|
chai
|
 |
« ตอบ #320 เมื่อ: มกราคม 04, 2012, 04:05:51 PM » |
|
ผังเมืองกทม.เล็งรื้อคูคลอง อสังหาฯปรับแผนรับมือน้ำ
มหาอุทกภัยในเดือนต.ค.-พ.ย. 2554 ได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่และทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านจัดสรรทำเลรอบนอกกทม. กลายเป็นหมู่บ้านจมน้ำ ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มมองหาโอกาสและทางออกธุรกิจนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง "โอกาสธุรกิจอสังหาฯ หลังมหาอุทกภัย" โดยเชิญวิทยากรจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งภาคเอกชน นักธุรกิจ นักวิชาการ และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ หลายคนมองตรงกันว่า โอกาสในธุรกิจนี้ยังมีแต่ต้องมีการปรับตัวที่เหมาะสมและทันท่วงที
ผังเมืองกทม.เล็งรื้อคูคลองระบายน้ำ ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในช่วงที่ทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ยังไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นแล้ว สำนักผังเมืองกทม.อาจทบทวนการแก้ไขผังเมืองฉบับใหม่นี้ ให้สอดคล้องกับการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในภาพรวมของกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จากเดิมผังเมืองพยายามผลักดันชุมชนสู่ชานเมืองโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ทั้งเขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน แต่น้ำท่วมที่ผ่านมาทำเลดังกล่าวได้รับผลกระทบหนัก จึงต้องมาทบทวนกันว่า แนวผังเมืองใหม่อาจต้องใช้ระบบวิศวกรรมเข้ามาช่วย ในการปรับเพิ่มโครงข่ายคูคลอง เพิ่มระบบสาธารณูปโภค ระบบระบายน้ำแนวเหนือใต้ เช่น คลองทวีวัฒนา และในบางพื้นที่ เช่น เขตบางขุนเทียน อาจต้องสงวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย
นอกจากนี้อาจต้องนำหลัก HUD : Housing and Urban Development การพัฒนาเมืองของสหรัฐอเมริกา มาเป็นแนวทางในการปรับแก้ผังเมือง เพื่อสร้างแนวทางที่เข้มแข็งในการเป็นชุมชนเมือง ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต
วสท.แนะ“เอชยูดี”แก้อสังหาฯ นายธีรธร ธาราไชย ตัวแทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกต่างประสบภัยพิบัติเมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว พื้นที่ในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐอเมริกา บริสเบน ของออสเตรเลีย จะมีการนำแผนพัฒนาเมืองของสหรัฐ หรือ HUD มาใช้เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน โดยแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบองค์รวม หากแก้ไขปัญหาถูกต้องตรงจุด จะถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั่วโลกใช้เวลา 6 เดือนถึง 3 ปี ภาคธุรกิจจึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ที่ผ่านมาผู้คนคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจในการตั้งที่อยู่อาศัยมากกว่าเรื่องน้ำท่วม ทำให้เมืองไปตั้งอยู่ในที่ลุ่ม กรณีกรุงเทพฯ ถือเป็นเมกะซิตี้ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 10 ล้านคน เมื่อเกิดการขยายตัวจึงรุกล้ำไปยังพื้นที่ฟลัดเวย์ หรือแนวระบายน้ำจึงประสบปัญหาน้ำท่วม
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังจากนี้ ระบบสาธารณูปโภคจะเข้ามาเป็นปัจจัยหลัก ในการพิจารณาแหล่งที่อยู่อาศัย คำถามคือระบบสาธารณูปโภคพร้อมต่อการขยายเขตชุมชนที่อยู่อาศัยหรือไม่ การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แล้วใครเป็นคนจ่าย ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ซื้อบ้าน หากเป็นผู้ซื้อบ้าน แน่นอนว่าในเขตเมืองคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถอยู่ได้แน่ "อย่าให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมเป็นไฟไหม้ฟาง ไม่ท่วมก็เลิก เราต้องลงทุนเพื่อป้องกัน ถ้าไม่ลงทุนก็เหมือนบ้านไม่มีสายดิน" นายธีรธร ย้ำ
น้ำท่วมฉุดอสังหาฯ ปีนี้ติดลบ 7% นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากไตรมาส 4 ปีนี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลหดตัวจากไตรมาสที่ 3 ถึง 50% ภาพรวมยอดขาย (พรีเซล) ทั้งปีมีมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท หดตัวจากปีที่แล้วซึ่งมีมูลค่า 2.79 แสนล้านบาท หรือลดลง 7% ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์หดตัวในทุกทำเล ทั้งทำเลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและไม่ท่วม
หากแยกพิจารณาเป็นรายตลาดจะพบว่า ทาวน์เฮ้าส์ใน 3 ไตรมาสแรกเติบโตต่อเนื่อง แต่ในไตรมาส 4 หดตัวจากไตรมาส 3 ถึง 70% เช่นเดียวกับ "บ้านเดี่ยว" ซึ่งปีนี้ที่เติบโตมาต่อเนื่อง 3 ไตรมาสรวมกันมูลค่ารวม 6.3 หมื่นล้านบาท แต่ในไตรมาส 4 หดตัว 30% พรีเซล ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ทำให้ภาพรวมทั้งปีตลาดบ้านเดี่ยวไม่โต ส่วน "คอนโด" ภาพรวมทั้งปีหดตัวไม่มากเหมือนทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวเนื่องจากมีความต้องการจริงอยู่บ้าง จากเดิมคาดการณ์เติบโตไว้ที่ 10% แต่พบว่าหดตัวลงราว 7%
ลูกค้าตลาดล่างไม่ทิ้งดาวน์ นายประเสริฐ กล่าวว่าปัจจุบันพอร์ตสินค้าขายแล้วรอโอน (Backlog) ของพฤกษามีมูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาท ครึ่งหนึ่งเป็นคอนโด ที่เหลือเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ขณะนี้สัญญาณที่ดี คือ ลูกค้าระดับกลางล่าง ที่เป็นแบกลอกประเภททาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวในเขตน้ำท่วมราว 70-80% ยืนยันไม่ทิ้งดาวน์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความต้องการแท้จริง (เรียลดีมานด์) โรงงานที่ทำงานไม่ย้ายฐาน ไม่มีทางเลือก หลังจากก่อนหน้านี้มีลูกค้ายกเลิก 10-15% ลังเล 20-25%
"ขอเพียงให้รัฐบาลออกมาตรการปล่อยสินเชื่อรายย่อย (Post Finance) ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่เกี่ยงดอกเบี้ย โดยธนาคารรัฐ ทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน ควรเป็นหัวหอกในการนำร่องมาตรการดังกล่าว เพื่อฟื้นฟูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" นายประเสริฐ กล่าวและว่า สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการจะต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
“การซื้อบ้านเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล อีกทั้ง คนไทยมีนิสัยชอบตาม หากผู้ประกอบการ โชว์ยอดพรีเซลที่ดีขึ้นหลังทำการตลาดแล้ว เชื่อว่ากลุ่มที่ยังลังเลจะมีความมั่นใจมากขึ้น และหันมาจองบ้านอีกครั้ง” ผู้บริหารพฤกษาฯ กล่าวและว่า สำหรับประเด็น การปรับพอร์ตทำตึกสูงมาชดเชยตลาด ต้องรอดูอีกครั้งเนื่องจากการย้ายพอร์ตต้องย่อยของเก่าให้หมดก่อน และการทำอาคารสูงไม่ง่ายเพราะเงินลงทุนจะจมไปกว่า 2 ปี
นายกจัดสรรติงรัฐแก้ปัญหาน้ำผิด นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ช่วงที่เกิดวิกฤติอุทกภัย มีคนพูดกันมากว่าทำไมบริเวณฟลัดเวย์น้ำไม่ท่วม สาเหตุเป็นเพราะน้ำมาไม่ถึง ภาครัฐมีเรือดันน้ำ แต่เรือดันน้ำเปิด 8 โมง กลางคืนปิดไม่ทำงาน เพราะไม่มีคนเฝ้า ปัญหานี้เกิดจากการที่ภาครัฐใช้จิตอาสาในการเฝ้า ไม่ได้ลงทุนจ้างคนมาดูแลอย่างจริงจัง แม้จะมีเครื่องสูบน้ำเป็นร้อยเครื่อง แต่เมื่อไม่มีน้ำให้สูบ
ปัญหาเรื่องคูคลองก็เป็นปัญหาสำคัญ ที่ภาครัฐต้องกลับมาทบทวน เพราะในสมัยที่มีการขุดคูคลอง จุดมุ่งหมายคือขุดคูคลองเพื่อเก็บกักน้ำไว้ทำการเกษตร ไม่ได้ออกแบบเพื่อให้ระบายน้ำลงทะเลได้เร็ว คูคลองในปัจจุบัน จึงตั้งอยู่ในลักษณะขวางทางน้ำ ขณะที่สภาพบ้านเมืองในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการออกมากล่าวว่า จะแก้ปัญหาน้ำในอนาคตด้วยการสร้างถนนตัดใหม่ ให้สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 3 เมตร วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะยิ่งขวางทางน้ำให้ระบายลงทะเลยากกว่าเดิม
นอกจากนี้ เรื่องการยืดอายุบังคับใช้ผังเมืองจากเดิม 5 ปี เป็น 10 ปี ก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะผังเมืองเป็นตัวกำหนดทิศทางการเจริญเติบโตของเมือง ปัจจุบันผังเมืองมีอายุ 5 ปี และต่อได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี ทำให้ผังเมืองแต่ละฉบับมีอายุบังคับใช้ 7 ปีมาตลอดอยู่แล้ว การยืดอายุจะทำให้ข้าราชการยิ่งปล่อยปละละเลยกับปัญหาทางกายภาพของเมือง เมืองในพื้นที่สีแดงและสีที่ก่อสร้างได้จะเติบโตเร็วโดยไม่มีตัวควบคุม จะเกิดปัญหาตามมาอีกมาก
"สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นมากที่สุด คือวิธีการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนของรัฐบาล แต่ล่าสุดรัฐบาลออกมาประกาศให้เงินกู้ 2 หมื่นล้านบาทดอกเบี้ยต่ำ เป็นสัญญาณหรือไม่ว่ารัฐบาลจะไม่ทำอะไร ไม่แก้ปัญหาไม่ป้องกัน ปล่อยให้เอกชนป้องกันตัวเอง" นายอิสระ กล่าว
โครงการปรับตัว-ผู้ซื้อเหมือนเดิม ในอนาคต ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าผู้บริโภค ผู้ประกอบการหลายราย จะขยายจากการทำบ้านแนวราบไปสู่แนวสูง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นบ้างแล้ว อีกทั้งจะเร่งขยายทำเลเพื่อกระจายความเสี่ยง ผู้ที่มีที่ดินอยู่ในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ก็จะเร่งพัฒนาและเร่งขายโครงการของตัวเอง ขณะที่ผู้บริโภคจะมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากเดิมนัก เพราะว่าคอนโดไม่รองรับกับการอยู่อาศัยแบบครอบครัว อีกทั้งมีราคาสูงตารางเมตรละ 7 หมื่น-1 แสนบาท ถิ่นที่ทำงานก็เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่มากจึงน่าจะยังอยู่ในบ้านแนวราบทำเลเดิม
ภาพรวมทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคในอนาคต จะดูทำเลที่เหมาะสมจากนโยบายการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล เมื่อรัฐมีทิศทางที่ชัดเจน การตัดสินใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคก็จะง่ายขึ้น "ถ้าภาครัฐไม่มีการป้องกันที่ดี ครั้งหน้าอาจจะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งอย่างที่เห็น แต่อาจจะเป็นจลาจล" นายอิสระ ย้ำ
อพาร์ตเมนต์เช่าจ่อบูมแทนคอนโด นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า อนาคตโอกาสของตลาดคอนโดในเมืองจะหมดไป เนื่องจากผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ที่กำลังจะออกมาในปี 2555 หรือ 2556 คุมกำเนิดการพัฒนาคอนโด ด้วยข้อกำหนดความกว้างของถนน ผู้จะทำคอนโดในอนาคตต้องมีเงินทุนอย่างน้อย 700-800 ล้านบาทเพื่อให้ซื้อที่ดิน ทำให้การลงทุนต้องใช้เงินจำนวนมาก ตลาดคอนโดจะกลายเป็นตลาดผูกขาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่
"อนาคตผู้บริโภครายได้ย่อย ที่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองจะไม่สามารถอยู่คอนโดได้ เพราะถ้าจะอยู่แบบครอบครัวต้องมีคอนโด 3 ห้องนอน ซึ่งราคาต้อง 5-6 ล้านบาทขึ้นไป ผู้บริโภคจึงต้องเช่าอยู่เท่านั้น ไม่มีทางซื้อได้ ต่อจากนี้เป็นโอกาสของอพาร์ตเมนต์เช่า จะมาทดแทนคอนโดราคาไม่เกิน 2 ล้าน" นายธำรง กล่าว
อนาคตตลาดอสังหาฯ ยังขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเมื่อเดือนมิ.ย. ที่พรรคเพื่อไทยประกาศจะทำนโยบายบ้านหลังแรก ช่วงนั้นผู้บริโภคก็ชะลอการซื้อบ้านลง พอได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดนโยบายไปมา ผู้บริโภคก็รอดูอีก 2-3 เดือน พอพ้นช่วงรอมาก็ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ตอนนี้ผู้ประกอบการรายย่อยขาดรายได้ มาตั้งแต่เดือนมิ.ย. ถึงปัจจุบัน ไม่ได้ประสบแต่ปัญหาน้ำท่วม แต่ประสบปัญหาหนี้ท่วม จากการขาดสภาพคล่องทางการเงินด้วย "รัฐบางต้องประกาศให้ชัดว่า ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน" นายธำรง กล่าว
คาดดีมานด์ฟื้นในครึ่งปีแรก นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้ตลาดอสังหาฯ โกลาหลมาก ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรบางรายถูกยกเลิกจองไปถึง 80% จากภาวะตลาดช็อก ขณะที่ตลาดเช่าที่อยู่อาศัยและตลาดสำนักงานให้เช่า โดยเฉพาะที่เป็นเซอร์วิส ออฟฟิศมีความต้องการมากอย่างผิดปกติ
กรณีราคาที่อยู่อาศัย เชื่อว่าหลังจากนี้ผู้ประกอบการไม่น่าจะปรับลดราคาบ้านลง เพราะต่อให้บ้านราคา 5 ล้านบาท ลดราคาไป 1 ล้านบาท ผู้บริโภคก็น่าจะยังไม่ซื้ออยู่ดี เนื่องจากผู้บริโภคต้องนำเงินไปใช้สอยเรื่องอื่น เช่น ซ่อมแซมบ้าน ป้องกันบ้าน ซื้อเครื่องเรือนเครื่องใช้อื่นมาทดแทนที่เสียไป
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2012, 12:23:03 PM โดย chai »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #321 เมื่อ: มกราคม 04, 2012, 04:09:52 PM » |
|
วันที่ 4 มกราคม 2555 14:46 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เตรียมฟ้อง! สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เตรียมฟ้องศาลปกครอง ยกเลิกใช้ไฟฟรี อ้างผลักภาระให้ประชาชน-ผู้ประกอบการ แจงไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ ขัด รธน. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 5 ม.ค.) เวลา 10.00 น. ตนจะเดินทางไปศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นฟ้อง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) , คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ,คณะรัฐมนตรี (ครม.) , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กรณีที่ร่วมกันมีมติให้ผู้ด้อยโอกาส ใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยต่อเดือนและภายหลังมีมติปรับลดเหลือ 50 หน่วยต่อเดือน
ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นการผลักภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี ไปให้ประชาชนทุกครัวเรือน ผู้ประกอบการขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ ทุกราย ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 90 หน่วยหรือเกิน 50 หน่วย ให้ร่วมรับผิดชอบต่อค่าไฟฟ้าฟรีดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ขัดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 30 และขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน 2550 มาตรา 7 (4) โดยชัดแจ้ง ซึ่งการฟ้องครั้งนี้สมาคม ฯ ร่วมกับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นนิติบุคคล 2 ราย และประชาชน ยื่นฟ้อง ครม.กับพวก เพื่อขอให้ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนมติ กพช. , กกพ. และครม.ดังกล่าว
นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า เจตนาในการฟ้องคดีครั้งนี้เนื่องจากเราเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งนโยบายให้ผู้ด้อยโอกาสใช้ไฟฟ้าฟรี เป็นเรื่องที่ดี แต่การผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟเกิน 90 และ 50 หน่วยต้องรับผิดชอบค่าใช้ไฟฟ้าส่วนนี้ไม่เป็นธรรม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #322 เมื่อ: มกราคม 04, 2012, 05:43:27 PM » |
|
“สิงคโปร์” เตรียมหั่น “เงินเดือนรัฐมนตรี” ลงอย่างน้อย 1 ใน 3 เอเอฟพี/ทูเดย์ออนไลน์ - สิงคโปร์เตรียมปรับลดเงินเดือนรัฐมนตรีลงอย่างน้อย 1 ใน 3 เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน หลังผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วปรากฎว่าพรรครัฐบาล พีเพิลส์ แอ็กชัน ปาร์ตี (พีเอพี) ได้คะแนนเสียงลดลงเป็นประวัติการณ์ รายงานระบุวันนี้ (4) ข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการทบทวนอัตราเงินเดือน ประกอบด้วย - ลดเงินเดือนตลอดทั้งปีของประธานาธิบดีลง 51 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเพียง 1.54 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (37.5 ล้านบาท) - ลดเงินเดือนตลอดทั้งปีของนายกรัฐมนตรีลง 36 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเพียง 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (53.6 ล้านบาท) - ลดเงินเดือนแรกเข้าของรัฐมนตรีลง 37 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเพียงปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (26.8 ล้านบาท) ส่วนรัฐมนตรีที่มีตำแหน่งต่ำสุดให้มีเงินเดือนแรกเข้าปีละ 935,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (22.8 ล้านบาท) - ลดเงินเดือนประธานสภาลง 53 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเพียงปีละ 550,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (13.4 ล้านบาท) - ลดเงินเดือนรองประธานสภารัฐบาลลง 15 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเพียงปีละ 82,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2 ล้านบาท) - ลดเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลง 3 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงปีละ 192,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (4.7 ล้านบาท) ส่วนเงินเดือนตลอดปีสำหรับสมาชิกสภาที่ไม่ได้มาจากเขตเลือกตั้ง (non-constituency member of parliament) และสมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้ง (nominated member of parliament) ให้ลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 28,900 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 700,000 บาท) - ยกเลิกระบบเบี้ยบำนาญตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2011 และให้ใช้ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลางแทน - คงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลไว้ รวมถึงนโยบาย “ห้ามผลประโยชน์แอบแฝง” (no hidden perks) แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้เงินเดือนตลอดปีของนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ลดเหลือเพียง 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (53.6 ล้านบาท) ทว่าก็ยังเป็นอัตราเงินเดือนที่สูงกว่าผู้นำประเทศใดๆในโลก รวมถึงประธานาธิบดี บารัค โอบามา ซึ่งได้เงินเดือนประจำตำแหน่งเพียง 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี (ราว 12.6 ล้านบาท) การลดอัตราเงินเดือนครั้งนี้จะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2011 ซึ่งเป็นวันเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลชุดปัจจุบัน พรรคพีเอพีซึ่งนำพาสิงคโปร์ให้ได้รับเอกราชจากมาเลเซีย ในปี 1965 และครองอำนาจยาวนานมาตั้งแต่นั้น เริ่มแสวงหาวิธีปกป้องฐานอำนาจของตน หลังจากปีที่แล้วได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ก็ประกาศในพิธีปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งว่า จะทบทวนเงินเดือนนักการเมืองเป็นภารกิจอันดับแรก ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีสิงคโปร์จะได้รับเงินเดือน 2 ใน 3 ของผู้ที่มีรายได้สูงสุดใน 4 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ การธนาคาร, การบัญชี, วิศวกรรมศาสตร์, นิติศาสตร์, ภาคการผลิต และบริษัทข้ามชาติ ซึ่งหมายความว่า เงินเดือนรัฐมนตรีจะยังขึ้นอยู่เสมอแม้อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม สร้างความคับแค้นแก่ประชาชนส่วนใหญ่ที่รับไม่ได้กับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เพิ่มขึ้นทุกปี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #323 เมื่อ: มกราคม 10, 2012, 11:36:41 AM » |
|
วันที่ 10 มกราคม 2555 04:00ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
.การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย หลังมหาอุทกภัย 2554 (2)
ไทยตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัยจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุรุนแรง เช่น ไต้ฝุ่นหรือไซโคลน ทำให้ตั้งอยู่ในความประมาท เกิดความคิดแบบ “คงไม่เป็นไรมั้ง” “คงไม่เป็นกับเราหรอก” ไม่เตรียมตัว ไม่สนใจข้อมูลข่าวสาร ต่างจากคนญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นประจำ ทำให้ตื่นตัว สนใจข้อมูลข่าวสาร เกิดนิสัยของการต้องอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ
