี้มีสภาพเป็นน้ำแข็ง จะมีมวลมหาศาลขนาดไหน และการเคลื่อนที่มันสัก 1 เมตร จะต้องใช้ "งาน"ขนาดไหน แต่เผอิญน้ำเป็นของไหล ที่คุณสมบัติต้านแรงเฉือนเป็นศูนย์ เราสามารถผลักดันมวลน้ำไปข้างหน้าแยกเป็นส่วนๆได้ แรงขับของเครื่องกลจะสามารถผลักมวลน้ำในส่วนที่ปะทะไปข้างหน้า และด้วยความต่อเนื่องและความฝืด (viscosity) ผิวน้ำที่ไหลไปข้างหน้าก็จะพามวลที่อยู่ใกล้เคียงไปด้วย ในขณะเดียวกันพลังงานจลน์ก็จะค่อยๆถูกซับหายไป
6.   พลังงานกลที่ใส่ไปบนระดับผิวน้ำ ในภาพใหญ่ ไม่ต่างจากลมที่พัดบนผิวน้ำทะเล จะดันพาน้ำกระเพื่อมไปข้างหน้าได้ระยะหนึ่ง  ก็จะไปปะทะกับมวลน้ำที่ไหลช้ากว่า ก็จะสะท้อนไหลม้วนกลับไปกลับมา เรียกว่า Elliptical Wave (ดูรูปเคลื่อนไหว สังเกต particle สีน้ำเงิน) เป็นเช่นนี้จนค่อยๆหมดพลังงานไป ดังนั้น อาจอธิบายว่า ผลของการใส่พลังงานกล (water propellers) บนบริเวณชั้นผิวของแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดคลื่นผิวน้ำ เป็น local effect อยู่บนกระแสน้ำที่ (มวลน้ำทั้งก้อน)ที่ไหลไปโดยธรรมชาติอยู่แล้วด้วยความต่างศักย์
7.   หลายคนพูดถึงการทดสอบของกรมชลประทาน ที่ได้นำเรื่องหลักการการใช้เรือผลักน้ำมาทดลองกับคลองขนาดเล็ก ในกรณีนั้น อาจได้ผลอยู่บ้าง ถ้าใช้เรือแถวกระดานเรียงหนึ่งขับน้ำพร้อมๆกัน ที่ได้ผลเพราะคลองเหล่านี้มีความลึกไม่มาก การผลักชั้นน้ำที่ผิวก็สามารถพามวลน้ำส่วนล่างทั้งหมดเคลื่อนไปด้วยความหนืด หลังจากนั้น ก็ปล่อยให้น้ำไหลไปตามความต่างศักย์
8.   แต่การจะใช้วิธีเดียวกันนี้กับแม่น้ำเจ้าพระยา คงไม่ได้ผล เพราะพื้นที่หน้าตัดเจ้าพระยากว้างและลึกกว่าคลองมาก ก่อนอื่น เราต้องไม่หลง scale เราลองเปรียบเทียบขนาดของพื้นที่ใบพัดเรือ กับ หน้าตัดของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อเทียบกันแล้ว ลองถามตัวเองว่า เรือลำเล็กๆอยู่เหนือน้ำลำหนึ่งจะสามารถขับพลังงานกลมากขนาดไหน จึงดันมวลน้ำทั้งพื้นที่หน้าตัดให้เคลื่อนที่เพิ่มจากความเร็วโดยธรรมชาติได้อย่างมีนัยยะสำคัญได้ อาจดันได้บ้างก็แค่ water layer บริเวณผิว แต่ไปไม่ไกลก็ต้องหมดแรงลง
 
ดร.วรศักดิ์
อดีตคณบดีวิศวะฯสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #34 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2011, 11:19:47 AM »

น้ำคลองประชาเอ่อท่วมมาบนถนน
 
  น้ำเริ่มเอ่อล้นคลองประปา ทำถนนแยกคลองประปาถึงหน้าศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ-ถ.นาวง ดอนเมืองน้ำสูกว่า 20 ซม.แล้ว ระดับน้ำยังสูงขึ้นต่อเนื่องจนเกือบเลยฟุตบาธ รถเล็กผ่านลำบาก แต่ยังสัญจรได้
       
       วันนี้ (21 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำที่เอ่อล้นออกจากคลองประปาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถนนตั้งแต่แยกคลองประปาจนถึงหน้าศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ขณะนี้อยู่ระดับสูงกว่า 20 ซม. กระแสน้ำที่ค่อนข้างไหลเร็วและแรงผ่านตามท่อและตามถนน ยังได้ไหลท่วมเข้าบ้านเรือนทั้งสองฝั่งที่อยู่บริเวณคลองประปาบนถนนนาวงประชาพัฒนา ย่านดอนเมือง โดยระดับน้ำขณะนี้สูงถึงหัวเข่า รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้แล้ว
       
       ด้าน พ.ต.ท.บดินทร์ ผาสุข รอง ผกก.จร.สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า สถานการณ์การจราจรล่าสุด บริเวณรอบถนนริมคลองประปาตัดถนนแจ้งวัฒนะ เริ่มมีน้ำท่วมสูงขึ้นเสมอฟุตปาธแล้ว หลังน้ำได้ทะลักล้นจากคลองประปาขึ้นมาเรื่อยๆ และเอ่อท่วมขึ้นบนถนนแจ้งวัฒนะ หน้าศูนย์ราชการอีกด้วย ทำให้รถเล็กผ่านไปค่อนข้างลำบากมาก เนื่องจากทางฝั่งนครปากเกร็ดได้ทำคันกั้นน้ำไว้สูงกว่า 1.50 เมตร แต่ฝั่ง กทม.ยังไม่มีเขื่อนน้ำ จึงทะลักออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการจราจรขณะนี้ยังสัญจรได้อยู่ เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้รถว่าหากจะกลับรถก็สามารถทำได้ทันที คาดว่าอีกสักพักการจราจรอาจวิกฤตแน่หากระดับน้ำยังคงสูงต่อเนื่อง
 
 
 
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #35 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2011, 04:27:11 PM »

น้ำจากบางบัวทองบ่าเข้าท่วมบางใหญ่แล้ว โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2554 12:54 น.

       สถานการณ์น้ำล่าสุดที่บางบัวทองในวันนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลง โดยขณะนี้ยังมีประชาชนที่ติดอยู่ภายในพื้นที่อีกมาก ซึ่งในวันนี้กำลังทหารจากกองทัพบกจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือเพื่ออพยพประชาชนออกจากพื้นที่
        อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำเช้าวันนี้ที่บางบัวทองไหลบ่าเข้าท่วมบางบัวใหญ่แล้ว ส่งผลให้ถนนสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ไม่สามารถสัญจรได้ โดยเฉพาะฝั่งขาเข้าที่ขณะนี้น้ำท่วมสูงกว่า 80 เซนติเมตร ขณะที่ฝั่งขาออกบริเวณหน้าตลาดบางใหญ่ น้ำท่วมสูงเกือบ 50 เซนติเมตร แต่หากเข้าไปถึงบริเวณหมู่บ้านบางบัวทอง และวัดลาดปลาดุก ระดับน้ำท่วมสูงถึง 80 เซนติเมตร รถเล็กและรถใหญ่ไม่สามารถสัญจรได้ ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างมาก
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #36 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2011, 04:30:15 PM »

ปิดถ.พหลโยธินก่อนขึ้นสะพานข้ามคลองรังสิตห้ามรถเล็กผ่าน โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2554 16:18 น.
     
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการรณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ล่าสุด ถนนพหลโยธิน ที่จะมุ่งหน้าไปสายเหนือและอีสาน ก่อนขึ้นสะพานข้ามคลองรังสิต เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำแผงเหล็กมาวางกั้น เพื่อปิดเส้นทางไม่ให้รถเล็กผ่าน เนื่องจากระดับน้ำทั้งในช่องทางสวน และทางขนาน มีปริมาณน้ำสูง
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #37 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2011, 01:03:28 PM »