การคิดแบบ “คงไม่เป็นไรมั้ง” อาจทำให้สุขภาพจิตดียามไม่มีอะไรจริงๆ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยจะต้องเผชิญภัยพิบัติต่างๆ จะต้องเปลี่ยนวิถีคิดใหม่ มีความตื่นตัว มีการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ต้องใช้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ มีนิสัยของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ การสื่อสารต่างๆ ต้องสื่อเพื่อการเปลี่ยนนิสัย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #324 เมื่อ: มกราคม 10, 2012, 11:20:53 PM » |
|
ครม.ไฟเขียวแผน แผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ วงเงิน 3.2 แสนล้านบาท วาง 6 แผนเร่งด่วน 2.2 หมื่นล้าน ระยะยาว 3 อีกแสนล้าน
ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)ได้รายงานแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วน 6 แผน ในวงเงินงบประมาณ 22,626.04ล้านบาท
แบ่งเป็นงบประมาณปี 2555 จำนวน 18,110.34 ล้านบาท และงบประมาณปี 2556 จำนวน 4,515.7 ล้านบาท และแผนการแก้ปัญหาอุทกภัยระยะยาวและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา งบประมาณ 300,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 322,626.04 ล้านบาท
สำหรับแผนงานระยะเร่งด่วนที่กำหนดวงเงินงบประมาณแล้ว ประกอบด้วย แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือที่วางไว้ วงเงิน 12,610.34 ล้านบาท แบ่งเป็น ปรับปรุงคันกั้นน้ำ อาคารบังคับน้ำ ระบบระบายน้ำ 7,062.82 ล้านบาท ระบบการระบายน้ำ ขุดลอกคลองและขจัดสิ่งกีดขวาง 1,695.27 ล้านบาท บริหารจัดการในการระบายน้ำช่วงฤดูน้ำหลากในพื้นที่เฉพาะ 2,984.05 ล้านบาท และการเสริมคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ 862.20 ล้านบาท
แผนการพัฒนาระบบเตือนภัยและการพยากรณ์ โดยการตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ การติดตั้ง CCTV ระบบ Auto Gate และห้องควบคุมกลาง งบประมาณ 4,500 ล้านบาท แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะที่ การสร้างคลังเครื่องมือ แก้ปัญหาน้ำเน่าเสียและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบรวมถึงระบบคมนาคมในจำนวนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท
รวมทั้งแผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ การกำหนดพื้นที่เพื่อรับน้ำและมาตรการเยียวยาในพื้นที่เขตเจ้าพระยาตอนบนและเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง การตั้งกรรมการเพื่อติดตามการดำเนินงานการแก้ปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วน
นอกจากนี้ คณะ กยน. ได้เสนอแผนการแก้ปัญหาอุทกภัยระยะยาวและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นน้ำ ด้วยการชะลอน้ำ พื้นที่กลางน้ำ เป็นการบริหารจัดการน้ำและปลายน้ำคือในส่วนของการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำโดยกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ 8 แผน ภายใต้วงเงิน 300,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มดำเนินโครงการตั้งปี 2555 ประกอบด้วย
1.แผนฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ เช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ดินต้นน้ำ และการสร้างอ่างเก็บน้ำ จำนวน 60,000 ล้านบาท 2.แผนการจัดเก็บน้ำและบริหารน้ำในเขื่อนหลักและในลุ่มน้ำสำคัญ 3.แผนฟื้นฟู ปรับปรุง สิ่งก่อสร้างเดิม การทำฟลัดเวย์เพื่อผันน้ำในแนว 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งด้านตะวันออกและตะวันตกและการทำผังเมือง จำนวน 120,000 ล้านบาท 4.พัฒนาระบบเตือนภัยและ การพยากรณ์ 3,000 ล้านบาท
5.การสร้างคลังเครื่องมือ ทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่รับน้ำและการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย
6.การกำหนดพื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ โดยใช้พื้นที่การปลูกข้าวนาปรังในโครงการพิษณุโลกและโครงการเจ้าพระยาใหญ่วงเงิน 60,000 ล้านบาท
7.ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการติดตามการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนและตั้งองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำถาวรและ
8.การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การดำเนินงานต่อสาธารณชน
Tags : กยน. • น้ำท่วม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #325 เมื่อ: มกราคม 11, 2012, 12:21:13 PM » |
|
วันที่ 11 มกราคม 2555 04:00ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
.การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย หลังมหาอุทกภัย 2554 (3)
เดิมผู้คนที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่างก็ต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตรอดและอยู่ให้ได้ดี การที่จะมีชีวิตรอดและอยู่ให้ได้ดีก็ต้องรู้จักภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ และวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ
สิ่งแวดล้อม ณ ที่ต่างๆ เช่น ขั้วโลก ทะเลทราย เขตร้อน เขตหนาว ที่ราบสูง ที่ลุ่ม ไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตของคนกลุ่มต่างๆ จึงไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ เรียกว่าวัฒนธรรม แต่ละกลุ่มวัฒนธรรมได้เลือกสรรกลั่นกรองถ่ายทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เช่น คนไทยในภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม น้ำท่วมในฤดูน้ำหลากเขาก็อยู่เรือนที่มีใต้ถุนสูง เมื่อน้ำมาจะได้อยู่ชั้นบนหรืออยู่เรือนแพซึ่งลอยน้ำได้และมีเรือไว้ใช้สอย และมีแม่น้ำลำคลองมากๆ น้ำจะได้ไหลลงทะเลได้ง่าย ข้าวพันธุ์ดั้งเดิมก็หนีน้ำได้ คือ เมื่อระดับน้ำสูงขึ้นต้นข้าวก็จะสูงขึ้น แม้ระดับน้ำสูง ต้นข้าวก็ยังออกรวงเหนือน้ำให้ชาวนาเก็บเกี่ยวกินได้ ชุมชนต่างๆ จะดูแลรักษาป่าเพราะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารทำให้เขามีกินมีใช้ ประชาชนมีความเชื่อและประเพณีในการเคารพธรรมชาติ ดังที่เรียกว่า พระแม่ธรณี พระแม่คงคา ในต้นไม้ก็มีรุกขเทวดา เพื่อคนจะได้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ติดแผ่นดิน เกิดจากการเรียนรู้ในชีวิตและการอยู่ร่วมกัน
ระบบการศึกษาปัจจุบันที่ดำเนินมากกว่า 100 ปี เรียนโดยเอา “วิชา” ในตำราเป็นตัวตั้ง วิชาก็นำเข้ามาจากยุโรปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อการศึกษาแบบนี้ออกมาได้ 8 ปี พระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงเตือนว่า การศึกษาแบบนี้ จะทำให้คนไทยขาดจาก “รากเหง้าของตัว” “รากเหง้า” ก็คือ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือปัญญาที่ติดแผ่นดิน หรือภูมิปัญญา
การศึกษาแบบนี้ที่ดำเนินมา 4-5 ชั่วอายุคน เป็นเวลานานพอที่จะสร้างคนไทยเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะ “คนที่ได้รับการศึกษา” ให้ไม่รู้จักแผ่นดินไทย เขาอาจจะมีความรู้วิชาหรือเทคนิคบางอย่างต่างๆ กัน แต่ที่เหมือนกันทั้งหมดคือไม่รู้จักแผ่นดินไทย
การที่คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทยทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงมาก ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เช่น ถมแม่น้ำลำคลอง สร้างบ้านติดพื้นแบบฝรั่ง สร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางเดินน้ำ ทำลายป่าไม้อย่างมโหฬาร ทำให้หน้าแล้งแล้งจัด หน้าฝนน้ำท่วมเพราะขาดป่าไม้ที่จะซับน้ำและคายน้ำ อุทกภัยจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การที่คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทยทำให้ไม่สามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล การขาดความสมดุลทำให้ขาดความเป็นปกติหรือเกิดการเจ็บป่วย การพัฒนาที่ไม่สมดุลทำให้ประเทศไทยป่วย อาการป่วยของประเทศไทยมีอาการหลายอย่าง อาการป่วยอย่างหนึ่งคืออุทกภัย
ประเทศไทยหลังมหาอุทกภัย 2554 ควรรีบปรับระบบการศึกษาใหม่ ให้คนไทยรู้จักแผ่นดินไทย และสามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลนำไปสู่ความเป็นปกติ ความยั่งยืน และศานติ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #326 เมื่อ: มกราคม 17, 2012, 03:37:31 PM » |
|
การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย หลังมหาอุทกภัย 2554 (5) โดย : ศ.นพ.ประเวศ วะสี
กายประกอบด้วยเซลล์และอวัยวะที่หลากหลายสุดประมาณ แต่ใช่ว่าเซลล์และอวัยวะต่างๆ จะต่างคนต่างไปก็หาไม่ ทั้งหมดเชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการและสมดุล อะไรที่มีความสมดุลก็จะมีความเป็นปกติ มั่นคง และยั่งยืน
ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาอย่างบูรณาการ จึงเสียสมดุล และไม่ยั่งยืน
การพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ไปกระตุ้นความโลภอย่างรุนแรง ความโลภทำให้คิดแบบแยกส่วน คิดแต่จะเอาเข้าตัวเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมจึงเสียหายยับเยิน ความเป็นสังคมหรือการอยู่ร่วมกันถูกทำลายหรือแตกกระจาย (Social disintegration) วัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลเกือบจะสูญพันธุ์
ย้อนหลังไป 50 ปี ก่อนที่จะมีการพัฒนาสมัยใหม่อย่างรุนแรง ในเนื้อที่ 321 ล้านไร่ของประเทศไทยมีป่าไม้กว่า 220 ล้านไร่ คิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ ในช่วง 50 ปี เราได้ทำลายป่าไม้ไปอย่างมหาศาล เหลือพื้นที่เป็นป่าเพียง 80 ล้านไร่เศษ คิดเป็นร้อยละ 20 เศษของพื้นที่ ไม่เพียงพอที่จะรักษาดุลยภาพของธรรมชาติ หน้าแล้งจึงแล้งจัด หน้าน้ำจึงน้ำท่วม เพราะขาดป่าไม้ที่จะเป็นตัวดูดซับและปล่อยน้ำ การขาดป่าไม้ ความแห้งแล้ง และน้ำท่วม กระทบการทำมาหากินและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างรุนแรง คือ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย นี่คือ อาการของประเทศไทยที่พัฒนาอย่างเสียดุลยภาพและไม่ยั่งยืน
ประเทศไทยพัฒนาโดยเอากรมเป็นตัวตั้ง กรมพัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้ เพราะกรมแยกส่วนตามเรื่อง เช่น กรมดิน กรมน้ำ กรมต้นไม้ กรมข้าว ฯลฯ เมื่อเอากรมเป็นตัวตั้ง ประเทศไทยก็พัฒนาแบบแยกส่วนมากขึ้นๆ พัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้ มีลักษณะต่างคนต่างทำ ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมคราวนี้ก็เห็นได้ชัดว่า ทางราชการขาดประสิทธิภาพ เพราะไม่สามารถทำการอย่างบูรณาการได้
การพัฒนาอย่างไม่บูรณาการนำไปสู่การเสียสมดุล และวิกฤตการณ์อย่างรุนแรง
จะต้องเปลี่ยนใหญ่เป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการ
การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้ การพัฒนาเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งคือให้
๐ ชุมชนจัดการตัวเอง
๐ ท้องถิ่นจัดการตนเอง
๐ จังหวัดจัดการตนเอง
๐ กลุ่มจังหวัดจัดการตนเอง
ที่ว่าจัดการตัวเอง คือ จัดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย และการจัดการเชิงนโยบายที่จะมาส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
กระทรวง ทบวง กรม มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และภาคอื่นๆ ปรับตัวไปสนับสนุนพื้นที่
การพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง จะทำให้เกิดความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #327 เมื่อ: มกราคม 17, 2012, 03:42:04 PM » |
|
การเงิน - การลงทุน : เศรษฐกิจต่างประเทศ วันที่ 17 มกราคม 2555 11:28"โทนี่ แบลร์"แนะ5แนวทางรับมือวิกฤติศก.โลกโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ปาถกาพิเศษหัวข้อโอกาสและความท้าทายในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ในงาน CEO Forum หรือการประชุมระดับนานาชาติของผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ที่โรงแรมแอทธินี พลาซา ว่า ไทยเป็นประเทศที่น่าดึงดูดใจสำรับการทำธุรกิจ และเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกมีปัญหามาจากวิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซน
ทั้งนี้ อดีตผู้นำอังกฤษ กล่าวว่า จากประสบการณ์การเป็นผู้นำในประเทศอังกฤษ ตนเห็นว่า วิกฤติยุโรปมีบทเรียนที่น่าสนใจ และโลกทุกวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีรวดเร็วมากแต่รัฐบาลแต่ละประเทศไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้รวดเร็ว สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
นายแบลร์ มีความเห็นว่า การจะปรับตัวให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของโลก และสามารถรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ได้นั้น แต่ละประเทศควรทำตามแนวทาง 5 ประการคือ 1.ภาคธุรกิจต้องได้ระบการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม สร้างความมั่นใจให้คนนอก หรือชาวต่างชาติ
2. ในส่วนของการบริการสาธารณะนั้น รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น ต้องมีความเข้าใจความเป็นธรรมทางธุรกิจ 3. รัฐบาลทั่วโลกต้องหันมาเน้นพัฒนาทุนมนุษย์ให้มากขึ้น กำหนดอัตราค่าาจ้างแรงงานที่เหมาะสม ให้การศึกษามุมกว้างและครอบคลุม 4 มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมทั่วโลก แม้แต่ละประเทศจะมีความต่างทางวัฒนธธรรม มีความต่างด้านศาสนา แต่ต้องการกำหนดกรอบของการอยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน และสุดท้าย ประชาคมโลกต้องเปิดใจให้กว้าง โดยเฉพาะต้องเปิดกว้างด้านการค้า การลงทุน
นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ มองว่า ไทย ยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน เพราไทยเปิดกว้างทางธุรกิจ และคนไทยควรมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่มีรัฐบาลที่กล้าหาญอย่างเช่น รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สามารถฟื้นฟูปัญหาน้ำท่วมได้ดี และเชื่อมั่นว่าานักลงทุนชาวต่างชาติจะหลั่งไหลเข้าลงทุนในไทย เพราะไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #328 เมื่อ: มกราคม 17, 2012, 05:03:15 PM » |
|
วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ แนะนำวิธีปรับบ้านทรงไทย บ้านไม้ครึ่งปูน บ้านแฝด ฯลฯ รับมือ 'น้ำท่วม' ด้วยหลักวิชาการของสถาปนิก ไม่ย้าย ไม่ขาย อยู่บ้านเดิมได้แม้ในภาวะน้ำท่วม ปรับอย่างไร แก้ไขอย่างไร รับมือกับปัญหาที่จะต้องเจอในยามวิกฤติอย่างไร มีคำตอบจากสถาปนิกหนุ่มจากซูเปอร์กรีน สตูดิโอ วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ ผู้ต้องการผลักดันให้บ้านทุกหลังในเมืองไทยเป็น Zero Energy เน้นใช้พลังงานธรรมชาติ ปลอดบิลค่าน้ำไฟ มาดูกันว่าบ้านของคุณสามารถปรับ เปลี่ยนอย่างไร เพื่อที่จะอยู่ให้รอดและมีความสุขได้แม้จะอยู่ท่ามกลางมหาอุทกภัยในครั้งต่อไป
มนุษย์อยู่คู่ธรรมชาติมานับพันปี น้ำท่วมครั้งนี้คนไทยได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิตมากมายหลายด้าน ก่อนที่เราจะมองไปข้างหน้าเพื่อหาหนทางป้องกัน บ้าน สถานที่รวมของชีวิตและจิตใจของทุกครอบครัว สถาปนิกชวนให้เรามองย้อนกลับไปถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์เราในอดีตที่คุ้นเคยและสามารถอยู่ท่ามกลางภัยธรรมชาติมานับพันปีแล้ว เรื่องน้ำท่วมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ "ผมมองว่าคนเราอยู่กับภัยธรรมชาติมาตั้งแต่โบราณ การที่ประเทศเราเจริญก้าวหน้าอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะ กทม.เป็นที่ราบน้ำท่วมถึง ปลูกข้าวได้ ใช้เรือในการคมนาคมขนส่ง เรามีวัฒนธรรมริมน้ำ ปัจจุบันเหมือนกับเราเสียความชำนาญในการอยู่ริมน้ำไป พอโลกอยู่ในกระแสทุนนิยมทำให้คนเราลืมชีวิตเหล่านี้ ทำให้เราลืมวิธีอยู่กับธรรมชาติไป โดยเฉพาะในช่วงเกิดวิกฤติทางธรรมชาติ การที่น้ำมามากไม่ใช่เรื่องใหม่" วรพันธุ์ อธิบาย "กลุ่มคนในบางภูมิประเทศของโลก อยู่ในวิกฤติหรือท่ามกลางภัยธรรมชาติมาทั้งชีวิต เช่น ไจซัลมาร์ (Jaisalmer) เมืองโบราณในอินเดีย ตั้งอยู่ในทะเลทรายทาร์ชายแดนระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เมืองนี้อยู่ในพื้นที่แห้งแล้งมากแต่ที่มีคนมาอยู่เยอะเพราะว่าเป็นรอยต่อของ 2 ประเทศ มีคนมาอยู่เพื่อค้าขายกันเยอะในพื้นที่น้อยทำให้เกิดรูปแบบบ้านที่คนอยู่หนาแน่นมากๆ เพราะมันเหมือนย่านสีลม ในเมื่อพื้นที่เล็กมีคนเยอะ ทำให้ต้องแก้ปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศกลางวันร้อนจัด 50 องศาเซลเซียส กลางคืน 10 องศาเซลเซียส ไม่มีน้ำใช้ อันนี้ผมถือว่าเป็นบ้านที่อยู่ในวิกฤตการณ์ธรรมชาติทุกวัน"
ดีไซน์ในทะเลทราย อาคารบ้านเรือนในเมือง Jaisalmer มีการออกแบบมาเป็นอย่างดี พร้อมรับกับสภาพอากาศร้อนจัดในเวลากลางวัน หนาวจัดยามค่ำคืน ลมฝน ลมจากทะเลทราย ในขณะเดียวกันก็มีความงดงาม สอดคล้องกับวิถีชีวิต เป็นตัวอย่างของบ้านที่ตั้งอยู่ในสภาวะวิกฤติธรรมชาติที่เลวร้ายอย่างหนึ่ง "บ้านแต่ละหลังสร้างด้วย อิฐ หิน ดิน ไม่ใช่บ้านเดี่ยว ไม่ใช่ทาวน์เฮ้าส์ ถือว่าเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อยู่กับภัยธรรมชาติ ในกรณีนี้เทียบกับน้ำท่วมบ้านเรา หลายคนบอกว่าบ้านฉันไม่ใช่บ้านเดี่ยว เป็นทาวน์เฮ้าส์ ปรับปรุงยาก ผมบอกว่านี่เป็นเรื่องกระจอก คนทำเรื่องนี้มาเป็นพันปีแล้ว ที่บอกว่าทำไม่ได้เพราะว่าเราไม่เคยเห็น ตัวอย่างบ้านที่ไจซัลมาร์ ที่อยู่กันอย่างแออัดยัดทะนาน แต่สามารถนำเอาแสงและลมเข้ามาใช้ได้ ช่องเดียวที่ทำให้แสงเข้าได้คือ แสงจากท้องฟ้า อีกช่อง คือ ทางด้านหน้าบ้าน เนื่องจากอยู่ในทะเลทรายมีฝุ่น มีความร้อนจัด หนาวจัด ดังนั้นช่องด้านหน้าบ้านแทนที่จะเปิดกว้างต้องเจาะเป็นรูเล็กๆ มีดีเทลในการกรองแสง เนื่องจากเป็นเมืองพ่อค้าบ้านแต่ละหลังเป็นของคนรวย จะเห็นว่ามีลูกกรง ประตูแน่นหนา ถนนหน้าบ้านเล็กมาก ประมาณ 3 เมตร ชั้นบนเป็นห้องนอน ด้านหน้าเป็นห้องรับแขก จุดเด่นคือ เจาะเอาแสงกับลมเข้ามา จะเห็นว่าแสงเข้าไม่ถึงด้านล่าง มันจะเลื้อยแล้วมาหยุดตรงกันสาด เป็นวิธีการบังฝน ฝนจึงไม่ได้ลงมาห้องข้างล่าง ตรงที่ไม่มีกันสาดชายคาก็นำเอาลมกับแสงเข้ามา ประเด็นสำคัญคือ การใช้พื้นที่ขนาดเล็กมาก ในขณะที่มีคนจำนวนมากอยู่ท่ามกลางสภาวะธรรมชาติที่เลวร้ายทุกวัน ที่สำคัญมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมด้วย ไม่ใช้สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างเดียว บ้านเหล่านี้ผ่านกระบวนการคิดมาเป็นพันปีแล้ว ผมจึงอยากบอกว่าวิกฤติไม่ใช่เรื่องใหม่ ในเรื่องวิถีชีวิตจะเห็นว่า มีการยกพื้นขึ้นมา ข้างล่างเป็นที่อยู่ของวัว เป็นเมืองที่ออกแบบมาดีสอดคล้องทางธรรมชาติและวิถีการค้าขาย" นอกจากนี้ ยังมีเมืองโบราณที่มณฑลฝู่เจียน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่ออกแบบบ้านเป็นทรงกลมเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้ในพื้นที่ขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์ในการเป็นป้อมปราการไปในตัว สถาปนิกชี้ให้เห็นข้อดีในการออกแบบบ้านทรงกลมว่า "ประหยัดพื้นที่ได้มากที่สุด สามารถรับมือกับแดดกับลมได้ค่อนข้างดีไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แบบบ้านนี้เหมาะกับพื้นที่โล่งๆที่เป็นทุ่งนาเพราะพื้นที่แบบนี้ลมไม่สามารถคาดการณ์ได้ ข้างในเหมือนเหมืองเหมืองนึง มีศาลเจ้า โรงเรียน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัยครบ มีพื้นที่อเนกประสงค์ส่วนกลาง บ้านลักษณะนี้ปัจจุบันก็คือ แฟลตที่ต้องการให้คนมาอยู่รวมกันในพื้นที่เล็กๆ นั้นเอง"
ดีไซน์บ้านในภาวะน้ำท่วมเอาไงดี? คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่มีความคิดอยากจะขายบ้านหนีน้ำท่วม วรพันธุ์บอกกับเราว่าถ้าคิดจะขายคุณจะต้องพบกับปัญหาอะไร "สภาพหลังน้ำท่วมแล้ว คนรู้สึกอยากขายบ้านเยอะ คนอยากขายบ้านหนีมีทั้งเพิ่งซื้อบ้าน บางคนอยู่มานานไม่เคยเจอน้ำท่วมพอเจอก็ตกใจ อยากขายหนี สิ่งที่ต้องเจอคือ ปัญหาเรื่องราคา บ้านคุณน้ำท่วมใครจะซื้อ คนซื้อๆ ไปแล้วทำไงบ้านนี้น้ำท่วม บางคนบ้านโลเคชันดีมาก สะดวก แต่ไม่สามารถอยู่ในภาวะน้ำท่วมได้ ปัญหาที่ควรแก้คือ คนต้องอยู่บ้านตัวเองได้ในสภาวการณ์ที่เลวร้ายที่สุด น้ำท่วมมากที่สุด ในเวลามีปัญหาเราควรอยู่บ้านได้ ถ้าปัญหามาแล้วเราต้องหนี ก็ไม่ใช่บ้าน ดังนั้นก็ต้องปรับบ้านให้อยู่ได้ในสภาพน้ำท่วม" สถาปนิกเจ้าของซูเปอร์กรีน สตูดิโอ เสนอ พร้อมสรุปสาเหตุที่เราไม่สามารถอยู่ในบ้านได้ในขณะน้ำท่วมมีด้วยกัน 2 ประการคือ 1.ระดับน้ำสูงเกินไป 2.ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ โดยการดีดบ้าน หรือ ยกบ้านให้สูงขึ้น กับการสะสมพลังงานน้ำและไฟเอาไว้ใช้ยามวิกฤติ "ปัญหาแรก ถ้าอยู่บ้านไม้เราก็ต้องดีดบ้านให้สูงขึ้น บ้านไม้ทั่วไปมักเป็นครึ่งปูนครึ่งไม้ กรรมวิธีการดีด ช่างจะใช้แม่แรงยกบ้านขึ้นไปก่อน แล้วหล่อเสาปูนเข้าไปใหม่ แล้วยกตัวบ้านให้สูงขึ้นกะระดับหากน้ำท่วม 2 เมตรแล้วเราอยู่ได้ ส่วนบ้านปูน เช่น ทาวน์เฮ้าส์ เราดีดไม่ได้ สามารถต่อชั้นสองขึ้นไปด้วยโครงสร้างที่เบา บางพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม อาจต้องออกกฎกระทรวงที่ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนบ้านได้ โดยยื่นแบบขออนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งตามปกติทำได้อยู่แล้ว แต่ในเคสอย่างบางบัวทองน้ำท่วมหนัก อาจต้องมีกฎกระทรวงอนุญาตให้ต่อเติมบ้านได้ด้วยโครงสร้างที่ทำให้แข็งแรงขึ้น" สถาปนิกกล่าว ปัญหาเรื่อง น้ำและไฟ เขาเสนอว่าต้องมีการสะสมพลังงานให้อยู่ได้อย่างพอเพียง "เรื่องไฟ ผมเสนอเป็น 2 วิธี ได้แก่ active กับ passive วิธีการ active ที่ง่ายที่สุดคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ รัฐต้องส่งเสริม บริษัทต้องขายในราคาถูก ถ้าคนจำนวนมากในกรุงเทพฯมีความต้องการ โซลาร์เซลล์สามารถขายได้ในราคาถูกลง ไม่ใช่ปัจจุบันที่คนรวยใช้ได้เท่านั้นเพราะเหมือนจ่ายค่าไฟล่วงหน้า 5 ปี ถ้าทุกคนใช่น่าจะถูกลง ในขณะเดียวกัน พลังงานจากโซลาร์เซลล์ที่นำมาใช้ ควรใช้ในกรณีจำเป็น เช่น บ้านที่มีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องออกซิเจน เครื่องทำน้ำอุ่น ไม่ใช่ว่านำมาใช้กับเครื่องปรับอากาศ" ส่วนวิธี passive เขา เสนอให้ปรับบ้านเป็น zero energy house "ทำอย่างไรให้บ้านเย็นได้อย่างธรรมชาติ กลางวันเปิดพัดลมตัวเดียวอยู่ เรื่องน้ำ ไม่ซับซ้อนเราต้องเตรียม ถังเก็บน้ำ ปัญหาของบ้านในเมือง คือ พื้นที่น้อย ถังเล็ก น้ำท่วม ผมเสนอให้ใช้ถังซีเมนต์ที่เห็นตามบ้านนอก ให้นำมาเรียงเป็นถังเก็บน้ำ (ตัวอย่างในภาพ) ผมเสนอให้ต่อระเบียงนำถังมาอยู่ใต้นี้ เป็นโครงสร้างที่เราดีไซน์ออกมาแล้วต่อรางน้ำฝนเข้ามา ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องเก็บน้ำทั้งหมด สามารถทำเป็นถังส้วมได้ ยกตัวอย่างเราอยู่ชั้น 3 เราต่อถังนี้ขึ้นไป เวลาน้ำท่วม ถังส้วมเราไม่มีปัญหา มีน้ำกินน้ำใช้ ถ้าไม่มีโซลาร์เซลล์ กลางวันเย็นสบายเพราะถังน้ำระบายความเย็น กลางคืนไม่มีไฟจุดเทียนได้"
แบบบ้านสู้น้ำท่วม หลังน้ำท่วม ซูเปอร์กรีนสตูดิโอ ได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบปรับปรุงบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านในย่านพุทธมณฑลสาย 1 ศาลายา รังสิต และ อ่างทอง บ้านแฝดย่านรังสิต วรพันธุ์ เสนอแนวคิดให้ต่อเติมด้วยการเพิ่มชั้นบนขึ้นอีก 1 ชั้น โดยรื้อกระเบื้องหลังคาเดิมออก แล้วใช้โครงสร้างเบาต่อเติมให้มีความกลมกลืนกับบ้านหลังเดิม เพิ่มชายคากันแดดและฝน ติดตั้งหน้าต่างบานเกล็ดเพื่อให้ลมเข้าออกได้ดี " โครงสร้างข้างบนทำขึ้นใหม่แทบจะไม่หนักเลยเมื่อเทียบกับหลังคาเดิม แข็งแรงเหมือนกัน ตามหลักมีชายคายื่นยาวมีหน้าต่างบานเกล็ดทำให้ลมเข้าได้ หลักในการดีไซน์ส่วนที่งอกออกมาต้องกลมกลืนไม่ไปรบกวนดีไซน์เก่า สำคัญคือ ทำให้สบาย" บ้านไม้ครึ่งปูน ย่านบางแค และพุทธมณฑลสาย 1 แนวคิด คือ การดีดบ้านให้สูงขึ้น นำถังซีเมนต์มาก่อเป็นถังน้ำ โดยออกแบบให้มีระเบียง รางน้ำฝน "ระเบียงจำเป็นเพราะถังต้องมีการบำรุงรักษา ระเบียงต้องมีฝาเปิดปิด มุดเข้าไปทำความสะอาดได้" บ้านทรงไทยที่อ่างทอง สถาปนิกเสนอความคิดให้ดีดบ้านขึ้น แล้วออกแบบตกแต่งเพิ่มเติมโดยเคารพโครงสร้างเดิม เน้นคอนเซปต์ระเบียงและถังเก็บกักน้ำ แบบบ้านที่นำเสนอ ผู้ออกแบบเน้นว่า เป็นแบบบ้านที่ไม่ซับซ้อน ช่างท้องถิ่นเห็นแล้วสามารถเข้าใจและทำได้ทันที "เคารพโครงสร้างเดิม ราคาไม่แพงเกินไป กลมกลืนกับธรรมชาติและวัฒนธรรม" คือ หัวใจหลักของแบบบ้านสู้น้ำท่วม สอบถามกันถึงสนนราคาค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้าน วรพันธ์คำนวณคร่าวๆ สำหรับค่าดีดบ้าน คิดตามจำนวนเสาๆ ละ 8,000 -10,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่าย "บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ปกติทั่วไปมีเสาประมาณ 20 -30 ต้น เฉพาะค่าดีดเสาประมาณสองแสน หากรวมค่าต่อเติมทั้งหมดแล้วค่าใช้จ่ายอยู่ในราว 700,000 -800,000 บาท ผมมองว่าคุ้มกับการที่บ้านจะอยู่ต่อไปอีกนาน เทียบกับค่าใช้จ่ายที่เราต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด หรือกับการที่ขายบ้านแล้วไปซื้อใหม่ " ท้ายสุดอยู่ที่กับเจ้าของบ้านว่าจะวางแผนครอบครัวให้อยู่กับน้ำท่วมกันอย่างไร จะเลือกความ 'คุ้มค่า' แบบไหน แต่อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้เห็นหน้าตาของบ้านที่สามารถอยู่ได้ในท่ามกลางภาวะน้ำท่วมกันแล้ว พร้อมที่จอดเรือ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #329 เมื่อ: มกราคม 20, 2012, 12:24:17 AM » |
|
'ไจก้า'แนะสร้างสมดุลแก้น้ำท่วม-ผันน้ำเพื่อการเกษตร
ไจก้าล้มแผนสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมนิคมฯ 'กิตติรัตน์'ฟุ้งญี่ปุ่นมั่นใจไทยแก้ปัญหาน้ำท่วม ไจก้าทุ่มงบช่วย500ล้านเยนให้ไทยสร้างแนวกันน้ำท่วม กยน.จ้าง'ไจก้า'วางแผนระบบน้ำถาวร คิมิโอะ ทาเคยะ ที่ปรึกษาองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น(ไจก้า) กล่าวในงานสัมมนา International Knowledge Sharing Forum on Flood Management ถึงการวางแผนแม่บทการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาร่วมกับแผนของรัฐบาลไทย ว่าอุปสรรคของการไหลของมวลน้ำคือพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เสี่ยงมีทรัพย์สินที่เป็นสิ่งปลูกสร้างมาก ซึ่งในปีที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น40% แต่ศักยภาพการรับและระบายน้ำต่ำทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง รวมถึงประเทศไทยยังมุ่งเน้นการสร้างเขื่อน ประตูระบายน้ำ เพื่อใช้ในการชลประทานมากกว่าการป้องกันน้ำท่วมทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง
" ปริมาณน้ำฝนและการกระจายตัวของฝนเปลี่ยนไปในแต่ละฤดูซึ่งไม่ว่าปริมาณน้ำจะเป็นเท่าใด แต่การกระจายตัวของมวลน้ำเปลี่ยนทิศทางอาจส่งผลต่อปัญหาน้ำทวมและน้ำแล้ง ซึ่งการลงทุนป้องกันน้อยความเสี่ยงก็จะมากขึ้นด้วย" นายคิมิโอะกล่าว
นอกจากนี้ยังต้องใช้มาตรการที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง เช่น การวางแผนการอพยพประชาชน การวางผังเมืองและการกำหนดพื้นที่การใช้ที่ดิน การให้ความมั่นใจในระบบประกันภัย การบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นต้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามารถของรัฐบาลเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยและมั่นคงไม่ใช่เพื่อลดระดับความเสียหายเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ นายคิมิโอะ ได้ยกตัวอย่าภัยพิบัติ สึนามิประเทศญี่ปุ่นว่าต้องมีการประสานการทำงานกันระหว่างประชาชนและรัฐบาลในการช่วยเหลือและให้ความร่วมมือโดยเฉพาะการตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นจะมีการติดประกาศว่า พื้นที่ตรงนี้ห้ามปลูกสิ่งปลูกสร้าง
ในส่วนของการจัดการลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหลักการสร้างพนังกั้นน้ำสิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลในการผันระบายน้ำอย่างยั่งยืนโดยแบ่งเป็นการผันน้ำเพื่อป้องกันน้ำหลากและการผันน้ำเพื่อการเกษตรช่วงฤดูแล้ง
"ประเทศไทยทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง ดังนั้นจะต้องมีการปรับเพื่อหาพื้นที่ทางการเกษตรใช้เป็นแก้มลิงเพื่อเก็บน้ำส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งผันออก"
นายคิมิโอะเขากล่าวต่อว่า การให้ความรู้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญและสนับสนุนการช่วยเหลือเยียวยาและการให้ประชาชนตระหนักถึงการช่วยเหลือตัวเองให้มาก โดยไจก้าพร้อมให้ความช่วยเหลือกับรัฐบาลไทยซึ่งยอมรับว่าการลงทุนเรื่องการบริหารจัดการน้ำต้องใช้ระยะเวลานาน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #330 เมื่อ: มกราคม 20, 2012, 12:32:45 AM » |
|
“บิลลี่” ตอบคลุมเครือกรณีเฟซบุคฉะรัฐบาลไม่มีปัญญาแก้น้ำท่วม ไล่ไปร้องไห้ให้ควายดู ไม่รับไม่ปฏิเสธว่าตนเป็นคนโพสต์จริงหรือไม่ แต่อยากเห็นประเทศไทยเจริญทางด้านจิตใจและศีลธรรม หายไปจากวงการบันเทิงพักใหญ่สำหรับนักร้องหนุ่มร็อครุ่นเก๋า “บิลลี่ โอแกน” พึ่งจะมามีกระแสก็ตอนน้ำท่วมที่ผ่านมา เพราะมีคนที่อ้างว่าเป็นบิลลี่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุควิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ชนิดแสบไปถึงไส้ติ่งว่า...... "การหนี คือ วิสัย ของ ผู้แพ้ ไอ้การที่รัฐบาลเหี้ยนี่ประกาศให้เราทิ้งบ้านทิ้งช่อง โดยประกาศเป็นวันหยุด มึงจะให้คนกรุงเทพหนีไปไหน ที่นี่บ้านกู ถ้าน้ำหน้าอย่างพวกมึง ไม่มีปัญญา ปกป้อง บ้านกูได้ ก็ไสหัวไปให้ไกล ๆตีน กูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น พวกกูไม่เคยหนี แต่พวกมึงมันเหี้ย ไร้สติปัญญา ไร้ความสามารถ มึงจะใช้ ด๊อกเตอร์หน้าสันตีนคนไหน ๆ มาพูด เสกสรรปั้นแต่งถ้อยคำยังไง กูก้อเห็นว่า พวกมึงมันไร้ความสามารถทั้งนั้น" "ให้ไปร้องไห้ให้ควายดูเหอะ บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นที่ทำพังแล้วร้องไห้ขออันใหม่ ที่นี่บ้านกู" เท็จจริงอย่างไรยังไม่มีใครทราบว่าเฟซบุคดังกล่าวเป็นของบิลลี่จริงหรือไม่ เพราะไม่สามารถติดต่อบิลลี่ได้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ “รัก” ที่บิลลี่นำแสดง ได้ให้คิวพิเศษเพื่อสัมภาษณ์บิลลี่ บันเทิงผู้จัดการออนไลน์จึงไม่พลาดที่จะติดตามาหาคำตอบในประเด็นดังกล่าว ถึงแม้น้ำจะลดหรือเรื่องจะผ่านมาแล้วหลายเดือนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้คำตอบงงๆ คลุมเครือไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ “ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องของการเมือง ไม่อยากพูดเรื่องนี้ผมเบื่อ(หัวเราะ) เบื่อมากเรื่องนี้เราทุกๆ คนก็ขอให้ประเทศชาติเจริญนะครับนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด เรื่องเฟซบุคนี่โดนทำขึ้นมาเยอะมากคุณลองไปค้นหาคำว่าบิลลี่ โอแกน มีเยอะมากเลย ผมเองก็คงเหมือนคนอื่นที่อยากเห็นประเทศชาติเจริญจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ได้ ที่ทำแล้วประเทศชาติจะดีขึ้นจริงๆ แล้วก็อยากให้เจริญทางด้านจิตใจด้วย อยากเห็นคนไทยเจริญทางด้านจิตใจ ถ้าคนไทยเราดีมีจิตใจที่คำนึงถึงศีลธรรม (ถ้าไม่ใช่ของพี่จริงๆ คิดจะตามหาตนตอคนที่เอาชื่อเราไปแอบอ้างหรือเปล่า) อย่าดีกว่าครับ ผมว่าเราอย่าคุยเรื่องนี้กันเลย” “เรื่องของโซเชียลมีเดียผมว่าบางทีมันเป็นเรื่องที่คุณไปสนใจมันมากไม่ได้ มันเยอะเกินคนอายุมากๆ เราดูสื่ออื่นมากกว่าที่จะดูโซเชียลมีเดีย ผมให้ความสนใจในการดูข่าวทีวีอย่างเนชั่นอะไรพวกนี้มากกว่า (แล้วตกลงเฟซบุคอันนั้นเป็นของบิลลี่หรือไม่) ผมว่าเรื่องของโซเชียลมันไม่ค่อยช่วยให้เราได้อะไรที่เป็นชิ้นป็นอัน ยิ่งการค้นหาอะไรพวกนี้ กูเกิ้ลเองก็เปลี่ยนไปเยอะ เรื่องของเทคโนโลยีไปสนใจมันมากมันทำให้เราเสียเวลาที่เรามีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำ เรื่องผลกระทบไม่มีหรอกครับ ทุกคนก็หนีน้ำกันหมด” หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ขอไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ก่อนจะอัพเดทเรื่องราวในชีวิตของตนเองรวมไปถึงผลงานในวงการบันเทิง “ตอนนี้ก็มีงานเพลงเป็นซิงเกิ้ล ผมทำงานเองแล้วให้แกรมมี่ดูแลเรื่องของดาวน์โหลด แต่อัลบั้มเต็มคงยังก่อน เรื่องของการแสดงตอนนี้ก็มีหนังเรื่องรัก ก็เป็นเรื่องความรักของหลายๆ วัยมารวมกัน แต่ความรักของผมอยู่ในพาร์ทของวัยผู้ใหญ่ ก็เล่นคู่กับพิมพ์ ซอนย่า คูลลิ่ง ซึ่งเราก็เคยเล่นหนังร่วมกันมาแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน การกลับมาเล่นงานด้วยกันครั้งนี้ก็เหมือนได้มาเจอเพื่อนเก่าก็สนุกดีครับ” “แต่ในอนาคตข้างหน้าผมอยากจะเป็นผู้กำกับเพราะผมอายุเยอะแล้ว ถ้าจะให้แสดงไปเรื่อยๆ ก็คงไม่เหมาะกับผม บทพ่อไรพวกนี้ให้คนอื่นที่เขาอยู่ในด้านการแสดงจริงๆ ไปดีกว่า ตอนนี้ก็กำลังเขียนบทหนังอยู่ แนวสืบสวน ยังเริ่มไปแค่นิดเดียวเอง หลักๆ ก็คงดูแลธุรกิจร้านอาหารแล้วก็ดูแลครอบครัว” ย้ำขอใช้ชีวิตต่อจากนี้มีความสุขกับภรรยาใหม่ เผยกับลูกสาว “นนนี่ นนลนีย์ ภักดีดำรงฤทธิ์” ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว เนื่องจากลูกสาวไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษกลับมาก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ “เราคงไม่มีลูกแล้วอย่างที่เคยบอกไปเพราะเราเอายุเยอะแล้ว อยู่หาความสุขในชีวิต เลี้ยงสุนัขไว้เป็นลูก ทำทุกสิ่งให้ภรรยามีความสุขดีกว่า ส่วนนนนี่ผมไม่ได้เจอนนนี่เลยเขาไปอยู่ต่างประเทศยังไม่ได้กลับมา หลังสุดที่รู้ทราบว่าเขาไปอยู่ที่อังกฤษ ก็ตั้งแต่เขากลับไปหลายเดือนได้แล้วมั้งก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย ตอนเขากลับมาเที่ยวเมืองไทยก็ได้คุยกันแค่แว๊บเดียวเพราะเขามีธุระ ช่วงก่อนๆ ที่เขาอยู่เมืองไทยเราก็ได้คุยกันตลอด แต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้คุยได้เจอเลย เป็นเขานะที่ยุ่งพอเขากลับมาเขาก็ต้องไปอยู่กับทางแม่เขาก็เลยไม่ได้เจอไม่ได้อะไรกันเลย”
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #331 เมื่อ: มกราคม 20, 2012, 11:04:41 AM » |
|
วันที่ 20 มกราคม 2555 10:46'ยิ่งลักษณ์'แถลงแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ภาพประกอบข่าวmore . ภาพประกอบข่าว Share .TOOLS เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ "ยิ่งลักษณ์"แถลงแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ! เริ่มตั้งแต่ปีนี้ ย้ำระบบข้อมูล การเตือนภัย ต้องมีประสิทธิภาพ-เอกภาพ
สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แถลงข่าวการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล โดยช่วงหนึ่งจะชี้แจงสาเหตุและความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมา และการขาดแผนหลักและงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว ตลอดจนระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ป้องกัน บรรเทา และลดผลกระทบจากอุทกภัยในอนาคต สร้างความมั่นคงของประเทศ และภาคการประกันภัย
โดยได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีหลักการในการวางแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ด้าน คือ การปรับปรุงและฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ การสร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ตลอดจนบูรณาการการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการน้ำให้ลงสู่ทะเลโดย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #332 เมื่อ: มกราคม 20, 2012, 05:03:19 PM » |
|
วันที่ 20 มกราคม 2555 14:56 'ปิติพงษ์'แจงแผนแก้น้ำท่วมระยะสั้น นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) แถลงแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ว่า แผนแม่บทระยะสั้นเรียกได้ว่าเป็นแผนมะรุมมะตุ้มที่ได้จากประสบการณ์น้ำท่วมปี 2554 โดยมาตรการแรกเป็นแผนที่เน้นบริหารจัดการ เพราะงานด้านวิศวกรรมที่จะต้องมีการเวนคืนที่ดินนั้นใช้เวลาอีกนานและจะเป็นงานประกอบด้านการบริหารจัดการ ทั้งนี้ข้อมูลเบื้องต้นน้ำที่มีอยู่ประมาณ 10,000 ล้านคิว ซึ่งสิ่งที่จะต้องดำเนินการนั้น ประกอบด้วย 1.เก็บน้ำไว้ที่เขื่อนในจำนวนครึ่งหนึ่งของที่มีเกิน ประมาณ 5,000 ล้านคิว 2.พยายามทิ้งน้ำหรือโรยน้ำส่วนหนึ่งในพื้นที่ฟลัดเพลนหรือพื้นที่น้ำท่วมในระดับหนึ่ง ประมาณ 5,000 ล้านคิว และ3.ส่วนที่เหลือจะเกิดขึ้นจากปัญหาต่างๆ เช่น ฝนตกในกรุงเทพมหานครมาก หรือฝนตกหลังหรือหน้าเขื่อนมาก ซึ่งจะเป็นการบริหารจัดการที่ปลายน้ำ ในพื้นที่ของจ.อยุธยา จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร เป็นหลัก โดยปริมาณน้ำที่เกินมานั้นก็จะทดไว้ที่เขื่อนหรือทดไว้ที่พื้นที่ทิ้งน้ำและพื้นที่บริหารจัดการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำหรับวิธีการทำงานในพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด ได้เริ่มกระบวนการในการจัดสรรน้ำทั้งหมดแล้ว โดยในทุกวันกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำ และเมื่อน้ำท่วมก็ต้องให้เขื่อนจัดการพื้นที่น้ำเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีความพยายามเผยแพร่ข้อมูลตลอดเวลาด้วย
นายปิติพงษ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการที่ 2 พื้นที่ฝากน้ำนั้น จะเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งที่มีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ในปี 2555 จะต้องฝากน้ำไว้และต้องให้กรมชลประทานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ไหนบ้าง ขณะเดียวกันจะต้องมีระบบการชดเชยผู้ที่เสียหายจากฝากน้ำ โดยได้ตั้งเป้าหมายว่าพื้นที่ฝากน้ำจะต้องมีน้ำไม่เกิน 1 เมตร ส่วนพื้นที่ด้านล่างนั้น เป็นเรื่องการดำเนินการป้องกัน โดยเป็นงานด้านวิศวกรรม ประกอบด้วย 1.การป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่ชุมชนที่ป้องกันเด็ดขาด 2.การป้องกันพื้นที่น้ำล้นจากแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นแม่น้ำป่าสัก หรือแม่น้ำสะแกกรัง 3.การเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในพื้นที่ต่างๆ เช่น การขุดลอกคลอง การทำประตูระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และ 4.การจัดการพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร การจัดการส้รางที่ระบายน้ำบนคันคลอง ถนนต่างๆ ที่เป็นคันคลองอยู่แล้วห้ากยิ่งขึ้น โดยในส่วนนี้ตั้งงบประมาณ 17,000 ล้านบาท และอีก 1,000 ล้านบาทเป็นงบประมาณด้านระบบข้อมูล
ขณะที่ ความคืบหน้าการดำเนินการ ประกอบด้วย ส่วนที่ 1.กรมชลประทานได้เสนอโครงการมาแล้วงบประมาณ กว่า 5,000 ล้านบาท เป็นการป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำ 34 โครงการ รวมทั้งโครงการเสริมในพื้นที่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และชุมชน 23 โครงการ และ 300 กว่าโครงการเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ อีกทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเตือนภัย 2 โครงการ ซึ่งทั้งหมดเมื่ออนุมัติแล้วก็จะเริ่มสร้างได้ทันที ส่วนที่ 2. กรมเจ้าท่ามี 2 โครงการ มูลค่า 277 ล้านบาท คือการขุดลอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาและปากแม่น้ำท่าจีน เพื่อให้น้ำไหลเร็ว เนื่องจากปี 2554 มีปัญหาน้ำเอ่อ ส่วนที่ 3. กรุงเทพมหานคร ได้เสนอโครงการ 144 โครงการ มีมูลค่า1,965 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการขุดลอกคูคลอง อย่างไรก็ตามทั้งหมดจะเป็นงานด้านการซ่อมแซม ป้องกันและเสริมคันกั้นน้ำ 28 โครงการ งานเพิ่มประสิทธิระบบระบายน้ำ 71 โครงการและงานสร้างระบบการเตือนภัย 16 โครงการ สำหรับโครงการด้านเศรษฐกิจ อาทิ วิธีการป้องกันน้ำทางด้านนิคมอุตสากรรม ที่น้ำมาจากแม่น้ำป่าสัก ขณะที่มีโครงการเพิ่มประสิทธิการจัดการประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ที่ต้องใช้เวลาและเงินมากพอสมควร รวมทั้งจัดทำประตูระบายน้ำข้าวเม่า ประตูระบายน้ำคลองกัมมัง ประตูระบายน้ำหันตรา โดยเป็นการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนต่างๆ นอกจากนี้การป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำจะมีการปรับปรุงคันกั้นน้ำใหญ่ ฝายน้ำล้น ในเขื่อนเจ้าพระยา ส่วนพื้นที่ใกล้กรุงเทพมหกานครจะมีหลายโครงการ อาทิ กำแพงป้องกันตลิ่งที่ปากคลองบางกรวย ปรับปรุงคันป้องกันน้ำสายสิงหนาถ-สามโคก จะมีต่อจ.อยุธยาและจ.ปทุมธานี โครงการสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งเชียงรากน้อย คลองเปรมประชากร-แม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดเมื่อผ่าน กยน.และสภาพัฒน์ฯ แล้วก็จะเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องหรือไม่ เพื่อให้การทำงานเสร็จเรียบร้อย