วันที่ 22 ตุลาคม 2554 12:40เปิดแผนที่ศปภ.กทม.เขตไหนสูง-ต่ำ'เช็คสภาพระดับน้ำท่วม โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุชัดเจนผ่านรายการ'รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน'เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ต.ค.ชัดเจนว่าจะให้ กทม.เป็นพื้นที่รับน้ำและเป็นทางผ่านลงทะเล ด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแผนไปจากก่อนโดยก่อนหน้านี้รัฐบาล หวังจะผลักดันให้น้ำออกไปทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก แต่เนื่องจากทั้งสองฝั่งระบายน้ำทำได้ช้า เพราะมีถนนหลายเส้นขวางทางน้ำ บวกกับประตูกั้นน้ำไม่สามารถต้านทานแรงน้ำที่มหาศาลได้ ทำให้ต้องปรับแผนหันมาใช้พื้นที่กทม.ใช้ในเป็นทางผ่านน้ำด้วย

 จากแผนที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ซึ่งเปรียบเทียบจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พบว่าเขตคลองสามวา อยู่ในกลุ่มที่มีระดับต่ำกว่าน้ำทะเล รวมไปถึง บางกะปิ สวนหลวง ลาดกระบัง ประเวศ พระโขนง บางนา บึงกุม มีนบุรี หนองจอก ก็อยู่เหนือระดับน้ำทะเลไม่มากนัก ซึ่งจะสุ่มเสี่ยงน้ำท่วมขังหาก รัฐบาลไม่สามารถรักษาระดับระบายน้ำได้อย่างเหมาะสม

เช่นเดียวกับฝั่งตะวันตก ตลิ่งชั่น บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ บางแค ธนบุรี ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนักวิชาการหลายท่านมีการประเมินเบื้องต้นว่า ระดับน้ำหากเข้ากทม.ชั้นใน หากมีจัดการที่ดี ก็น่าจะอยู่ประมาณ 0.5-1.0 เมตร


keep business area in Bk by dig deeper canals east & west also ask Japan send 100 big water pumps after China sent 50pumps today to support flow to river to ocean, is it better than flood damage in BK or not?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 23, 2011, 12:03:49 AM โดย chai » บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #38 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2011, 12:11:14 AM »

บางใหญ่ระทม! น้ำจมตลาด รถไฟฟ้าหยุดสร้าง   โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2554 21:37 น. Share74

   ตลาดบางใหญ่อ่วม! น้ำทะลักจมหมู่บ้านหลายพัน ต่อจากหมู่บ้านบัวทอง รถไฟฟ้าสายสีม่วงชะงักหยุดก่อสร้างชั่วคราว
       
       วันนี้ (22 ต.ค.) ที่อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจในพื้นที่ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ต.เสาธงหิน ซึ่งเป็นตลาดสดขนาดใหญ่ของพื้นที่ จ.นนทบุรี พบว่าขณะนี้น้ำได้ท่วมในตลาดและหมู่บ้านจัดสรรบางใหญ่ซิตี้กว่าหลายพันหลังคาเรือนหมดแล้ว เช่นเดียวกับหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ถูกน้ำท่วมลึกกว่า 1 เมตร นอกจากนี้น้ำได้เอ่อล้นทะลักท่วม ถ.ตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี ทั้งขาเข้า และขาออก จนไม่สามารถใช้การได้ รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงก็ต้องยุติลงชั่วคราวไปโดยปริยาย ส่วนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่รวมทั้งร้านสะดวกซื้อก็พากันปิดให้บริการแล้ว ขณะที่หมู่บ้านบัวทอง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานที่ก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วง ก็จมอยู่ใต้กระแสน้ำแล้วตั้งแต่เมื่อวานซืนนี้ อย่างไรก็ตามพื้นที่บางใหญ่ถือเป็นพื้นที่หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่แห่งที่ 5 ที่ถูกกระแสน้ำเหนือเข้าถล่มบน ถ.กาญจนาภิเษก ต่อจากหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ใน ต.บางบัวทอง ,ต.พิมลราช ,ซ.วัดลาดปลาดุก รวมทั้งฝั่งตรงข้าม และต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง ตามลำดับ
 
สภาพถ.ตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี ที่มีผืนน้ำรายล้อม
บันทึกการเข้า
chai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,837


« ตอบ #39 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2011, 12:20:11 AM »