โดยทั้งหมดเป็นงานด้านการป้องกันน้ำที่เขื่อน การฝากน้ำ และการป้องกันพื้นที่ต่างๆ ที่มีความสำคัญ ขณะที่ส่วนเสริมที่ต้องรีบทำ ได้แก่ ข้อมูลเตือนภัย การจัดทำแผนที่ระดับของพื้นที่ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะดำเนินการให้เสร็จในเดือนเมษายนนี้ รวมทั้งการคำนวนพื้นที่ใหม่ที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าน้ำจะไปทางไหน การปรับปรุงการเตือนภัย ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะดำเนินการให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์จะส่งวิธีการดำเนินการและค่าใช้จ่าย และการทำแผนเผชิญเหตุ ที่กยน.ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจัดทำแผนนี้ร่วมกับชุมชนและนิคมฯ ต่างๆ ส่วนสุดท้ายเรื่องบริหารจัดการ ที่จะดูว่าทำอย่างไรการสั่งการในช่วงปกติกับฉุกเฉิน จะมีความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น ส่วนนี้มีความสำคัญที่จ้ะต้องแก้ไขในระยะสั้นจะต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ อาจจะทำให้การสั่งการของนายกรัฐมนตรีสั่งได้เป็นพื้นที่ ไม่ใช่เขตการปกครอง และต้องให้รัฐบาลทำได้ในการสร้างทางระบายน้ำที่จำเป็น
"จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 ประการ คือ 1.คอนโทรลไม่ได้ ดิน ฟ้า อากาศ 2.ส่วนราชการต้องทำงานให้เสร็จตามเป้าที่กำหนดไว้ 3.ประชชนทั้งหลายต้องให้ความร่วมมือในพื้นที่ริมคลอง พื้นที่ที่มีผักตบชวา พื้นที่สาธารณะ ควรต้องช่วยกันเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อจัดการข้อมูลทั้งหมดเสร็จแล้วจะสิ่งพิมพ์ให้ประชาชนได้มีความเข้าใจในสิ่งที่เราจะทำ ซึ่งตอนนี้ก็เร่งเต็มที่แล้ว และเวลาน้อย" นายปิติพงษ์ กล่าว
Tags : นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) แถลงแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #333 เมื่อ: มกราคม 23, 2012, 09:27:19 AM » |
|
การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย หลังมหาอุทกภัย 2554 (9) โดย : ศ.นพ.ประเวศ วะสี
สังคมไทยต้องเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น มีความดิ้นรนพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองเรื่อยมา เริ่มแต่ในสมัย ร. 5 ที่มีเจ้านายและข้าราชการที่เป็นคนรุ่นใหม่ทำข้อเสนอการปรับปรุงการปกครองประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ในสมัย ร. 6 เกิดกบฏหมอเหล็ง ในสมัย ร. 7 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 มีปฏิวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีขบวนการนักศึกษาล้มรัฐบาลทหารเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 เกิดขบวนการคอมมิวนิสต์ที่พยายามยึดอำนาจรัฐด้วยอาวุธแต่ไม่สำเร็จ เกิดความพยายามปฏิรูปการเมืองด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดปรากฏการณ์ทักษิณเข้ามามีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยการเลือกตั้ง เกิดรัฐประหาร 2549 เกิดขบวนการเสื้อเหลืองเสื้อแดงและความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรง ปริ่มๆ จะเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค
นักทฤษฎีบางกลุ่มก็เห็นว่าที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้สักทีและทำท่าจะรุนแรง เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับเผด็จการ ยังไม่ใช่การปฏิวัติโดยประชาชน อดีตคอมมิวนิสต์บางส่วนที่เคยเข้าป่าจับอาวุธก็ยังหาทางให้มีการปฏิวัติโดยประชาชนอยู่
ในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน เมื่อผู้ปกครองเป็นทรราชย์ ประชาชนจะลุกฮือขึ้นต้านอำนาจรัฐครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนใหญ่ถูกปราบ ส่วนน้อยที่ชนะแต่ประชาชนจัดการปกครองไม่ได้ จะถูกขุนศึกถือโอกาสตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ ประชาชนลุกฮือขึ้นล้มอำนาจรัฐได้แต่ปกครองไม่ได้ กรณี 14 ตุลาคมก็เช่นเดียวกัน ที่นักศึกษาล้มรัฐบาลได้แต่ปกครองไม่ได้ กองทัพมาชิงอำนาจไปที่อียิปต์ประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่รัฐบาลมูชารัคแต่ปกครองไม่ได้ กองทัพยังยึดอำนาจอยู่จนกระทั่งบัดนี้
ขบวนการคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจรัฐได้ด้วยกำลังอาวุธที่รัสเซีย จีน และเขมร ที่รัสเซียเกิดทรราชสตาลินที่ฆ่าคนไปหลายสิบล้านคน เขมรแดงฆ่าคนไปประมาณ 2 ล้านคนแต่รักษาอำนาจไว้ไม่ได้กลายเป็นระบบฮุนเซ็นอยู่ในปัจจุบัน
จีนมีความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ เป็นระบบทุนนิยมโดยรัฐที่ร่ำรวย แม้จะมีพรรคคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมระบบการเมืองอยู่ ก็กระจายอำนาจการปกครองให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง และมีระบบคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีคุณภาพสูงดังกล่าวแล้ว
อังกฤษและอเมริกาก็ผ่านการต่อสู้โดยประชาชนมากว่าจะได้เสรีภาพและประชาธิปไตย แต่เมื่อเป็นระบบทุนนิยมอย่างเข้มข้น กลายเป็นคนส่วนน้อยที่มีอำนาจควบคุมระบบเศรษฐกิจและการเงิน เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากเกินและกำลังวิ่งเข้าสู่วิกฤติ
ในการเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย จะเรียกว่าปฏิวัติประชาชนหรืออะไรก็ตามต้องดูตัวอย่างจากที่ต่างๆ ทั่วโลก และความจำเพาะในบริบทของเราเอง นอกเหนือจากเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างที่เข้าใจกันแล้ว เรายังมีอีกโจทย์หนึ่ง ว่าทำอย่างไรประชาชนจะปกครองได้จริง สามารถจัดการระบบเศรษฐกิจและการเงินให้เกิดความเป็นธรรมด้วย ไม่ใช่หลุดเข้าไปอยู่ในกำมือของคนส่วนน้อย แล้วทำให้ประเทศวิกฤติต่อไปอีกแบบอังกฤษและอเมริกา
ต่อไปนี้ คือ ข้อเสนอเรื่องประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งเป็นรูปแบบวิธีการที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน และประชาชนสามารถจัดการเรื่องเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล และลงตัวได้ด้วย
(2) ประชาชนปฏิรูป 3 ระดับ
ครูสน รูปสูง ผู้นำชุมชนจากจังหวัดขอนแก่น ประธานร่วมของคณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูปประเทศไทย โดยปฏิรูปสามระดับ คือ
หนึ่ง ปฏิรูปตนเอง
สอง ปฏิรูประดับองค์กร
สาม ปฏิรูประดับนโยบาย
ซึ่งเป็นหลักการที่ดีและสมบูรณ์มาก กล่าวคือ
ปฏิรูปตนเอง หมายถึง การสำนึกในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนและศักยภาพในการสร้างสรรค์ของตัวเอง แล้วลงมือทำอะไรดีๆ มีอิสระ พึ่งตนเองได้ เรียนรู้ได้ จัดการได้
ปฏิรูประดับองค์กร หมายถึง การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ และเกิดองค์กรของประชาชน หรือองค์กรชุมชน ที่สามารถจัดการในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างสมดุล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในตอนต่อไป การมีองค์กรชุมชนที่มีสมรรถนะในการจัดการสูง จะเป็นเครื่องมือการปกครองตนเองของประชาชน
ปฏิรูประดับนโยบาย หมายถึง ประชาชนและองค์กรชุมชน สามารถสังเคราะห์และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
หากประชาชนสามารถปฏิรูปสามระดับนี้ได้ จะเป็นความก้าวหน้าในทางคุณภาพและศักยภาพอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่จิตสำนึก การจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการและการจัดการเชิงนโยบาย นี่คือ สาระของประชาธิปไตยที่แท้หรือประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ ไม่ใช่ถูกหลอกให้ไปเลือกตั้งแต่ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์เหมือนเดิม หรือถูกหลอกให้ไปฆ่ากันตาย โดยชีวิตของเขาก็ไม่ได้ดีขึ้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #334 เมื่อ: มกราคม 26, 2012, 11:20:38 AM » |
|
เขื่อนไทยเอาอยู่ 25 ม.ค. 2555
นักวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้คนแตกตื่นข่าวลือเรื่องเขื่อนจะแตก เพราะหน่วยงานที่ดูแลเขื่อนต่างๆไม่ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับชาวบ้าน เผยเขื่อนที่น่าเป็นห่วงคือเขื่อนขนาดเล็กกว่า 4,000 แห่งในความดูแลของหน่วยงานท้องถิ่นที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงอาจเกิดการทรุดโทรมได้หากดูแลไม่ถูกวิธี
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า เขื่อนที่น่าเป็นห่วงคือเขื่อนขนาดเล็กที่สูง 10-15 เมตรกว่า 4,000 เขื่อนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพราะแม้จะมีการออกแบบและก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน แต่ปัจจุบันถูกโอนไปให้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล ซึ่งหากปฏิบัติไม่ถูกต้องอาจสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้
“ปัจจัยที่จะทำให้เขื่อนแตก 70-80% มาจากการกักเก็บน้ำที่เกินกำลังของเขื่อนจนน้ำล้นตัวเขื่อน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ผิด ที่ถูกต้องคือตัวเขื่อนสามารถกักเก็บน้ำได้ 100% ของความสามารถในการรับน้ำของเขื่อน แต่ต้องไม่ต่อเนื่องนานเกินไป ควรมีการระบายออกเพื่อลดแรงดันน้ำเป็นระยะๆด้วย และอีกปัจจัยคือการรั่วซึมของน้ำผ่านตัวเขื่อนซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ” นักวิชาการด้านวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว
เขื่อนที่น่าไว้วางใจในความปลอดภัยคือ เขื่อนที่มีการทำแบบจำลองก่อนสร้าง และเมื่อสร้างแล้วได้รับการตรวจวิเคราะห์โดยวิศวกรที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างตามมาตรฐานเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเขื่อนที่สร้างมานานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่และกลาง 200-300 แห่งที่อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายการผลิต กรมชลประทาน กรมพลังงาน เพราะมีงบประมาณและขั้นตอนการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง
ปัจจุบันแม้ประเทศไทยมีเขื่อนอยู่กว่า 5,000 แห่ง แต่เหตุที่ทำให้น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาเพราะปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นกว่า 50% มาจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่นั้นๆ เนื่องมาจากลมมรสุมที่พัดผ่านประเทศมากกว่าปกติ จนต้องปล่อยน้ำออกมาในปริมาณมาก โดยอีก 20% มาจากลุ่มน้ำยม ซึ่งไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำ และ 30% มาจากลุ่มน้ำปิงวังยมน่านที่มีเขื่อนอยู่แต่ก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มากนัก
เขื่อนที่ต้องเฝ้าระวังและควรมีแผนอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่รองรับไว้คือ เขื่อนที่เพิ่งสร้างใหม่ในช่วง 5-10 ปีหลังมานี้ เพราะความแข็งแรงของโครงสร้างแม้จะได้มาตรฐานตามที่ออกแบบ แต่เรื่องของการยึดตัวของวัสดุอาจยังเทียบไม่ได้กับเขื่อนที่สร้างมานานกว่าแล้วมีโครงสร้างที่เกาะยึดตัวกันดีแล้ว
นักวิชาการด้านวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต่อว่า เขื่อนไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์ด้านชลประทาน ไม่ได้มีคุณสมบัติรับมือกับภัยธรรมชาติโดยตรงเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่เบื้องต้นจากที่ทำการลงพื้นที่ศึกษาโครงสร้างมาบ้างก็ถือว่าเขื่อนส่วนใหญ่สร้างด้วยมาตรฐานที่มากเกินจริงอยู่มากทำให้ไม่น่าเป็นห่วงมากอะไร
“ประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้านภัยพิบัติ แม้จะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว โอกาสที่จะทำให้เกิดการพิบัติของเขื่อนอยู่ที่ 1% เท่านั้นเมื่อเทียบกับสถิติที่ผ่านมา และที่สำคัญเขื่อนของไทยที่เป็นเขื่อนดินที่มีโครงสร้างแข็งแรงมากกว่าเขื่อนคอนกรีต แต่เขื่อนคอนกรีตอย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนท่าด่าน เขื่อนแม่มาวของไทย ก็ก่อสร้างด้วยมาตรฐานค่อนข้างสูง และมีงบประมาณในการดูแลค่อนข้างดีมีความปลอดภัย ไม่น่าห่วงหากมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น”นักวิชาการด้านวิศวกรรมโยธา กล่าว
สิ่งที่รัฐบาลไทยควรหันมาให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยและการบำรุงรักษาเขื่อนต่างๆมากขึ้น เพราะจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความตระหนกตกใจของข่าวต่างๆ ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนขาดความเข้าใจเรื่องโครงสร้างของเขื่อนที่ถูกต้องว่ามีความพร้อมในการรับมือกับปริมาณน้ำที่จะมีในฤดูฝนมากน้อยแค่ไหน เพราะผู้ดูแลเขื่อนไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนว่าเขื่อนที่หน่วยงานตัวเองดูแล ว่าอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยหรือมีการตรวจสอบบำรุงอย่างไรบ้าง
ผศ.ดร.นภาพร เปี่ยมสง่า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่จะช่วยให้การรับมือกับน้ำปีนี้ได้ผลดียิ่งขึ้นคือ การวางแผนและการจัดการคันกั้นน้ำที่ดี เพราะค้นกั้นน้ำที่ได้ผลจะต้องมีเทคโนโลยีในการบีบอัดวัสดุที่นำมาทำคันกันให้แน่นไม่เช่นนั้น เมื่อน้ำมาปริมาณมากคันกั้นน้ำก็จะพังลงจากความไม่แข็งแรงได้อยู่ดี
ความเสียหายที่จะเกิดจากความพิบัติของเขื่อนไม่ได้มาจากเขื่อนโดยตรง แต่มาจากแผนรับมือของผู้ดูแลเขื่อนมากกว่า หากไม่มีแผนอพยพที่ดีแม้จะเป็นเขื่อนขนาดเล็กก็อาจสร้างความเสียหายขนาดใหญ่ได้ และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเขื่อนต้องรีบตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเขื่อนทุกครั้ง ด้วยการใช้อุปกรณ์ตรวจและวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เพราะความเสียหายอาจไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #335 เมื่อ: มกราคม 26, 2012, 11:25:11 AM » |
|
นายกฯเที่ยว'ทัชมาฮาล' 'ยิ่งลักษณ์'รับข้อเสนอเอกชนหาที่ดินตั้งโรงงานในอินเดีย
"ยิ่งลักษณ์"เตรียมหารือทวิภาคี นายกฯอินเดีย เร่งผลักดัน เอฟทีเอไทย-อินเดีย สร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ร่วมมือพัฒนาโครงการเชื่อมทวาย ของพม่า
เผยแพร่ผลการเดินทางเยือนอินเดีย ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ โดยระบุว่า เมื่อเวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น นายกฯและคณะได้เดินทางไปยัง ราษฎร์ปติภาวัน เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยมีนายมานโมฮาน ซิง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายอินเดีย รอให้การต้อนรับ โดยมีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จ
ต่อมา เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการให้นาย S.M. Krisna รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเข้าเยี่ยมคารวะ โดยนายกฯได้แสดงความขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสำหรับการต้อนรับและการรับที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุม JC ไทย-อินเดีย ซึ่งปูทางสำหรับการเยือนครั้งนี้ รวมทั้งการผลักดันของรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียให้มีการลงนามความตกลงในหลายสาขาระหว่างกันในช่วงค่ำวันนี้
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันที่จะให้ความสำคัญในประเด็นความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และนายกฯได้แสดงความชื่นชมต่อนโยบายต่างประเทศของอินเดียที่ให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น ซึ่งไทยเองก็เห็นความสำคัญของอินเดียในฐานะส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออก และสนับสนุนการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของอินเดียในภูมิภาคและในโลก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงประเด็นที่จะมีการหารือระหว่างการพบปะกับ นาย มานโมฮาน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย ในช่วงค่ำวันนี้ ว่าจะเป็นการหารือเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-อินเดียไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ไทยและอินเดียสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดทั้งระดับภูมิภาคและโลก โดยระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายกฯสนันสนุนการเร่งรัดการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
นายกฯยังกล่าวย้ำว่าไทยให้ความสำคัญเรื่องความเชื่อมโยง (Connectivity) และขอให้คณะทำงานร่วมด้านความเชื่อมโยงได้เร่งให้มีการประชุมกันโดยเร็ว เพื่อหารือถึงโครงการต่างๆ เช่น การเชื่อมโยงผ่านท่าเรือทวาย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้หารือเกี่ยวกับประเด็นอื่นๆ อาทิ การลดขั้นตอนด้านวีซ่า เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวและการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน รวมทั้งการจัดตั้ง Thai-India Foundation เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน
นายกฯขอให้อินเดียพิจารณาช่วยดูแลและเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิงไทยที่ถูกคุมขังในอินเดีย จำนวน 6 ราย ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ทั้งนี้ ไทยเองไม่ประสงค์แทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมของอินเดีย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #336 เมื่อ: มกราคม 27, 2012, 12:02:31 AM » |
|
same place but different time 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #337 เมื่อ: มกราคม 27, 2012, 12:04:12 AM » |
|
วันที่ 26 มกราคม 2555 17:26 ไทย-พม่าถกสร้างเส้นทางแม่สอด-เมียวดี-กอกาเรก วีระชัย ระกำทอง ผู้อำนวยการแขวงการทางตากที่ 2 แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างถนนไฮเวย์ให้กับประทศพม่า จากจังหวัดเมียวดีเข้าไปยังจังหวัดกอกาเลก ประเทศพม่า ได้ประชุมร่วมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่แขวงการทางของพม่าจากจังหวัดเมียวดี ที่ห้องประชุมวัฒนารีสร์อท ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด
ทั้งนี้เป็นไปตามโครงการความร่วมมือในการก่อสร้างถนนจากแม่สอด-เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี-บางกาน และจังหวัดกอกาเรก ระยะทางช่วงแรกจากเมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี 17 กม.รวมทั้งการปรับปรุงโครงการถนนสายใหม่ ระยะ 28 กิโลเมตร จากหมู่บ้านบางกานจนถึงจังหวัดกอกาเรก โดยการประชุมได้กำหนดการขั้นตอนในการส่งเจ้าหน้าที่บุคลากรและเครื่องจักรกลในการเข้าไปดำเนินการในฝั่งพม่า รวมทั้งการดูพื้นที่ และชี้แจงในเรื่องโครงการความร่วมมือในการก่อสร้างสะพานมิตรภาพฯข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ด้วย นายวีระชัย กล่าวว่า การก่อสร้างถนนแม่สอด-เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี ไปจนถึงเมืองกอกาเรก ระยะทางรวมประมาณ 45 กม. จะใช้งบประมาณรวมกันกว่า 1,114 ล้านบาท ทั้งการเปิดเส้นทางใหม่และการปรับปรุงเส้นทางเดิมให้ดีขึ้น โดยรัฐบาลไทยลงทุนให้พม่า คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปีจะแล้วเสร็จ ล่าสุด กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้มีการทำสัญญากับบริษัท สี่แสงการโยธา จำกัด เรียบร้อยแล้ว และทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำข้อตกลงในรายละเอียดแล้ว
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #338 เมื่อ: มกราคม 27, 2012, 12:09:02 AM » |
|
รัฐบาล-กทม.วาง 12 แนวทาง ป้องกันน้ำท่วมกรุง! ตั้งงบ 2 พันล้าน แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ "ปลอดประสพ"มั่นใจน้ำไม่ท่วมหนัก-นาน!
การประชุมแก้ปัญหาระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ ซึ่งมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ โดยมีรองผู้ว่าฯกทม.เข้าร่วม โดยรัฐบาลได้มีการวาง 12 แนวทางในการบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย 1.รัฐบาลจะช่วยเหลือกทม.ในการจัดการน้ำท่วม โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องประสานงาน
2.จัดงบประมาณ 1,964 ล้านบาท เพื่อให้กทม.ใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ใน 4 เรื่อง 2.1ซ่อมแนวเขื่อนที่ชำรุดตามคูคลอง 2.2 ติดตั้งเครื่องดันน้ำ2.3 ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม 2.4ปรับระบบระบายน้ำในคลองภาษีเจริญ
3.นำงบไปเพิ่มใประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในคลอง 29 คลอง ซึ่งในส่วนนี้กทม.จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ทันที เช่น การร่วมมือกับกองทัพบก 4.สร้างเครื่องดันน้ำเคลื่อนที่ 100 เครื่อง โดยร่วมมือกับกองทัพเรือ
5.กองทัพเรือและกระทรวงวิทยฯ ออกแบบและติดตั้งดันน้ำถาวรในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 6.ให้กองทัพบกขุดคลองขนาดเล็ก 347 สาย โดยงบประมาณส่วนนี้เป็นของ กยน.ที่มอบให้กองทัพโดยตรง 770 ล้านบาท
7.ถ้าหมูบ้านเอกชนมีปัญหาท่อระบายน้ำ กทม.กับกระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปช่วยเหลือทันที 8.จัดงบ 24 ล้านบาท โดยกนย. ติดตั้งระบบเตือนภัยเชื่อมโยงทั่วประเทศ
9.กทม.เสนอว่าหากในอนาคตมีน้ำไหลเข้ากรุงเทพฯจะไทม่ให้มีการบล็อกน้ำ และปล่อยให้น้ำไหลผ่านตามปกติ 10.กทม.จะประสานทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่รอบนอกกทม. เกี่ยวกับการระบายน้ำในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับหลายพื้นที่ 11.กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรฯจะทแผนเผชิญเหตุการน้ำท่วมฉุกเฉิน และเตรียมอุปกรณ์รองรับ และ 12.การแก้ปัญหาการบุกรุกตามคลองต่างๆ กทม.จะเสนอให้เป็นนโยบายร่วมกับรัฐบาล
"เชื่อว่าประชาชนจะสบายใจ รวมถึงนักลงทุนด้วยว่าน้ำจะไม่ท่วม หรือถ้าท่วมก็จะไม่นานขนาดนี้"นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการพูดถึงการสร้างสะพานในอนาคตจะไม่มีการสร้างตอม่อกลางสะพาน เพราะอาจเป็นการกั้นทางน้ำผ่าน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #339 เมื่อ: มกราคม 30, 2012, 11:18:48 AM » |
|
ไม่ต้องให้ คุณสมิทธ ธรรมสโรช ออกมาโวยว่า “สิ้นหวังแผนรับมือน้ำท่วม” คนไทยก็ได้รับข่าวที่น่าหวั่นไหวมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้ว ว่า หากฝนตกมากเท่ากับปีที่ผ่านมา สงสัยจะ “เอาไม่อยู่” อีกรอบหนึ่ง
และหากปีนี้น้ำท่วมหนักเท่ากับปีที่เพิ่งผ่านมา ทุกอย่างจะดูไม่จืด และอนาคตประเทศชาติจะมืดมนอนธการทีเดียว
คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) นั้น มียอดกูรูว่าด้วยน้ำมากมายหลายท่าน อีกทั้งงบประมาณก็ประกาศเปรี้ยงปร้างออกมาว่าจะใช้เงินไม่น้อยกว่า 350,000 ล้านบาทเพื่อการนี้ และพระราชกำหนดที่จำเป็นเพื่อการนี้ก็ออกมาเรียบร้อยแล้ว ไฉนเราจึงยังไม่มั่นใจว่าปีนี้จะไม่ท่วมหนักเหมือนปีก่อน?
ตอบได้ว่าเพราะไม่มีใครที่พูดกับสาธารณชนแล้วจะน่าเชื่อได้ว่าจะป้องกันปัญหาอันดับหนึ่งของประเทศได้จริงๆ ประเด็นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่เราขาดคนเก่ง คนรู้ และไม่มีปัญหาเรื่องข้อมูลและอุปกรณ์ที่จะทำเรื่องนี้
เรื่องของเรื่องอยู่ที่ว่าไม่มีใครบริหารให้ใช้ความรู้ของคนเก่งของประเทศมาทำเป็นแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมที่จะอธิบายกับชาวบ้านได้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ทำเมื่อไหร่ ใครทำ และจะเริ่มเมื่อไหร่ เสร็จวันไหน และจะไม่ให้ปัญหาเก่ากลับมาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
ผมได้ยินจากกรรมการหลายคนใน กยน.ว่า กรรมการที่เป็นกูรูมากมายหลายคนนั้นต่างก็มี “อัตตา” และแนวทางการแก้ปัญหาของตัวเอง ซึ่งก็แปลว่าอาจจะมีมุมมองที่ต่างกัน และต่างคนต่างก็เชื่อว่าวิธีคิดและข้อเสนอของตนถูกต้องกว่าของใคร
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหรือเสียหายด้วยซ้ำที่คนเก่งๆ จะมี “อัตตา” สูง (กูเก่งที่สุด) แต่ที่เป็นปัญหาคือว่าเมื่อเอาคนเก่งคนมีความมั่นใจสูงมาอยู่ที่เดียวกันแล้ว ต้องมีคนมีภาวะผู้นำสูงเพียงพอที่จะระดมความคิด สรุปประเด็น ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ และกำหนดให้มีแผนงานที่นำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง
เพราะคณะกรรมการทั้งชุดนั้นไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ถ้าไม่สามารถหาข้อสรุปออกมาให้ประชาชนได้รับทราบและเชื่อมั่นก็ไร้ประโยชน์...เข้าลักษณะความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดอีกจนได้
จริงแค่ไหนไม่ทราบที่คุณสมิทธบอกว่าการอนุมัติงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ใช้เวลาไม่กี่วินาที และไม่มีข้อเสนอนักวิชาการอยู่ในแผน แต่ที่แน่ๆ คือว่าถึงวันนี้มีแต่ “ตัวเงินก้อนใหญ่” ที่จะใช้ แต่ยังไม่ได้บอกกล่าวกับสาธารณชนทั้งไทยและเทศว่าเงินก้อนนี้จะเอาไปทำอะไร เมื่อไหร่ และป้องกันไม่ให้ปัญหาน้ำท่วมเกิดซ้ำในปีนี้อีกได้อย่างไร
ผมได้ยินกรรมการอีกท่านหนึ่งบอกกับนักข่าวว่าหากฝนตกมากเท่าปีที่ผ่านมา น้ำก็จะท่วมหนักอีก เพราะถึงวันนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนงาน หรือการประเมินสถานการณ์ของหน่วยงานต่างๆ
ที่บอกว่าจะ “บูรณาการ” เพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างจริงจังนั้น ก็เป็นเพียงถ้อยประโยคที่พูดจากผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำกว่า 20 หน่วยงานในรัฐบาลทำงานภายใต้กลไกเดียวกันที่เรียกว่า “single command” นั้น จะเกิดขึ้นอย่างไร ภายใต้โครงสร้างอะไร และมีความมั่นใจว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว จะทำได้หรือไม่
เพราะยังไม่มีใครสรุปบทเรียนจาก “ศปภ.” จากวิกฤติมหาอุทกภัยออกมาให้ได้เห็นชัดๆ เพื่อบอกว่าระบบการทำงานรอบใหม่นี้จะไม่เหมือนของเก่าเป็นอันขาด
วันก่อน เพิ่งได้ยินรองนายกฯ และรัฐมนตรีมหาดไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ขู่ว่า ถ้า กทม. ไม่ร่วมมือกับมหาดไทยในการป้องกันน้ำท่วมปีนี้ ท่านก็มีอำนาจที่จะเปลี่ยนผู้ว่าฯ ได้
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้คนไทยทั่วไปอุ่นใจได้เลย เพราะที่พูดกันอยู่นี้ยังไม่เกี่ยวอะไรกับแผนป้องกันน้ำท่วมใหญ่เลยแม้แต่น้อ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #340 เมื่อ: มกราคม 30, 2012, 03:49:45 PM » |
|
วันที่ 30 มกราคม 2555 14:51 ตั้งองค์กรจัดการภัยภิบัติแห่งชาติ ซ้อมใหญ่เดือนส.ค. วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "กลยุทธ์การบริหารจัดการแห่งน้ำของประเทศไทย" ว่า สำหรับระบบซิงเกิล คอมมานด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนบริหารจัดการน้ำ ขณะนี้ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม หนึ่งในคณะกรรมการกยอ. ไปดูแลเรื่องการออกแบบโครงสร้างองค์กร ซึ่งอยู่ภายใต้ชื่อ "องค์กรจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ" ซึ่งโครงสร้างการทำงานจะเป็นองค์กรมหาชน เพราะต้องการให้องค์กรสามารถทำงานได้กับทุกรัฐบาล และปลอดจากการแทรกแซงของนักการเมือง
ในเบื้องต้นนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน "องค์กรจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ" ตามตำแหน่ง และคณะทำงานจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน
ส่วนขอบเขตอำนาจการทำงานขององค์กร จะมีอำนาจเทียบเท่ากับมติคณะรัฐมนตรี หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการมอบหมาย และไม่ปฎิบัติตามคำสั่งถือว่าผิดกฎหมาย
ประธานกยอ.กล่าาวเพิ่มเติมว่า เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย โดยในเเดือนส.ค.จะมีการซ้อมใหญ่เพื่อรับมือน้ำท่วม โดยจะมีการประสานงานกับนิคมอุตสาหกรรม ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานร่วมกัน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #341 เมื่อ: มกราคม 31, 2012, 11:21:56 AM » |
|
"วิษณุ" เปิดบันได 2ขั้นตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำ ออกพ.ร.ฎ.ตั้งองค์การมหาชนชั่วคราว ก่อนยกระดับเป็นองค์กรพิเศษ บริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ
วิษณุ เครืองาม กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการจัดตั้งองค์กรและแนวทางปฏิบัติราชการแผ่นดินในกยอ. เปิดเผย"กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวทางการออกกฎหมายบริหารจัดการน้ำ โดยตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาดูแล ออกแบบให้ทำงานแบบ"ปลอดการเมือง" และตัดสินใจเด็ดขาดตามหลักวิชาการ ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจดังนี้
เรื่องนี้มีการคิดกันหลายระดับ ในช่วงที่ผ่านมามีผู้รู้และนักคิดหลายคนเห็นว่าควรมีกระทรวงน้ำ เพื่อที่จะเอาไว้แก้ปัญหาน้ำทั้งระบบอย่างถาวรตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี
"ความจริงเมื่อ 10 ปีที่แล้วในช่วงการปฏิรูประบบราชการ เราเคยมีความคิดที่จะมีกระทรวงน้ำ เพื่อนำหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาอยู่รวมกัน แต่เอาเข้าจริงมันก็ทำได้ไม่เท่าไร เพราะบางกระทรวงก็อยากเอาภารกิจไว้ในในกิจการของกระทรวงตัวเอง ในเวลานั้นจึงมีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะตั้งกระทรวงน้ำ เรื่องนี้จึงต้องพับไป"
ในเวลานี้เมื่อมีการเสนอให้มีการฟื้นกระทรวงน้ำขึ้นมาใหม่ ในเชิงนโยบายหากจะมีกระทรวงที่ 21 ขึ้นมาดูแลเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งน้ำท่วม หรือว่าน้ำจืดหรือน้ำเค็ม คงไม่มีอะไรขัดข้องที่จะให้มีกระทรวงนี้ขึ้นมาจัดการน้ำภาวะปกติ เหมือนกับการจัดการปัญหาของ 20 กระทรวงที่มีอยู่
แต่วันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรากำลังพูดถึงเรื่องอุทกภัย ซึ่งเป็นวิกฤติ เวลาเกิดวิกฤติ กระทรวงน้ำก็เอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีความคิดอีกแบบหนึ่งว่า นอกเหนือไปจากกระทรวงน้ำแล้ว จะต้องคิดถึงองค์กรขึ้นมาเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆและการบริหารจัดการน้ำรวมทั้งระบบ รวมไปถึงการแก้ปัญหาข้อขัดข้องทางกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก เพราะวันนี้ใครจะทำฟลัดเวย์ ก็จะต้องไปทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งแค่นี้ก็ติดแล้ว
นอกจากนี้หากเราคิดว่าจะลงทุนแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ แต่ไม่มีเงิน แล้วจะไปร่วมทุนกับเอกชน โดยรัฐให้ที่ดินแก่เอกชน แล้วเอกชนออกเงินก่อสร้าง ก็จะติดพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะโครงการใดที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1 พันล้าน จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ถึงตรงนี้ 1 ปีคงไม่มีทางจะสร้างอะไรได้ หรือแม้แต่รัฐบาลจะก่อสร้างฟลัดเวย์ 60-70 กิโลเมตร แต่เมื่อผ่านท้องถิ่นไหนก็จะมีปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอำนาจขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) หรือเทศบาลเหล่านั้นทำให้ติดปัญหาของท้องถิ่นอีก รวมไปถึงการขุดลอกคูคลองก็จะมีปัญหาอีก
ดังนั้นจึงคิดว่าอาจจะต้องมีองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรพิเศษ ซึ่งเท่าที่ได้มีการหารือกันมีความเห็นว่า การจัดตั้งองคต์กรในระยะแรกสามารถจัดตั้งได้เร็ว ด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาอีกองค์การหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อจัดการกับวิกฤติการณ์ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำ ถ้าทำได้แค่นี้มันก็จะมีอำนาจรัฐขึ้นมาในการประสานกับอบจ. อบต.เทศบาล หรือกรุงเทพมหานครฯ(กทม.) ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำมันอาจจะเบาลง หรือหมดไปได้
แต่ความที่เป็นองค์การมหาชน ก็สามารถจัดการปัญหาได้เพียงระดับหนึ่ง คงจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะไปเวณคืนที่ดินเพื่อ มาทำฟลัดเวย์ คงทำไม่ได้ หรือจะไปลบล้างอำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ต่างๆก็ไม่ได้ จึงต้องคิดไปถึงอีกระยะหนึ่ง ระยะที่ 2 ที่จะต้องออกพ.ร.บ.ให้มีอำนาจเท่ากับพ.ร.บ.ที่มีอยู่ทั้งหลาย ที่ให้อำนาจในการขุดลอกคูคลอง เอาอำนาจของท้องถิ่นมาใช้ในเวลาเกิดวิกฤติ
อย่างไรก็ตามคำว่า"วิกฤติ" ไม่ใช่บอกว่าเป็นก็เป็น แต่เหมือนกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน ที่ปกติกระทรวงต่างๆจะมีอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินหน่วยงานที่ตั้งขึ้นสามารถใช้อำนาจของกระทรวงต่างๆได้ทันที จึงคิดว่าองค์การที่บริหารจัดการเรื่องน้ำควรมีอำนาจเช่นนี้ เช่น อาจจะมีอำนาจในการเวณคืนที่ดิน อำนาจในการจัดการผังเมือง กำหนดให้สร้างหรือไม่ให้สร้างอะไรในพื้นที่นั้นๆ เพราะมันจะขวางลำน้ำ รวมทั้งอำนาจในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกีดขวางลำน้ำ
"ขณะที่บางเรื่องอาจไม่ถึงกับต้องลงไปจัดการเอง เพียงแต่ประสานให้หน่วยงานนั้นๆใช้อำนาจของหน่วยงานที่มีอยู่ หรือบางเรื่องที่มีปัญหาหนักขึ้น องค์กรนี้ก็อาจจะสั่งให้หน่วยงานต่างๆทำ เมื่อเห็นว่าหน่วยงานต่างๆแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ผล สั่งไปแล้วไม่ทำอะไร องค์การนี้อาจจะมีอำนาจพิเศษดึงอำนาจของหน่วยงานนั้นๆมาดำเนินการเอง เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็ส่งคืนกลับไปสู่ภาวะปกติ"
โครงสร้างองค์กรมหาชนเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จะเหมือนกับองค์การมหาชนธรรมดาที่มีอยู่ 20 กว่าองค์การ ที่จะมี กรรมการ ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ ซึ่งอำนาจไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่เมื่อพัฒนาไปเป็นระยะที่ 2 ซึ่งจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ องค์กรนี้ก็จะมีอำนาจเยอะขึ้น จึงคิดว่าต้องเป็นองค์กรที่สังกัดผ่ายบริหาร แต่เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระมากที่สุด คนที่จะเข้ามาบริหารจัดการ จะต้องมีวิธีการสรรหาเข้ามา โดยกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาวุ่นวายเพราะต้องทำงานแบบวิชาการ และต้องตัดสินใจเด็ดขาด รวมทั้งไม่ต้องเกรงผลกระทบในทางการเมือง
โดยสรุปการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการน้ำจะมี 2 ระยะ คือระยะเฉพาะหน้า คือการจัดตั้งองค์การมหาชน ขึ้นมาเพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินเร่งด่วน เฉพาะหน้า โดยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกได้เร็วไม่เสียเวลามากนัก เพราะไม่ต้องเข้าสภา แต่มีอำนาจไม่เต็ม
อีกระยะหนึ่งคือออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องผ่านสภา 2 สภา องค์กรนี้จะมีอำนาจเต็ม และบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบของการบริหารจัดการภัยธรรมชาติของแต่ละประเทศ โดยพยายามทำให้เข้ากับสังคมไทยมากที่สุด เพราะระบบราชการของไทยไม่เหมือนกับที่อื่น เมื่อเราตั้งองค์กดรใหม่ขึ้นมาแล้วมันก็ยังอยู่ในระบบราการ
ระยะแรกก็จะเป็นองค์กรมหาชน ซึ่งไม่มีอำนาจอะไรมาก แต่ระยะที่2 เป็นองค์การที่ออกโดยพระราชบัญญัติโดยจะออกแบบให้เป็นองค์การพิเศษที่มีความเป็นอิสระ ในการบริหารจัดการวิกฤติต่างๆในระดับชาติ แต่ในระดับย่อยลงมาอาจจะมีเครือข่าย เราได้รับทราบตัวอย่างที่น่าสนใจ อย่างในไต้หวัน หรือญี่ปุ่นเขามีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำที่จะดูแลกันเป็นแห่งๆ ที่จะสร้างให้มันเกิดขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การใหญ่ เรื่องนี้คงต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง
"ที่จริงนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย เวลาเกิดวิกฤติสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งนั้น แต่จะติดตรงที่ไม่สามารถทานอำนาจของการเมืองเวลาปกติได้ หรือไม่สามารถทานต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ได้ ในช่วงที่เกิดคลื่นยักษ์สินามิ เราบริหารจัดการได้ดี เพราะพอเวลาปัญหาเกิดขึ้น เราเข้าไปจัดการทันที เพราะสึนามิยังไม่ทันเจือจางไป ส่วนเรื่องน้ำท่วมก็เหมือนกัน ถ้าจัดการตอนน้ำกำลังท่วม คนเขาก็จะยอมทั้งนั้น ท้องถิ่นก็ยอม
แต่พอเวลาน้ำผ่านไป ในช่วงที่เราเตรียมการป้องกัน ในปีหน้าหรือปีต่อไป ความรู้สึกของประชาชนก็จะเจือจางลง การต่อต้านจะมีมากขึ้น จึงต้องกลับมาดูว่าคนที่จะเข้ามาดูแลองค์กรนี้จะต้องเป็นอิสระและต้องปลอดจากการเมือง เนื่องจากเรื่องนี้ต้องใช้เงินมหาศาล ต้องดูแลโครงการต่างๆที่ไม่เกรงกลัวใคร เพราะถ้าเกรงใจกันอย่างเดียวก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #342 เมื่อ: มกราคม 31, 2012, 11:53:12 AM » |
|
ธุรกิจ : CEO Blogs วันที่ 31 มกราคม 2555 04:00ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ .การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย หลังมหาอุทกภัย 2554 (12) บางทีรู้สึกเรื่องมันใหญ่โตเกินไปไม่รู้จะจับตรงไหน และมีมายาคติบางอย่างที่ครอบงำสังคมไทย ที่ทำให้ทอนกำลัง เช่น
(1) เคารพความเป็นทางการมากกว่าความไม่เป็นทางการ ความจริงความไม่เป็นทางการมีมาก่อนตามธรรมชาติ ใหญ่กว่า และสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า
(2) ติดรูปแบบมากกว่าสาระ ความเป็นทางการ ภาษาอังกฤษว่า formal เมื่อ formal ก็ติด form หรือรูปแบบ ประเทศจึงหมดเวลาไปกับรูปแบบที่เป็นทางการมากกว่าสาระ การขาดสาระนำประเทศไม่สู่วิกฤติทุกๆ ทาง
(3) เคารพความรู้ในตำรามากกว่าความรู้ในตัวคน คนทุกคนมีความรู้ในตัวที่ได้มาจากประสบการณ์และการทำงาน เช่น คนขายก๋วยเตี๋ยวมีความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ช่างผสมปูนมีความรู้ในการผสมปูน คนขายของชำมีความรู้ในการจัดการขายของชำ ชาวไร่ชาวนามีความรู้ในการทำไร่ทำนา แม่มีความรู้ในการสอนลูก ฯลฯ ความรู้ในตัวคนมีประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกัน การเคารพแต่ความรู้ในตำราทำให้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติ คนส่วนใหญ่คือชาวบ้านไม่มีเกียรติ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรีประเทศชาติจะมั่นคงได้อย่างไร การศึกษาของเราก็จัดขึ้นโดยเคารพความรู้ในตำรามากกว่าความรู้ในตัวคน จึงทำให้คนไทยขาดจากรากเหง้าของตนเองดังกล่าวในตอนที่ 3 และทำให้ขาดศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน
(4) การให้ความสำคัญกับข้างบนมากกว่าข้างล่าง ข้างล่างคือฐานของสังคมหรือฐานพระเจดีย์ ทำให้เกิดการสร้างพระเจดีย์จากยอด ซึ่งมีแต่พังลงๆ เพราะไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด ต้องสร้างจากฐาน
มายาคติเหล่านี้ทำให้สังคมไทยอ่อนแอและวิกฤติ
การคิดแต่ว่าเป็นหน้าที่ของคนที่มีอำนาจเป็นทางการ โดยคนที่สามารถทำอะไรๆ ได้ตั้งแยะพากันอยู่เฉยๆ ในขณะที่ระบบทางการมีความฉ้อฉลและสมรรถนะต่ำจนถึงขั้นที่เรียกว่า “รัฐล้มเหลว” ประเทศจึงหายนะลงเรื่อยๆ จนวิกฤติใหญ่เห็นปานนี้
แต่นี้ต่อไปคนไทยทั้งมวลควรสลัดมายาคติออกไปทั้ง 4 เรื่อง เห็นว่ากิจการของบ้านเมืองมีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ความไม่เป็นทางการใหญ่กว่าและมีพลังมากกว่า คนที่ไม่มีตำแหน่งอะไร คนเกษียณอายุแล้วล้วนมีความรู้ในตัว สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในเรื่องต่างๆ เน้นสาระมากกว่ารูปแบบ เคารพความรู้ในตัวคนว่าคนทุกคนมีความรู้ในตัว สามารถร่วมมือกันทำอะไรดีๆ ทั้งสิ้น เคารพคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน และเห็นว่าฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่นต้องแข็งแรงจึงจะรองรับประเทศให้มั่นคง