“มทส”โคราชส่ง“เรือปีบทอง”ช่วยน้ำท่วม – แนะวิธี“ห่อรถ”หนีจมน้ำสุดเจ๋ง
 
ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- “มทส”โคราชส่ง “เรือน้ำใจปีบทอง” เรือต้นแบบ 78 ลำ ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยน้ำท่วมภาคกลาง เผยเป็นเรือสร้างเองได้ง่ายมีประสิทธิภาพการใช้งานยอดเยี่ยม พร้อมแนะวิธีป้องกันรถยนต์หนีน้ำท่วมและไม่มีที่จอดสุดเจ๋งใช้ตาข่ายและผ้าใบห่อรถลอยน้ำ ชี้ต้นทุนต่ำทำได้ด้วยตัวเอง
       
       วันนี้ (22 ต.ค.54) ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส) อ.เมือง จ. นครราชสีมา ดร.รังสรรค์ วงษ์สรรค์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พร้อมนักศึกษา สาขา วิชาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 4 ได้ร่วมกันมอบ “เรือน้ำใจปีบทอง” ซึ่งเป็นเรือต้นแบบ รวม 78 ลำ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคกลาง โดยมอบผ่านศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ( ศปภ.) ซึ่งจะได้นำไปกระจายให้กับหน่วยงานต่าง ๆ นำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยต่อไป
       
       นายวัฒนา เพชรนอก นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 4 มทส หนึ่งในทีมสร้างเรือน้ำใจปีบทอง กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อนนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้ร่วมกันสร้างเรือผ้าใบที่สามารถทำขึ้นเองได้โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย มีเพียงเหล็กเส้น ผ้าใบรถบรรทุก หรือใช้ป้ายโฆษณาไวนิลที่มีอยู่ทั่วไปก็ได้ โดยเหล็กที่ใช้มี 3 ชนิด คือ เหล็ก 2 หุน 3 หุน และ 4 หุน ทำเป็นโครงเรือ ใช้ลวดมัดจุดเชื่อมต่อแล้วพันด้วยยางให้ยึดแน่น จากนั้นใช้ผ้าใบขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร เจาะตาไก่ร้อยเชือกผูกกับโครงเรือ ใช้เวลาในการประกอบเรือเพียง 2-3 ชั่วโมง
       
       โดยเรือที่สร้างนี้สามารถนำไปขนย้ายผู้ป่วยหรือคนชรา บรรทุกสิ่งของหนีน้ำขนอาหาร น้ำดื่มเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมได้ดีสามารถรับน้ำหนักได้ประมาณ 400 กิโลกรัม จะใช้ไม้พายช่วยพายหรือหากระดับน้ำไม่ลึกมาก ก็ลากจูงได้ ซึ่งเรือลำนี้เป็นต้นแบบที่สร้างขึ้นมา ด้วยต้นทุนประมาณ 2,000 บาทต่อลำเท่านั้น
       
       “หากผู้ที่สนใจจะสร้าง เรือน้ำใจปีบทอง ไว้ใช้สามารถติดต่อขอข้อมูลรายละเอียด ได้ที่ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ 0-4422-4410-1,08-9284-6920” นายวัฒนา กล่าว
       
       ด้าน ดร.รังสรรค์ วงษ์สวรรค์ รองอธิการบดี มทส กล่าวว่า นอกจากการมอบเรือน้ำใจปีบทองให้กับ ศปภ.แล้ว ทาง มทส โดยอาจารย์และนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มทส นำโดย รศ. ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์ (เจ้าของความคิดประดิษฐ์เรือน้ำใจปีบทอง) และ อ.ธีทัต ดลวิชัย สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ยังได้คิดค้นวิธีการป้องกันรถยนต์จากน้ำท่วมด้วย โดยทำให้รถยนต์ลอยน้ำได้ด้วยตาข่ายและผ้าใบ ซึ่งบางคนจำเป็นต้องจอดรถไว้ในบ้านเพราะไม่มีที่จอด สุดท้ายต้องถูกน้ำท่วมเสียหายเสียเงินค่าซ่อมเป็นจำนวนมาก หรือหากนำไปจอดไว้ในที่ไม่ปลอดภัยอาจถูกงัดแงะโจรกรรมได้ ฉะนั้นวิธีการป้องกันที่คิดค้นโดยกลุ่มนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ของ มหาวิทยาลัยฯ ใช้เงินลงทุนไม่มากไม่เกิน 5,000 บาท และทำได้ง่ายด้วยตัวเอง วิธีการคือ ต้องจัดหาวัสดุที่จะนำมาห่อก่อน คือ ตาข่าย , ผ้าใบชนิดหนาพิเศษขนาด 4X7 เมตร 1 ผืน พร้อมเจาะตาไก่ และ เชือกสำหรับมัด
       