อาจใช้สูตร INN ในการทำการดังนี้
I = Individual หรือปัจเจกบุคคลแต่ละคนเกิดสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของตัวเอง สลัดตัวเป็นอิสระจากมายาคติต่างๆ แล้วลงมือทำอะไรดีๆ ตามที่ตนถนัด
N = node หรือกลุ่ม มีการรวมกลุ่มกันสี่ซ้าห้าคน หรือหกเจ็ดคน ทำอะไรดีๆ อย่างหลากหลายตามที่กลุ่มเห็นร่วมกัน กลุ่มจะมีความสุขและความสร้างสรรค์ กลุ่มต้องสัมผัสความเป็นจริง ใช้ข้อมูล หลักฐานความรู้ จะทำให้ทำงานได้ผล
N = Networks หรือเครือข่าย บุคคลก็ดีหรือกลุ่มก็ดีสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย แต่ละคนแต่ละกลุ่มอาจเป็นสมาชิกได้หลายเครือข่าย
INN จะไปพ้นโครงสร้างที่เป็นทางการ (รูป ก) ซึ่งเป็นแท่งอำนาจที่มีข้อจำกัดและสมรรถนะต่ำ เป็นเครือข่าย (รูป ข) แบบเครือข่ายเซลล์สมอง เครือข่ายเซลล์สมองมีศักยภาพสูง
กลุ่มอาจมีลักษณะการทำงานและเรียกชื่อต่างๆ กันไป ลักษณะหนึ่งและการเรียกอย่างหนึ่ง คือ สถาบันยุทธศาสตร์ชาติ คนที่มีศักยภาพควรรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสถาบันที่ทำงานยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องต่างๆ ตามความถนัด เช่น
สถาบันศึกษาภัยพิบัติ สถาบันศึกษาความสามารถในการแข่งขันของชาติ (National Competitiveness) สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสันติภาพ สถาบันพัฒนาการเมืองการปกครอง สถาบันส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการสื่อสาร สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบความยุติธรรม ฯลฯ
กลุ่มหรือสถาบันเหล่านี้ควรแสวงหาความสนับสนุนทางการเงินชนิดที่ตนเองมีความเป็นอิสระ สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยต่างๆ ภาคธุรกิจเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ ควรให้การสนับสนุนกลุ่มหรือสถาบันยุทธศาสตร์ชาติต่างๆ เหล่านี้ เพราะถ้าเราไม่สร้างความเข้มแข็งทางปัญญาประเทศไปไม่รอด
ที่เรียกว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติก็ดี สมัชชาปฏิรูปก็ดี คือตัวอย่างของการขับเคลื่อนพลังทางปัญญาและพลังทางสังคมออกไปสู่นโยบาย รูปแบบสมัชชานี้สามารถจัดได้ทั้งระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับชาติ และสมัชชาเฉพาะประเด็น กระบวนการสมัชชาเป็นกระบวนการที่นำทั้งพลังทางปัญญา พลังทางสังคม และพลังอำนาจรัฐ เข้ามาเชื่อมโยงกันให้ทำสิ่งยากๆ ลำพังรัฐบาล ไม่ว่ามาจากพรรคการเมืองใดหรือในประเทศใด ไม่มีทางทำเรื่องที่ยากๆ และสลับซับซ้อนได้ กระบวนการสมัชชาไม่ได้ไปคุกคามอำนาจใดๆ แต่เป็นตัวช่วยสมานพลังในชาติ รัฐบาลที่ฉลาดย่อมมองเห็นกำไรที่จะได้จากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของคนทุกฝ่าย
อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบ้านเมืองได้มาก คือการที่นายกรัฐมนตรีตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ขึ้นมาช่วยทำงานในด้านต่างๆ โดยเชิญผู้ที่เป็นที่ยอมรับนับถือในสติปัญญาและความสุจริต อาจต้องขอร้องเขา ให้ยอมรับเป็นประธาน ประธานเป็นผู้สรรหากรรมการโดยอิสระ ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ที่ประธานใช้วิจารณญาณอันดีเลือกเอาเอง โดยวิธีนี้จะช่วยเป็นประกันว่าจะได้คนที่เหมาะสมที่สุดมาเป็นกรรมการ ซึ่งต่างจากถ้าราชการหรือการเมืองแต่งตั้งอันมีข้อจำกัดมาก รัฐบาลอำนวยความสะดวกในการทำงานของคณะกรรมการอิสระทุกอย่างให้สามารถทำงานโดยอิสระได้ คณะกรรมการอิสระทำข้อเสนอแนะให้รัฐบาลและสังคม โดยวิธีนี้รัฐบาลจะได้กำไรฟรีๆ เป็นกลไกที่จะได้คนเก่งๆ มาทำงาน นอกเหนือไปจากกลไกทางราชการและการเมืองตามปรกติซึ่งมักมีข้อจำกัดและไม่เพียงพอ
ภาคธุรกิจเป็นภาคที่มีพลังมาก ในสภาวะวิกฤติใหญ่ประเทศไทยเช่นนี้ ถ้าภาคธุรกิจรวมตัวกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย ก็จะเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
ภาคการสื่อสารทั้งหมดคือพลังของการปรับใหญ่ประเทศไทย ฉะนั้นถ้าวงการสื่อทุกประเภท ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ และออนไลน์ เกิดสำนึกว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนใหญ่ แล้วทำการสื่อสารอย่างทั่วถึง การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยก็จะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
อาจจะมีวิธีการหรือนวัตกรรมอื่นๆ อีก ถ้าบุคคลหรือฝ่ายต่างๆ อาจคิดออกโดยสรุปก็คือการเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทยต้องดำเนินการโดยคนไทยทั้งมวล
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #343 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2012, 05:08:55 AM » |
|
.การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย หลังมหาอุทกภัย 2554 (13) โดย : ศ.นพ.ประเวศ วะสี
มหาอุทกภัย 2554 มีโทษมหันต์อย่างไรเป็นที่ซึมซับรับรู้กันโดยทั่วถึง แต่มันก็มีคุณมหาศาลเป็นเครื่องชดเชย โลกทัศน์ วิธีคิด และจิตสำนึกเก่าๆ ที่หมักหมม ฝังรากลึก อันเป็นต้นตอของวิกฤตินั้น เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วยบทความทางวิชาการหรือคำสอนใดๆ จากผู้ใดผู้หนึ่ง ภัยพิบัติมหาศาลมากระแทกคนไทยให้ออกจากสำนึกเดิมๆ ไปสู่จิตสำนึกใหม่
จิตสำนึกเดิมเป็นจิตสำนึกที่เล็ก คับแคบ แยกส่วน อันนำไปสู่การเสียสมดุลอย่างรุนแรง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
มหาอุทกภัยเกิดขึ้นเพราะประเทศไทยเสียสมดุล แต่การเสียสมดุลนำไปสู่ภัยพิบัติอื่นๆ อีก ทั้งที่เห็นได้ง่ายและเห็นได้ยาก
จิตสำนึกใหม่เป็นจิตสำนึกใหญ่ ที่เห็นว่าคนทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน การทำอะไรต้องคำนึงถึงทั้งหมด ทั้งหมดจึงจะสมดุล
ระหว่างมหาอุทกภัย 2554 เราเห็นน้ำใจมหาศาลของคนไทยที่ร่วมทุกข์และช่วยเหลือกัน ความทุกข์แม้มากเท่าใด ถ้าคนไทยไม่ทอดทิ้งกันก็ทำให้ชีวิตพอทนได้
ขอให้สปิริตแห่งการเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกันยังคงอยู่และเพิ่มมากขึ้น เมื่ออุทกภัยผ่านพ้นไปแล้ว
การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทยตามที่กล่าวมาทำไม่ได้ง่ายๆ
แต่สปิริตแห่งการเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน จะทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้
การเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทยนั้นก้าวข้ามความขัดแย้งและรุนแรงทุกชนิด ด้วยพลังของสันติวรบท ที่ใช้พลังทางปัญญาและพลังทางสังคมของคนไทยทั้งมวลไปสู่การสร้างสังคมที่มีศานติสุข ศักดิ์ศรี และความสวัสดี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #344 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2012, 12:54:19 PM » |
|
การเงิน - การลงทุน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 10:00คปภ.ดีเดย์ขายประกันภัยน้ำท่วมวันที่14ก.พ.
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประประกันภัยพิบัติว่า ขณะนี้ยังยึดวงเงินเริ่มต้นที่ 5 หมื่นล้านบาทเหมือนเดิม แต่ความคุ้มครองให้เพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาท ภายหลังจากผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว กระบวนการต่อไปคือ จะมีบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น หรือ MOU กับสมาคมประกันวินาศภัย และ คปภ.ในการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อให้ขายกรมธรรม์ได้ทันภายในวันที่ 14 ก.พ. นี้
"เราต้องการให้เป็นของขวัญและเปิดขายได้ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ เพื่อให้คุ้มครอง 3 ภัย ประกอบด้วยภัยที่เกิดจากพายุ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ซึ่งเมื่อรู้เบี้ยและสรุปราคาเบี้ยได้เราก็จะเปิดให้ขายได้เลย"
ขณะนี้ สมาคมฯ และ คปภ.กำลังรวบรวมข้อมูลจากตลาดต่างประเทศ ว่าแต่ละประเทศคิดค่าเบี้ยอยู่ที่เท่าไร มี sub limit หรือการจำกัดความเสียหายบางส่วน เอาไว้ในอัตราเท่าไร โดยได้ดูรูแบบจากประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อได้ตัวเลขข้อมูลแล้วจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ก็ต้องนำตัวเลขเสนอต่อคณะกรรมการกองทุน ซึ่งขณะนี้กำลังสรรหาคณะกรรมการกองทุน
"ราคาเบี้ยในตลาดโลกขณะนี้เรารู้ๆ กันอยู่ว่าสูงมาก เท่าที่สำรวจตลาดและคุยกับรีอินชัวเรอร์ หรือบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ เขาคิดอัตราเบี้ยประกันอยู่ที่ 8-10% ของทุนประกัน ประเด็นตอนนี้คือทำอย่างไรให้ได้ส่วนลด โดยเราต้องมีมาตรการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ส่วนลด 3-5% ซึ่งตอนนี้เราคิดว่าหากได้ส่วนลดจาก 8% เอาไว้ก่อน แต่หลักที่จะได้ส่วนลดมาจาก การปรับโครงสร้างพื้นฐาน และหากสอบถามรีฯหลายๆ ราย ก็อาจได้รับส่วนลดมากกว่านี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำอย่างจริงจังเพื่อให้เบี้ยลง ณ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วเบี้ยจะอยู่ที่เท่าไร"
นายประเวชกล่าวว่า เบี้ยที่จะออกมานั้น ยืนยันว่าจะสูงกว่าราคาเบี้ยก่อนน้ำท่วมแน่นอน เพราะในอดีตน้ำไม่เคยท่วมและสร้างความเสียหายใหญ่ขนาดนี้ หากเบี้ยสูงเท่าราคาปัจจุบันก็คงไม่ไหวเช่นกัน
เขา กล่าวว่า หากเบี้ยประกันสูง ก็คงเป็นภาคสมัครใจในการให้คนเข้ามาทำประกัน แต่หากเบี้ยถูกก็อาจเป็นภาคบังคับให้คนเข้ามาทำประกันก็ได้ เพราะหากครัวเรือนซื้อความคุ้มครอง ก็จะทำให้กระจายความเสี่ยง เบี้ยจะต่ำลงได้ แต่คาดว่าเบี้ยคงจะต่ำลงได้เพราะระหว่างการจัดตั้งกองทุนฯ สิ่งที่ทำควบคู่กันไปก็คือ การบริหารจัดการน้ำ
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนระบุว่า การที่ให้เอกชนรับความเสี่ยงไป 1% ของความเสียหายนั้น ถือว่าสูงไปนั้น ในมุมมองของคปภ.มองว่า ณ ปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยมี 67 บริษัท หากบริษัทไหนรับความเสี่ยงที่ 1% ไม่ได้ก็ไม่บังคับ ซึ่งไม่เปิดขายกรมธรรม์ประเภทนี้ก็ได้ แต่กลับกันก็จะเสียโอกาสจากการดำเนินธุรกิจ หากเบี้ยออกมาต่ำก็เปิดขายพร้อมกับกรมธรรม์ภัยทรัพย์สินได้ และหากไม่ขายก็จะเสียโอกาสเช่นกัน หากเบี้ยออกมาสูงก็จะต้องเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งเบี้ยที่คิดกับลูกค้านั้นจะคิดตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
ส่วนเงินจัดตั้งกองทุนที่ 5 หมื่นล้านบาทนั้น ในหลักการทุกกรมธรรม์ที่บริษัทประกันขาย จะรับความเสี่ยงไว้แค่ 1% ที่เหลือ 99% จะส่งให้กองทุนฯ ซึ่งกองทุนฯอาจจะแต่งตั้งบริษัทประกันรายใดรายหนึ่งใน 67 บริษัทขึ้นมา 1 บริษัทเพื่อบริหารพอร์ต แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คัดเลือกบริษัทใด
คาดเอกชนรับความเสี่ยง 1% ไหว
ด้าน นายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม ผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนคิดว่าน่าจะยอมรับความเสียหาย 1% ได้ เพราะความเสียหายปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่ง 1% ก็อยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ซึ่งทุนประกันภัยทั้งหมดในประเทศในอดีตอยู่ที่ 11 ล้านล้านบาท แต่หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทุนดังกล่าวได้หายไปหมดแล้ว แต่กรณีที่จัดตั้งกองทุนฯขึ้นมา 5 หมื่นล้านบาท ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี แม้ว่าความเสียหายปีที่ผ่านมาประมาณกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม แต่เมื่อรัฐบาลมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมให้นิคมที่ชัดเจน ความเสียหายปีนี้ 2.5 แสนล้านบาท ก็ตัดไปได้เลย เพราะฉะนั้นความเสียหายปีนี้คงไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา
นิคมฯลั่นดูแลเขื่อนป้องกันน้ำเอง
นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมเห็นด้วยกับข้อเสนอของรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม 2 ใน 3 ของวงเงินที่ใช้ลงทุนก่อสร้าง อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมโอนที่ดินให้หน่วยงานรัฐแล้ว นิคมอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเขื่อนป้องกันน้ำท่วมเอง โดยภาครัฐอาจทำหนังสือสัญญาให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเขื่อน หลังจากสร้างเขื่อนเสร็จแล้ว
ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมเองจะไม่เก็บค่าสาธารณูปโภคจากโรงงานภายในนิคมฯเพิ่ม เพราะนิคมอุตสาหกรรมได้รับเงื่อนไขการกู้ที่ดี และต้องกู้เงินเพียง 1 ใน 3 ของเงินลงทุน ส่วนอีก 2 ส่วนภาครัฐจะสนับสนุน นอกจากนั้นนิคมอุตสาหกรรม ยังมีช่วงเวลาปลอดชำระเงินต้นถึง 5 ปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้จาก 7 ปี เป็น 15 ปี จึงเพียงพอที่จะให้บริการแก่โรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมได้
"หากรัฐบาลไม่ปรับเงื่อนไขการกู้เงินมาสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของธนาคารออมสิน จะทำให้ภาระตกอยู่ที่ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะการสร้างเขื่อนมีต้นทุนค่อนข้างสูง และเป็นส่วนที่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้แก่นิคมอุตสาหกรรมได้ ซึ่งหากรัฐบาลไม่เข้ามาช่วย จะทำให้นิคมอุตสาหกรรมอาจต้องเก็บค่าสาธารณูปโภคจากโรงงานเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นภาระแก่โรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และหากรัฐบาลไม่เสนอแนวทางการโอนที่ดินบริเวณสร้างเขื่อนให้แก่ภาครัฐ ก็คงไม่มีแนวทางใดที่จะให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือได้ โดยเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรม เพราะการสร้างเขื่อนครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้โรงงานและลดภาระให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม"
Tags : ประเวช องอาจสิทธิกุล • คปภ. • นิคมอุตสหากรรม • ประกันน้ำท่วม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #345 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2012, 07:10:12 AM » |
|
/นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า รัฐบาลและคณะกรรมการ
ยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้อนมัติ 6 โครงการ รวมงบประมาณ 7 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำระยะสั้น ซึ่งทั้งหมดจะเสร็จภายในเดือนมิ.ย.หรือเดือนก.ค.55 เป็นอย่างช้า ส่วนการกำหนดพื้นที่รับน้ำจะประกาศภายใน 2-3 เดือนนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 2.4 หมื่นตารางกิโลกเมตร
นอกจากนี้ นายปลอดประสพ ยังยืนยันว่า พื้นที่เจ้าพระยาตอนล่างจะเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างแน่นอน
ส่วนการทำทางเบี่ยงน้ำ คาดว่าจะใช้พื้นที่จังหวัดชัยนาถเป็นทางเบี่ยง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #346 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2012, 07:13:30 AM » |
|
โบรกฯ ชี้จุดอ่อน ศก.ไทย นำเข้าน้ำมัน 10% ของจีดีพี ตัวแปรขึ้น ดบ. สกัดเงินเฟ้อ โบรกฯ ชี้ ปัจจัยเสี่ยง ศก.โลกยังคุกคาม ศก.ไทย เชื่อปี 55 โตได้แค่ 2% คาด กนง.คง ดบ.นโยบายที่ 3% ยาวถึงสิ้นปี แนะจับตาราคาน้ำมัน เป็นตัวแปรสำคัญใช้พิจารณาขึ้น ดบ. ระบุ จุดอ่อนไทยนำเข้าน้ำมันสุงถึง 10% ของจีดีพี มากที่สุดในโลก หากเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กนง. จะขึ้น ดบ. เพื่อสกัดเงินเฟ้อทันที นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจของโลกและไทยปี 2555 กับแนวทางการประกอบธุรกิจประกันภัยหลังวิกฤตน้ำท่วม” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อาจไม่เป็นไปตามที่หน่วยงานภาครัฐได้คาดการณ์เอาไว้ นายศุภวุฒิเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปี 2555 จะสามารถเติบโตได้แค่ 2% เพราะยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ยังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในเบื้องต้น หากเศรษฐกิจยุโรปติดลบ 4% ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดลบไปด้วย และประเทศไทย ก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ด้านปัจจัยการปรับดอกเบี้ยนโยบาย นายศุภวุฒิประเมินว่า นับจากนี้เป็นต้นไป คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 3% จนถึงสิ้นปี หลังได้ปรับลดลงไปแล้ว 0.25% ซึ่งประเด็นที่ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่นั้น เกิดจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อของไทยหลักใหญ่มาจากการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก หากราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ขึ้นไปมาก เงินเฟ้อของไทยก็คงไม่ได้ปรับขึ้นไปมากนัก นายศุภวุฒิยังแสดงความเป็นห่วงว่า ประเทศไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 10% ของผลิตภัณมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) และถือว่าอาจสูงสุดในโลก ซึ่งประเด็นที่น่าจับตามมอง คือ หากประเทศไทยเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อทันที เพราะฉะนั้น หากดูว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือไม่ ต้องคอยสังเกตประเด็นนี้ด้วย ส่วนเรื่องภาวะเศรษฐกิจโดยรวมใน 6 เดือนแรก ในมุมมองของภัทรนั้นต่างชาติมีมุมมองที่สอดคล้องกันว่าใน 6 เดือนแรกของปีเศรษฐกิจโดยรวมจะฟื้นตัวจากการซ่อมแซมโรงงานที่เกิดน้ำท่วม และขณะนี้ผู้ผลิตสินค้าของไทยส่วนใหญ่ได้กลับมาผลิตสินค้าได้เกือบเต็มที่แล้ว ส่วนราคาพืชผลทางการเกษตรของไทยจากนี้ไปประเมินว่าไม่น่าจะดีมากนักเพราะถูกประเทศเวียดนามตัดราคา โดยเฉพาะข้าวซึ่งอาจได้รับกระทบด้านการส่งออก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #347 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2012, 07:16:36 AM » |
|
จุฬาฯ คลี่ผลวิจัย “อีเอ็ม” ไม่ช่วยแก้น้ำเสีย จุฬาฯ เผยผลทดสอบอีเอ็มอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ชี้ไม่ช่วยทำให้น้ำดีขึ้น
กราฟแสดงค่าบีโอดีของชุดทดลอง พบว่าในชุดอีเอ็มและชุดกรองอีเอ็มมีค่าสูงกว่าชุดควบคุมในวันแรกๆ ทีมวิจัยแถลงผลทดสอบ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เผยผลทดสอบประสิทธิภาพ “อีเอ็ม” ในการบำบัดน้ำเสียในแหล่งน้ำท่วมขัง พบคุณภาพน้ำไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายปริมาณออกซิเจนกลับลดลง อีกทั้งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ผลจากจุลินทรีย์แต่เป็นสารที่เกิดจากการหมักเชื้อ แนะใช้ “ปูนขาว” ได้ผลดีและถูกกว่า หรือเก็บขยะและเติมอากาศจะให้ผลดีกว่า จากข้อถกเถียงว่าการนำเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม (EM: Effective Microorganism) มาใช้บำบัดน้ำเสียนั้นได้ผลจริงหรือไม่ ทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ทำการทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อทดสอบว่าอีเอ็มสามารถบำบัดน้ำเสียจากน้ำท่วมที่ผ่านมาได้หรือไม่ โดยมุ่งตอบคำถามว่าอีเอ็มนั้นช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำเสียได้หรือไม่ โดยเก็บตัวอย่างน้ำเสียที่ท่วมขังบริเวณ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 6-16 ธ.ค.54 มาใส่โหลทดสอบ น้ำเสียจากน้ำท่วมขังดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นชุดทดลอง 3 ชุด คือ ชุดควบคุม ที่ไม่ได้เติมอีเอ็มลงน้ำเสีย ชุดอีเอ็ม ที่เติมอีเอ็มซึ่งเลี้ยงด้วยกากน้ำตาลนาน 2 วันลงไปในน้ำเสีย และชุดอีเอ็มกรอง ซึ่งเติมน้ำอีเอ็มที่ขยายด้วยกากน้ำตาลแต่กรองตัวเชื้อทิ้งไป เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์หรือสารเคมีต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ กรดแลคคิก เป็นต้น ที่เชื้อสร้างขึ้นนั้นเป็นตัวการที่ทำให้น้ำเสียใสขึ้นหรือไม่ จากนั้นตรวจวิเคราะห์ค่าดัชนีคุณภาพน้ำ 5 ค่า ได้แก่ 1.ค่าบีโอดี (BOD) ที่บอกถึงปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ย่อยสารอินทรีย์ในน้ำ หากมีค่าสูงแสดงว่าน้ำสกปรกมาก 2.ค่าซีโอดี (COD) บอกถึงปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในปฏิกิริยาเคมีเพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ ยิ่งค่าสูงน้ำยิ่งสกปรก 3.ค่าดีโอ (DO) คือปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ยิ่งมีค่าสูงน้ำยิ่งมีคุณภาพดี 4.ค่าไนโตรเจนอินทรีย์ในน้ำ ยิ่งสูงยิ่งไม่ดี และค่าทีเอสเอส (TSS) หรือปริมาณของแข็งแขวนลอยในน้ำ ยิ่งมีค่าสูงยิ่งไม่ดี น้ำเสียที่นำมาทดสอบประสิทธิภาพอีเอ็มนี้มีค่าบีโอดีประมาณ 13.33 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมีความเน่าเสียต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินที่มีค่าบีโอดีได้ไม่เกิน 4 มิลลิกรัมต่อลิตร และเมื่อเริ่มทดลองพบว่าชุดอีเอ็มและชุดกรองอีเอ็มมีค่าบีโอดีสูงขึ้นใกล้เคียงน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมคือประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อลิตร และเมื่อผ่านไป 2 วันพบว่าชุดควบคุมยังคงมีค่าบีโอดีต่ำกว่าชุดอีเอ็มและชุดกรองอีเอ็ม และเมื่อทิ้งไว้ 7 วัน พบว่าชุดควบคุมมีค่าซีโอดีต่ำกว่าของชุดอีเอ็มและชุดกรองอีเอ็ม ส่วนค่าดีโอนั้นพบว่าเมื่อทิ้งไว้หลังการทดลองชุดอีเอ็มและชุดกรองอีเอ็มมีค่าต่ำกว่าชุดควบคุม ส่วนค่าไนโตรเจนอินทรีย์และค่าทีเอสเอสนั้นไม่พบความแตกต่างระหว่างชุดทดลอง ทางทีมวิจัยจึงสรุปว่าการเติมอีเอ็มหรือผลิตภัณฑ์จากอีเอ็มลงในน้ำเสียจากน้ำท่วมนั้นไม่ได้ส่งผลให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับน้ำเสียในชุดควบคุม ในทางตรงกันข้ามการเติมอีเอ็มลงในน้ำกลับส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และปฏิกิริยาใดๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผลจากผลิตภัณฑ์ของอีเอ็ม ที่ได้ระหว่างการเลี้ยงขยายเชื้อด้วยกากน้ำตาล จึงเป็นผลให้เมื่อนำน้ำอีเอ็มที่ขยายแล้วไปใช้ ต้องเติมน้ำอีเอ็มขยายลงไปเรื่อยๆ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า ที่ผ่านมามีงานวิจัยเกี่ยวกับอีเอ็มน้อยมาก และแทบไมมีงานวิจัยที่ปราศจากการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอีเอ็ม งานวิจัยครั้งนี้จึงเป็นงานวิจัยแรกๆ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของอีเอ็มอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเขากังขาว่าภายในอีเอ็มหรือลูกอีเอ็มบอลนั้นมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดใดอยู่บ้างแน่ๆ ทั้งนี้ผู้สนับสนุนอีเอ็มมักอ้างว่ามีแบคทีเรียสีม่วงซึ่งสังเคราะห์แสงได้ แต่จริงๆ แล้วเป็นการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้ตัวเอง แต่ไม่ได้ผลิตออกซิเจนหรือต้นไม้หรือสาหร่ายแต่อย่างใด ทางด้าน รศ.ดร.สุเทพ ธรียวัน หัวหน้าทีมวิจัย และหัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า อีเอ็มนี้ช่วยกำจัดกลิ่นได้อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ไม่ได้หมายความว่าความสกปรกของน้ำจะลดลงด้วย ทั้งนี้ แบคทีเรียสีม่วงมีคุณสมบัติเปลี่ยนสารเคมีก๊าซไข่เน่าไปเป็นสารรูปอื่นที่ไม่มีกลิ่น และทีมวิจัยไม่ได้ใช้ก้อนอีเอ็มบอลทดสอบเพราะทราบแน่ชัดว่ามีสารอินทรีย์ที่สร้างปัญหาให้เกิดน้ำเน่าอย่างแน่นอน และเลือกใช้น้ำอีเอ็มยอดนิยมที่มีขายตามท้องตลาด และการเติบกากน้ำตาลย่อมทำให้ความสกปรกเพิ่มขึ้น รศ.ดร.สุเทพ ยังกล่าวด้วยว่า จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้สนใจเท่าไรต่อค่าน้ำเสียทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นตัวเลข แต่ปัญหาที่ชาวบ้านสนใจคือน้ำใสไม่มีกลิ่น ซึ่งมีทางเลือกอื่นที่ได้ผลและถูกกว่า นั่นคือการใช้ปูนขาว โดย ผศ.ดร.เจษฎาได้ทดลองใช้ดูในบริเวณน้ำท่วมที่ดอนเมือง และพบว่าได้ผลในการช่วยลดกลิ่นได้ดี พร้อมกันนี้ทีมวิจัยได้แนะว่าทางที่ดีควรช่วยกันเก็บขยะ ลดการทิ้งสารอินทรีย์ลงในน้ำและช่วยกันเติมอากาศก็จะช่วยลดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ ส่วน ผศ.ดร.เจษฎาเสริมอีกว่า อีเอ็มนี้ใช้ได้ผลดีในดารทำปุ๋ยหมักทางการเกษตร ซึ่งควรจะจำกัดวงอยู่ในกรอบนั้นต่อไป สิ่งที่เขากลัวคือกลัวว่าศรัทธาต่ออีเอ็มจะไปไกลเกินกว่านั้นเหมือน “น้ำป้าเชง” หรืออาจเลยเถิดไปถึงขั้นอ้างว่ารักษาสิว เสริมความแข็งให้แก่คอนกรีต หรือข้ออ้างอื่นๆ ทางที่ดีควรช่วยกันลดทิ้งขยะลงน้ำเป็นดีที่สุด สำหรับทีมวิจัยประกอบด้วย ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณะบดีคณะวิทยาศาสตร์, รศ.ดร.สุเทพ ธนียวัน หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา, รศ.ดร.กำธร ธีรคุปต์ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา, รศ.ดร.ไทยถาวร เลิศวิทยาประสิทธิ หัวหน้าวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ศ.ดร.อรัญ อินเจริญศักดิ์ ภาควิชาชีวเคมี, ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ภาควิชาชีววิทยา, ดร.อนุสรณ์ ปานสุข ภาควิชาชีววิทยา และ ดร.สราวุธ ศณีทองอุทัย ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #348 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2012, 10:34:08 AM » |
|
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 09:57ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ทะยาน 52 คน
/Davaoหน่วยกู้ภัยใช้ทั้งพลั่วและมือเปล่าขุดค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนที่พังถล่มหรือถูกดินถล่มทับถมเนื่องจากแผ่นดินไหว 6.9 ริกเตอร์ที่มีศูนย์กลางห่างจากเมืองทานาซาน จังหวัดเนกรอส โอเรียนทัลเมื่อเวลาเกือบเที่ยงวัน โดยมีทหารและอาสาสมัครช่วยกันเคลียร์เศษซากปรักหักพัง เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 52 คน
ท่ามกลางความวิตกว่า ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ยังมีผู้บาดเจ็บหรือผู้สูญหายอีกหลายสิบคน โดยเมืองกุยฮัลงัน ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 39 คน
แผ่นดินไหวทำให้เกิดดินถล่มในหลายจุด บางแห่งมีดินทับถมสูงถึง 10 เมตร และทางหลวงหลายมีรอยแตกหรือถูกดินถล่มปิดกั้น รวมถึงสะพานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของทีมกู้ภัย และอุปกรณ์หนักที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายเศษซากปรักหักพังก็ยังไม่สามารถลำเลียงไปถึงพื้นที่ประสบภัยได้ ทหารต้องใช้เวลาเดินเท้าจากจุดสุดท้ายที่รถสามารถเข้าไปได้อีกเกือบ 50 กม.กว่าจะถึงพื้นที่ประสบภัย
ขณะที่ ประชาชนยังอยู่ในอาการตื่นตระหนกและยังไม่กล้ากลับเข้าบ้านเรือน เพราะมีอาฟเตอร์ช็อคเกิดขึ้นตามมากว่า 200 ครั้งและคาดว่าจะเกิดต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ และหน่วยกู้ภัยต้องหยุดค้นหาและวิ่งไปยังจุดที่ปลอดภัยเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่เกิดอาฟเตอร์ช็อค
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #349 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2012, 03:41:51 PM » |
|
จากน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯถึง…วิธีจัดการภัยพิบัติฉบับ ‘ปักษ์ใต้’ โดย... จารยา บุญมาก “ที่ใต้ไม่ได้มีแค่ฝน แค่ลม แต่หมายรวมถึงน้ำป่า โคลนถล่ม น้ำท่วม สึนามิ พายุหมุนเขตร้อนในอ่าวไทย และการกัดเซาะชายฝั่ง บ้านเรือน และพื้นที่เกษตร เสียหายบ่อยครั้ง แต่ที่หลายคนลืม เป็นเพราะความเสียหายอันรุนแรงไม่เกิดกับชีวิตมนุษย์ มากมาย ความเสียหายไม่ได้ทำให้ชาวบ้านขาดอาหาร ขาดน้ำ หรือถูกดินทับตายจนเป็นข่าวใหญ่โต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะชาวบ้านเข้าใจหลักการเอาตัวรอด โดยไม่ขวนขวายรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว เพราะต่างรู้ดีว่า กระบวนการทำงานของคนในพื้นที่ ย่อมรวดเร็ว เนื่องจากคุ้นเคยและเข้าใจสถานการณ์ ซึ่งคนในชุมชนรู้ดีว่าต้องแบ่งงานกันอย่างไร ใครเฝ้าระดับน้ำ ใครดูสถานการณ์อากาศ ใครส่งข่าวเตือน และใครที่ประสานงานศูนย์อพยพ ฯลฯ ” เบญจา รัตนมณี ผู้ประสานงานสมัชชาภาคใต้ อธิบายถึงขั้นแนวความคิดเบื้องต้น ในการจัดการและป้องกันปัญหาภัยพิบัติ เบญจา บอกอีกว่า ในการประชุม สมัชชาสุขภาพภาคใต้ 14 จังหวัด ครั้งที่ 2 ที่ ม.ราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากเฝ้าระวังสถานการณ์ โดยใช้ประสบการณ์จากสึนามิ ซึ่งได้สำรวจพื้นที่เสี่ยงให้รอบๆ บริเวณ อำเภอที่รับผิดชอบ โดยเน้นที่อำเภอรอบนอก ติดป่า ส่วนเทศบาลก็ประสานงานร่วมในเรื่องของการวางแผนศูนย์อพยพ พร้อมทั้งกระจายแนวคิดผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพ เพื่อตั้งกลุ่มในการทำงานเชิงอนุรักษ์ เช่น ปลูกป่าชายเลน รั้งดิน เช่น ที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร เป็นต้น ก็เพื่อป้องกันภัยจากธรรมชาติ ทั้งวาตภัยและอุทกภัย ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การจัดการภัยพิบัติระดับภูมิภาค (ภาคใต้) ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น (หรือชุมชน) เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม ส่วนกรณีมีการอพยพเรื่อง อาหารและที่พัก ก็กระจายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ (อปท.) มีส่วนในการแบ่งงานกันประกอบอาหารเพื่อช่วยเหลือประสบภัย ส่วนหากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ก็แค่เอาทุกอย่างมาสมทบเท่านั้น ส่วนงบประมาณนั้น เนื่องจากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทางชุมชนจึงมีกองทุนรวมให้ชาวบ้านจ่ายเงิน 50% อีก 50% จ่ายให้ เป็นงบกลางที่เริ่มดำเนินการมาได้ราว 2 ปี แล้วในพื้นที่ภาคใต้ ด้านนายชาคริต โภชะเรือง เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ จ.สงขลา ในฐานะคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการภัยพิบัติฯ เสริมว่า จากปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และภาคกลางหลายพื้นที่สะท้อนการบริหารจัดการที่มีขนาดใหญ่แต่ไร้ทิศทางและไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก จึงคิดว่า ต้องกระจายวิธีการจัดการน้ำแตกย่อยไปอีกร้อยชุมชน โดยสำรวจว่าแต่ละซอย น้ำมาจากไหน ดูประชากรในพื้นที่ บ้านหลังใดป่วย บ้านไหนพิการ ใช้กระบวนการตรงนี้ ทำให้ประชาชนกลับมาพลิกฟื้นความสัมพันธ์กันได้และสามารถจัดการปัญหาภัยพิบัติได้ในอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีการก่อตั้งเว็บไซต์ www.hatyaicityclimate.org ซึ่งมีการติดตั้งกล้องซีซีทีวีบริเวณที่น้ำหลากบ่อยครั้ง ที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางของรัฐบาล แล้วลิงก์เข้าเว็บไซต์ โดยมีระบบสำรอง 2 ระบบป้องกันระบบล่มในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อรายงานสถานการณ์อบย่างต่อเนื่อง โดยหากเป็นฝนฟ้า พายุ จะรายงานอย่างเร็วที่สุด 9 ชั่วโมง แต่มีอัปเดตรายงานจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ทุกๆ 15 นาที ในเว็บไซต์ ซึ่ง 9 ชั่วโมงนี้ มีเวลาเหลือเฟือที่จะอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยง ส่วนคนเมืองไม่ต้องลำบากแค่คลิกเว็บไซต์ซึ่งง่ายต่อการเข้าถึง หากเจอการเตือนภัย หรือ ระบบแจ้งสถานการณ์วิกฤต ก็เตรียมตัวได้เร็วกว่าคนในชนบทมากถึง 3 ชั่วโมง แต่กรณีฉุกเฉินอย่างสึนามิ ก็อาจมีเวลาแค่ 1 ชั่วโมง ประสิทธิภาพจึงมีจำกัด แต่ถ้าทำได้ดี อย่างน้อย ก็ลดความเสียหายได้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #350 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2012, 10:31:39 AM » |
|
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 10:10ผู้ว่าฯกรุงเก่ายันน้ำท่วมเหตุเขื่อนใหญ่ระบายน้ำ
วิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ล่าสุด น้ำได้ล้นตลิ่งขึ้นมาท่วมบ้านเรือนประชาชนเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกหนัก ประกอบกับ การระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ เชื่อว่า จะเข้าสู่ภาวะปกติ ใน 1 - 2 วันนี้ ขณะที่ ความช่วยเหลือประชาชนจากเหตุมหาอุทกภัย เมื่อปี พ.ศ.2554 ทางจังหวัดได้มอบเงินเยียวยาไปแล้ว กว่า 220,00 ครอบครัว เหลือเพียง 20,000 กว่าครอบครัว ที่ยังไม่สะดวกมารับ ส่วน ภาคเอกชน ก็ได้ให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน ที่เสียหายร่วมกับทางจังหวัดด้วย ทั้งนี้ นายวิทยา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับแผนเตรียมรับมืออุทกภัยในปีนี้ ทางจังหวัดได้เตรียมแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้ง เร่งแจ้งข้อมูลให้ประชาชนได้ทราบ เพื่อเตรียมรับมือ หากเกิดน้ำท่วมขึ้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #351 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2012, 10:33:16 AM » |
|
"อภิสิทธิ์" จี้รัฐจัดระบบบริหารเส้นทางน้ำ รับมือสถานการณ์อุทกภัย หลังน้ำท่วมอยุธยา ชี้องค์กรน้ำไม่ต่าง "ศปภ."
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า จะต้องไปตรวจสอบดูว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากการบริหารจัดการหรือไม่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเป็นห่วงมาก และรัฐบาลเองจะต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อจะบอกว่าเส้นทางน้ำมาอย่างไร ใครจะได้รับผลกระทบจะได้มีการเตรียมการทำความเข้าใจ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาได้ แต่ขณะนี้เรายังมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ทำไมรัฐบาลไม่ดำเนินการในเรื่องข้อมูล การสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เงินมาก หรือแทบไม่ต้องใช้เงินเลย
ส่วนที่ประชุม ครม. มีมติตั้งองค์กรจัดการเรื่องน้ำนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมีข้อสังเกตคือ1.ในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายจริง ๆ ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเป็นเพียงระเบียบสำนักนายกฯ และยังไม่มีความแตกต่างในเรื่อง Single command authority และมีความแตกต่างกับ ศปภ.อย่างไร 2. ขณะนี้มีกรรมการหลายชุด และไม่มีการยุบชุดไหน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และเป็นเอกภาพ
“แม้จะมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จกันวันศุกร์ก็จริงแต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า ศปภ.ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการเยอะมาก และไม่มีการยุบเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ความเป็นเอกภาพ คณะกรรมการชุดใหม่นี้ยังมีคณะกรรมการอีกชุดเป็นที่ปรึกษา แล้วก็ที่บอกว่านายกฯ เหมือนกับมานั่งหัวโต๊ะนั้น ในระเบียบก็มีอนุกรรมการอีกชุด เพื่อจะเอาสิ่งต่าง ๆ ลงไปปฏิบัติแล้วให้รองนายกฯ เป็นประธาน เพราะฉะนั้นดูแล้วไม่ได้ทำให้มีความกระชับขึ้นในเชิงการบริหารจัดการ และโครงสร้างอำนาจ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมการลงพื้นที่ระหว่าง 13 - 17 ก.พ. เพื่อตรวจเส้นทางน้ำของนายกรัฐมนตรีว่า อยากจะดูว่าทัวร์นี้จะสามารถที่จะไปหาคำตอบในเรื่องการเตรียมการรับมือเรื่องน้ำท่วมร่วมกับพื้นที่ได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่เคยไปพบประชาชนในพื้นที่เขาบอกว่าได้มีการมาปรึกษาหารือ มีการระดมความคิดเห็นขอข้อมูลทำแผนแล้ว ถ้าส่วนกลางบอกว่ามี ก็แปลว่าคิดเอง แล้วก็วันนี้ก็รู้สึกว่านายกฯ ก็ยังยืนยันจุดเดิมว่า ยังไม่ถึงเวลา หรือยังไม่สามารถที่จะทำเรื่องของการบอกประชาชนได้ว่าฟลัดเวย์จะอยู่ตรงไหนอย่างไร ทั้งนี้ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะไปทำตอนน้ำมาหรืออย่างไร และการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองนั้นไม่ได้หมายความว่าไปห้ามประชาชนไม่ให้ใช้พื้นที่นั้น แต่ต้องมีการกำหนดกติกาว่าจะมีการชดเชยให้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #352 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 12:24:58 AM » |
|
หมู เอ๊ย หนู ไม่กลัวนำ้ค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #353 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 11:29:05 AM » |
|
จิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากรในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕ เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กรณีการหักลดหย่อนค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เสียภาษี กรมสรรพากรจึงขอแจ้งให้ผู้ที่จะชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้ง ภ.ง.ด. ๙๐ และ ภ.ง.ด. ๙๑ ได้ทราบข้อมูลการ ขอใช้สิทธิลดหย่อนดังนี้
กรณีค่าซ่อมบ้าน
๑. ยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เป็นอาคาร หรือที่อยู่ในเขตอาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด หรือทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือในเขตอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ตัวอย่างเช่น (๑) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร เช่น ค่าสีทาบ้าน ห้องชุดในอาคารชุด หรือตึกแถว ค่ากระเบื้อง ค่าฝ้าเพดาน ค่าหลังคา ค่าอิฐ ค่าปูน ที่ใช้ในการซ่อมแซมและค่าแรงในการซ่อมแซม
(๒) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือห้องชุด เช่น ค่าซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ built-in
(๓) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดอยู่ในเขตอาคาร เช่น ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมรั้ว ประตูรั้ว กำแพง โรงรถ สระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา รวมทั้งค่าแรง
๒. การยกเว้นภาษีตามข้อ ๑. ให้คำนวณหักเสมือนเป็นค่าลดหย่อน โดยกรอกในแบบ ภ.ง.ด. ๙๐ และ ภ.ง.ด. ๙๑ ในส่วนของ
รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังหักค่าใช้จ่าย” ใน “ข้อ ๑๒. อื่นๆ”
๓. ต้องเป็นการซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย
๔. กรณีผู้มีเงินได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยจำนวนหนึ่งแห่ง หรือเกินกว่าหนึ่งแห่ง ให้ได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซ่อมแซมทรัพย์สินนั้นทุกแห่งตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
5. เอกสารหลักฐาน
5.1 หลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย หรือหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้เช่าอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย หรือหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยนั้นเป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบกิจการหรือใช้ประโยชน์อื่น
5.2 หลักฐานเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่แสดง ตัวผู้รับเงินและผู้จ่ายเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่าย รายการที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่าย และลายมือชื่อของผู้รับเงิน
6.ผู้มีเงินได้...