       จากนั้นเริ่มต้นด้วยการนำตาข่าย ซึ่งตัดให้ใหญ่จนสามารห่อตัวรถได้ทั้งหมด แล้วนำมาหุ้มรถยนต์และใช้เชือกร้อยรัดให้แน่นห่อตัวรถทั้งหมด ก่อนนำผ้าใบที่เตรียมไว้มาหุ้มอีกชั้นไม่จำเป็นต้องมัดแน่นมาก เพียงแค่นี้รถยนต์ก็สามารถลอยน้ำได้เมื่อเกิดน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตร (ซม.)ขึ้นไป โดยผ้าใบและตาข่ายจะทำหน้าที่รับน้ำหนักรถที่ล้อทั้งสี่ล้อ แล้วกระจายเฉลี่ยไปยังตาข่ายด้านใน ผ้าใบและตาข่ายจะไม่ฉีกขาด และรับน้ำหนักรถให้รถลอยน้ำได้ทั้งคัน
 
  ตกใจ ตกใจ
วันที่ 22 ตุลาคม 2554 23:12 "กลุ่มทีม"เตือนน้ำทุ่งเจ้าพระยายังมีอีกอื้อระวังคันกั้นพัง  โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

  กลุ่มบริษัททีม เตือนปริมาณน้ำจากทุ่งเจ้าพระยายังมีมากกว่า 12,000 ล้านลบ.ม. หากระบายงสู่ทะเลไม่ได้มากกว่านี้จะส่งผลทำให้พนังกั้นน้ำพัง

กลุ่มบริษัททีม เปิดเผยว่า  สถานะการณ์น้ำท่วมภาคกลางยังไม่ดีขึ้น แม้ระดับน้ำที่อยุธยา จะลดลง 2 ซม. และระดับน้ำที่บางไทรเริ่มคงที่ ทั้งนี้จากปริมาณน้ำในทุ่งเจ้าพระยาที่ยังมีมากกว่า 12,000 ล้านลบ.ม. เปรียบเสมือนมีอ่างเก็บน้าเขื่อนภูมิพลอีก 1 อ่าง อยู่ที่บางไทรและปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ทุ่งเจ้าพระยา แม้จะลดลงแต่ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำที่สามารถระบายลงสู่ทะเลได้


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. มีน้ำไหลเข้าสู่ทุ่งเจ้าพระยาวันละ 419 ล้านลบ.ม.  ในขณะที่สามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลทั้งที่ปากแม่น้าเจ้าพระยา ท่าจีน และทางทุ่งและคลองฝั่งตะวันออกรวมทั้งสิ้นได้วันละ 403 ล้านลบ.ม. ทำให้มีน้ำเหลือสะสมเพิ่มเติมในทุ่งเจ้าพระยาอีกวันละ 16 ล้านลบ.ม. จึงทำให้ระดับน้ำในทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ นครชัยศรี บางเลน บางใหญ่ เมืองนนทบุรี ปากเกร็ด ลาดหลุมแก้ว เมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี สายไหม ลาลูกกา หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง บางเสาธง และบางบ่อ

ดังนั้น หากไม่สามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้มากกว่านี้ จะมีผลทำให้พนังกั้นน้ำที่อ่อนแอกว่าพังลง น้ำจะไหลพุ่งเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น และพนังกั้นน้ำที่ไม่แข็งแรงหรือความสูงไม่เพียงพอ ก็จะพังลงเรื่อยๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 23, 2011, 12:29:07 AM โดย chai » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!