๖. ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซม โดยให้ใช้สิทธิได้ในปีภาษี ๒๕๕๔ และปีภาษี ๒๕๕๕ และหากผู้มีเงินได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งสองปีภาษี ให้ได้รับลดหย่อนภาษีตามที่ได้จ่ายจริงในแต่ละปีภาษี แต่รวมกันสองปีภาษีแล้วต้องไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
กรณีค่าซ่อมรถ
๑. ยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่รวมกันทั้งหมดแล้ว ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท
ตัวอย่างเช่น ค่าซ่อมแซมสีรถ เบาะรถ ล้อรถ ระบบแอร์ในรถ หรืออุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถซึ่งเสียหายจากการถูกน้ำท่วม ๒. การยกเว้นภาษีตาม ๑. ให้คำนวณหักเสมือนเป็นค่าลดหย่อน โดยกรอกในแบบ ภ.ง.ด. ๙๐ และ ภ.ง.ด. ๙๑ ในส่วนของ
“รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังหักค่าใช้จ่าย” ใน “ข้อ ๑๒. อื่นๆ”
๓. ต้องเป็นการซ่อมแซมรถที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยในระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ และผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นเจ้าของรถต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย
๔. กรณีผู้มีเงินได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย จำนวนหนึ่งคันหรือเกินกว่าหนึ่งคัน ให้ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซ่อมแซมรถทุกคันตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท
๕. เอกสารหลักฐาน
5.1 หลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของรถหรือหลักฐานแสดงการเช่าซื้อรถ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและมีการจ่ายค่าซ่อมแซมรถนั้น
5.2 หลักฐานเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่แสดงตัวผู้รับเงินและผู้จ่ายเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่าย รายการที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่าย และลายมือชื่อของผู้รับเงิน
๖. ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถ โดยให้ใช้สิทธิได้ในปีภาษี ๒๕๕๔ และปีภาษี ๒๕๕๕ และหากผู้มีเงินได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถดังกล่าวทั้งสองปีภาษี ให้ได้รับลดหย่อนภาษีตามที่ได้จ่ายจริงในแต่ละปีภาษีแต่รวมกันสองปีภาษีแล้วต้องไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #354 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 11:50:46 PM » |
|
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 19: 56ตรวจประตูระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 12:10:12 AM โดย chai »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #355 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 12:09:47 AM » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #356 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 09:38:26 AM » |
|
จัดการน้ำรัฐไม่โดนใจ ทุนย้ายฐานสู่ภาคตอ. แผนขับเคลื่อนแก้ปัญหาน้ำ กยอ. สวยหรู แต่ไม่โดนใจ เอกชนไม่มั่นใจเกิดจริงใน 1-2 ปี นักลงทุนไม่รอ ตัดสินใจสร้างโรงงานผลิต เช่าพื้นที่เพิ่ม มุ่งชลบุรี ระยอง สร้างโอกาสทองใหม่ แผนแก้ปัญหาน้ำไม่โดนใจ รายละเอียดของแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานของกยอ. มี 2 แผนงานหลัก หนึ่ง แผนความต้องการใช้เงินด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 317,126 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน วงเงิน 17,126 ล้านบาท และการลงทุนตามแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) วงเงิน 300,000 ล้านบาท ทั้งนี้ แผนแรกให้ใช้งบกลางประจำปีงบประมาณ 2555 ส่วนแผนหลังใช้เงินกู้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ สอง แผนความต้องการใช้เงินด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงปี 2555-2559 วงเงินรวม 2,270,085.74 ล้านบาท รวมทั้งให้ฝ่ายเลขานุการศึกษาความเหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเชื่อมโยงระบบขนส่งโลจิสติกส์ในภูมิภาค (ASEAN Connectivity) เพื่อจัดทำแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาดังกล่าว แล้วนำเสนอ กยอ. พิจารณาต่อไป แผนข้างต้น กยอ. เสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายทำให้เอกชนร่วมลงทุนได้ด้วย ทั้งนี้ ร่างกฎหมายจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและเป็นกรณีฉุกเฉิน ต้องกู้เงินให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือน สำหรับกรอบแผนงานและโครงการลงทุน ตามร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 350,000 ล้านบาท กยอ. เห็นควรให้จัดสรรออกเป็น 3 ส่วน คือ หนึ่ง - การลงทุนตามแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 8 ลุ่มน้ำ วงเงิน 300,000 ล้านบาท สอง - การลงทุนตามแผนปฏิบัติการพื้นที่ลุ่มน้ำอีก 17 ลุ่มน้ำ วงเงิน 40,000 ล้านบาท สาม - การลงทุนตามยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 10,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีการดำเนินการร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศของ กยอ. ประกอบด้วย 8 แผนงาน คือ แผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ แผนงานบริหารจัดการเขื่อน เก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพ สิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้ แผนงานพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย แผนงาน เผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการเยียวยา แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ และแผนงานสร้างความเข้าใจ การยอมรับ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอุทกภัยขนาดใหญ่ของทุกภาคส่วน อนึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวในการชี้แจงนโยบายของรัฐบาลและการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินต่อหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงาน ณ ตึกสันติไมตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ทำเนียบรัฐบาล ว่า เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นโครงการของภาคระบบขนส่งหรือภาคการเกษตรในการจัดการบูรณาการน้ำ เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญในระยะยาว ถือเป็นการวางรากฐานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามรายละเอียดข้างต้น เป็นไปตามนโยบายที่ 4 จากทั้งหมด 7 ด้านที่รัฐบาลแถลง ซึ่งก็คือนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเวลานั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาระบบน้ำ ระบบป่าไม้ การอนุรักษ์ทรัพยากร “ทั้งระบบ” แต่ขณะเดียวกันก็อยากเห็นระบบป้องกันและเสริมเรื่องการรณรงค์ต่าง ๆ ซึ่งหมายความถึงทั้งระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงเพิ่มเติมว่า ควรมีหน่วยงานสำหรับวางอนาคตข้างหน้าด้วย “โดยเฉพาะวันนี้ในเรื่องน้ำ ดิฉันคงต้องขออนุญาตฝากเรียน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเป็นห่วงด้วยในเรื่องของการวางระบบน้ำ วันนี้น้ำท่วมทุกอย่างเราเจอปัญหามาก รัฐบาลเจอปัญหาเฉพาะหน้าค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันภาวะในเรื่องของน้ำท่วมต่าง ๆ นั้น น้ำเป็นสิ่งที่เราต้องเอามาทำในเรื่องของการบูรณาการอย่างแท้จริง แล้วมาดูภาพรวมทั้งประเทศ” อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนข้างต้น แสดงให้เห็นระดับหนึ่งว่า ความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหาได้จริงนั้น ยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ทุกภาคส่วน ซึ่งหมายความถึงประชาชนกว่าครึ่งประเทศ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ล้วนประสบปัญหาอย่างหนักทั้งทางตรงและทางอ้อมจากอุทกภัยที่ผ่านมา Landscape เปลี่ยน: ตะวันออกเริ่มบูม มหาอุทกภัยส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานการผลิตในเขตนิคมอุตสาหกรรม ในจังหวัดอยุธยา และปทุมธานี ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมนวนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร สวนอุตสาหกรรมโรจนะ และสวนอุตสาหกรรมบาง กะดี ) นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นแหล่งผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ยางและพลาสติก เป็นต้น หลายแห่งเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบต้นน้ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมในจังหวัดอื่นๆ เพราะเกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนและวัตถุดิบในการผลิต ที่สำคัญกว่านั้นคือ ส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ บริษัทต่างชาติที่อยู่ในไทยหลายแห่ง รวมถึงบริษัทญี่ปุ่น ที่กำลังพิจารณาเรื่องย้ายฐานการผลิตหลังจากเหตุการณ์สึนามิ หันมาสนใจพื้นที่ด้านตะวันออกของประเทศ คือ ชลบุรี และระยอง มากขึ้น ปัจจัยสำคัญคือ อยู่ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ขณะที่พื้นที่บริเวณนี้ เดิมก็เป็นศูนย์กลางของโรงงานประกอบรถยนต์ที่มีผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีเอ็ม ฟอร์ด-มาสด้า รวมถึงบริษัทที่มีการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น ปตท. บมจ. ผลิตไฟฟ้าระยอง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) นอกจาก “พื้นที่” แล้ว โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องใช้ในการผลิต คือ ไฟฟ้า และน้ำ ในภาคตะวันออกก็มีความพร้อมอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างทั้งน้ำดิบ ใช้สำหรับวงการอุตสาหกรรม และน้ำประปา สำหรับภาคครัวเรือน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท อีสวอเตอร์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันให้บริการใน 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ ซึ่งประกอบด้วย โครงการหนองปลาไหล เส้นที่ 3 มูลค่าโครงการ 2,200 ล้านบาท โครงการบางพระมูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท และแผนการสร้างสระเก็บน้ำเพิ่มเติม (ทับมา) มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท เสร็จสิ้นตามแผนการลงทุนที่มีอยู่ จะทำให้พื้นที่แถบนี้มีน้ำใช้เพียงพอต่อความต้องการช่วง 10 ปีจากนี้แน่นอน โอกาส : ซื้อพื้นที่ - เช่า - เมืองขยาย คิดเฉพาะการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่คาดว่า ปี 2555 จะมีอัตราการเติบโตของการผลิตขึ้นสู่ระดับ 2 ล้านคัน โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาล ซึ่งมีระยะเวลานานไปถึงสิ้นปี การเปิดตัวรถอีโคคาร์ รวมถึงการปรับโฉมใหม่ของรถกระบะค่ายใหญ่ ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มกำลังการผลิต ตัวอย่างผู้ได้รับประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด คือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพราะมีผู้ประกอบการเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ อยู่ในมือกว่า 60% ทำให้คาดว่า จะมีลูกค้าใหม่ในกลุ่มนี้ ซื้อพื้นที่ของบริษัท ทำให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 70% ทั้งนี้ ยังไม่รวมนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ โดยพื้นที่ได้รับความนิยมสูง คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ขณะที่มีแนวโน้มว่า กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องขนส่งทางอากาศให้ความสนใจพื้นที่แถบนี้อยู่มากเช่นกัน นอกจากอมตะ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกแห่งหนึ่ง ที่ได้รับอานิสงส์จากอุทกภัย เพราะมีโรงงานผลิตรถยนต์ตั้งอยู่หลายแห่ง จนได้รับฉายาว่าเป็น “ ดีทรอยต์แห่งฝั่งตะวันออก” โดยให้ความสนใจทั้งที่ดินและโรงงานให้เช่า ด้านโรงงานปล่อยเช่า และคลังสินค้าปล่อยเช่า แนวโน้มความนิยมพื้นที่ฝั่งตะวันออก ปรากฏชัดเจนกับ บริษัท ไทคอนอินดัสเตรียล คอนเนคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับผลบวกจากการขยายตัวของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ข้อมูลของ TICON ระบุว่า ผลกระทบจากอุทกภัยต่อโรงงานและคลังสินค้าที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ภาคกลาง มี 70 โรง พื้นที่ 194,000 ตารางเมตร จากพื้นที่ให้เช่าทั้งหมดประมาณ 840,000 ตารางเมตร ทั้งนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการขอเช่าในพื้นที่เดิมต่อ แต่ก็มีบางส่วนขอย้ายไปโรงงานภาคตะวันออก ทำให้อัตราการปล่อยเช่าภาคตะวันออกเต็ม 100% ทำให้แผนธุรกิจของปี 2555 บริษัทตั้งเป้าหมายการปล่อยเช่าไว้ที่ 200,000 ตารางเมตร โดยส่วนใหญ่มาจากความต้องการขยายการลงทุนพื้นที่ฝั่งตะวันออก ในพื้นที่ๆบริษัทมีที่ดินอยู่คือ ศรีราชา บ่อวิน อีสเทิร์นซีบอร์ด เป็นต้น ซึ่งปัจจัยทั้ง 2 เรื่อง คือ การซื้อที่ดิน และการเช่าพื้นที่ ย่อมส่งผลกับสภาพแวดล้อมทั้งทางสังคม และเศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตตามไปด้วย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #357 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 08:47:27 AM » |
|
"คมนาคม" เตรียมสร้างถนนยกระดับรอบ 7 นิคมอุตฯ เชื่อมถนนสายหลัก "คมนาคม" เตรียมสร้างถนนยกระดับรอบ 7 นิคมอุตฯ โดยสร้างถนนเข้า-ออกตัวนิคมฯ ถึงถนนสายหลัก แก้ปัญหากรณีน้ำท่วมแล้วเป็นเกาะ "จารุพงศ์" เตรียมรายงานการซ่อมแซมถนนน้ำท่วม วงเงิน 1.8 หมื่นล้าน ช่วงทัวร์นกขมิ้น ยันถนนสายหลัก เสร็จก่อน มี.ค.นี้ แน่นอน กระทรวงคมนาคมเตรียมสร้างถนนยกระดับรอบ 7 นิคมอุตสาหกรรม โดยสร้างถนนเข้า-ออกตัวนิคมถึงถนนสายหลัก แก้ปัญหากรณีน้ำท่วมแล้วนิคมเป็นเกาะ ไม่สามารถเข้า-ออกสู่ทางสายหลักในการขนถ่ายสินค้าได้ เบื้องต้นจะเร่งถมถนนสูงให้แล้วเสร็จเดือนกันยายน 2555 นี้ ส่วนแผนฟื้นฟู ซ่อมแซม บูรณะเร่งด่วน ปรับปรุงถนนภาคกลาง 33 โครงการ มีกำหนดแล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2555 นี้ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึง การทัวร์นกขมิ้นสัญจรของรัฐบาล โดยยอมรับว่า กระทรวงคมนาคมจะรายงานความคืบหน้า เรื่องการซ่อมแซมถนนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม และแผนการซ่อมแซม 3 ระยะ ที่ใช้วงเงินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม และผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง "มั่นใจว่า แผนงานดังกล่าวจะทำให้น้ำในปีนี้ ไม่ท่วมกรุงเทพมหานคร อย่างแน่นอน โดยถนนสายหลัก จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในเดือน มี.ค. เพื่อให้ทันเทศกาลสงกรานต์ และจะเร่งรัดโครงการขุดลอกคูคลองของ กรมเจ้าท่า ที่มีทั้งหมด 27 โครงการ ให้แล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2555 นี้" อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม ได้รับงบประมาณในส่วนของงบกลางของกรมทางหลวง ที่ได้รับอนุมัติในภาพรวมวงเงิน 18,500 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม แผนบูรณะฟื้นฟูเร่งด่วนโครงข่ายสำคัญตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 7 เดือน วงเงิน 12,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงถนน และระบบระบายน้ำ ของคณะกรรมการเพื่อให้การช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย หรือ กฟย. ของ จ.พระนครศรีอยุธยา ตามมติ ครม. วันที่ 24 มกราคม 2555 ในวงเงิน 150 ล้านบาท และแผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ในวงเงิน 3,200 ล้านบาท
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #358 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 10:48:53 AM » |
|
.ผังเมืองกับปัญหาของเมือง โดย : พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ ptorsuwan@yahoo.comตั้งแต่ปัญหาอุทกภัยการเมือง ไปจนถึงปัญหาเรื่องการวางผังเมือง เนื่องจากการเคลื่อนของมวลน้ำที่มาจากภาคเหนือตอนล่างใช้เวลาแรมเดือนจนกระทั่งมาจ่ออยู่ชานเมืองทางด้านเหนือของกรุงเทพฯอีกนับเดือน เหตุการณ์นี้นอกเหนือจากจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับการจัดการระบายน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพแล้ว นักวิชาการหลายท่านเริ่มชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาระบบการระบายน้ำซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง การละเลยของภาครัฐที่ปล่อยให้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างไร้กฎเกณฑ์ ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบกรุงเทพฯกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งสมควรจะสงวนเอาไว้เป็นพื้นที่รองรับและระบายน้ำ ตัวอย่างเช่นบริเวณที่เคยถูกเรียกว่าเป็นหนองงูเห่า ซึ่งรัฐบาลก็ยังนำพื้นที่มาพัฒนาเป็นสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ก่อเกิดเป็นชุมชนเมืองตามมาทั่วบริเวณ กล่าวกันว่าการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนต้องพิจารณาเรื่องผังเมืองเป็นหลัก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ผังเมืองเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการแก้ไขปัญหาตลอดจนกำหนดแนวทางในการพัฒนาสังคมเมือง แต่ผังเมืองย่อมไม่ใช่สูตรสำเร็จของการบริหารจัดการเมืองซึ่งมีมิติที่ลึกซึ้งไปกว่าเพียงการกำหนดโซนนิ่งหรือสีเพื่อกำหนดลักษณะการใช้พื้นที่และควบคุมการก่อสร้างอาคาร ที่ผ่านมาการวางผังเมืองโดยเฉพาะผังเมืองกรุงเทพฯนั้นขาดการวางยุทธศาสตร์ของการพัฒนาเมือง แต่มักจะให้ความสำคัญเพียงการกำหนดรูปธรรมเป็นข้อกำหนดสีหรือโซนนิ่งเพื่อเป็นกลไกการควบคุมเท่านั้น บังเอิญว่าแนวคิดแบบนี้ไปสอดคล้องกับระบบราชการอันฉ้อฉลของบ้านเมืองเรา กล่าวคือการกำหนดกฎเกณฑ์การควบคุมโดยไร้เกณฑ์ทางวิชาการ ย่อมจะเป็นวิถีแห่งโอกาสในการแสวงหาประโยชน์นอกระบบทั้งในทางการเมืองและวงราชการได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การทำให้เกิดโอกาสสำหรับการผ่อนปรนหรือหย่อนยานในเรื่องการตรวจสอบเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร หรือการปล่อยให้มีการกระทำละเมิดกฎเกณฑ์ โดยก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจอันมหาศาลจากบางกลุ่มที่สามารถ "ทำได้" ในขณะที่ส่วนใหญ่จะยัง "ทำไม่ได้" เพราะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ และแน่นอนที่สุดโดยมีการจัดผลประโยชน์ตอบแทนอย่างที่เห็นกันโดยทั่วไป ผังเมืองของประเทศไทยโดยเฉพาะผังเมืองกรุงเทพฯมีปัญหาตั้งแต่เรื่องทัศนคติเกี่ยวกับการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจ กล่าวคือการที่มักจะเอาปัญหาย่อยเป็นตัวตั้ง แล้วจึงกำหนดมาตรการเข้ามาควบคุม ทำให้ผังเมืองขาดยุทธศาสตร์ในภาพรวม ที่จะส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงาม ตัวอย่างเช่น การเอาปัญหาคลาสสิคของกรุงเทพฯอย่างปัญหาจราจรมาเป็นวาระหลัก สำหรับการกำหนดแนวทางการวางผังเมืองกรุงเทพฯ จึงทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองเบี้ยหัวแตก เพราะผังเมืองมุ่งแต่ควบคุมการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ซึ่งสามารถทำได้ แต่ผังเมืองย่อมไม่สามารถควบคุมการเติบโตของประชากรเมืองได้ เราจึงเห็นหมู่บ้านจัดสรรแพร่ระบาดไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ซึ่งผังเมืองกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์สำหรับเกษตรกรรม (พื้นที่เส้นทแยงเขียว)หรือเขตเกษตรกรรม(สีเขียว) เมื่อฝ่ายกำหนดนโยบายมีแนวคิดที่ว่าปัญหาการจราจรมีสาเหตมาจากการเติบโตของเมืองและการเกิดขึ้นของอาคารขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก แนวทางแก้ไขที่(มัก)ง่ายที่สุดก็คือการควบคุมหรือบอนไซเมืองนั่นเอง ในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้ออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารไม่ให้มีพื้นที่อาคารเกินกว่า 10 เท่าของพื้นที่ดินที่ทำการก่อสร้าง ซึ่งเรียกกันว่า FAR 1:10 จากเดิมที่กฎหมายเคยกำหนดให้ FAR เท่ากับ 1:40 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาระบบการควบคุม FAR 1:10 ก็ไม่ได้ทำให้วิกฤติการจราจรในเมืองหลวงได้บรรเทาลงแต่อย่างใด แต่กลับทำให้ปัญหาการจราจรได้แพร่ขยายออกไปในวงกว้าง เนื่องจากการใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ กลับเป็นความลำบากในการกำหนดศูนย์กลางทางธุรกิจ การเงิน และการค้า เพราะการขยายของเมืองไม่สามารถกระทำได้ในแนวตั้ง ซึ่งน่าจะประยัดการลงทุนด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐได้ดีกว่า วิถีการเติบโตของกรุงเทพฯซึ่งถูกเกณฑ์ของผังเมืองควบคุมอย่างที่เป็นอยู่ ส่งผลให้เกิดการขยายเมืองไปทางแนวนอน ในลักษณะที่คล้ายกับหนวดปลาหมึก โดยที่รัฐบาลจำต้องลงทุนขยายสาธารณูปโภคออกไปมากยิ่งขึ้น เป็นการลงทุนมหาศาล (ซึ่งอาจจะเป็นที่ปรารถนาของนักการเมือง) นอกเหนือจากการลงทุนเรื่องการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบระบายน้ำเสียแล้ว ยังมีเรื่องของการจัดระบบรักษาความปลอดภัย จัดสถานศึกษา สถานรักษาพยาบาล ฯลฯ ที่สำคัญก็คือความสูญเปล่าเรื่องเวลาของการเดินทาง และการบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ การที่ต้องเดินทางไกลสำหรับการประกอบธุรกิจและอีกหลายกิจกรรมในแต่ละวัน ความเสื่อมโทรมด้านสุขภาพจิตของประชาคมเมือง ประเด็นเหล่านี้ล้วนไม่ส่งเสริมให้เมืองเป็นที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุน หรือแม้แต่สำหรับการท่องเที่ยว การกำหนดผังเมืองหรือโซนนิ่งโดยอาศัยการอ้างอิงตามแนวรถไฟฟ้าก็ถือเป็นตลกร้าย เพราะการกำหนดเส้นทางระบบขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้าสมควรจะเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งของการวางผังเมืองมากกว่าจะตั้งเป็นวาระนำ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเส้นทางรถไฟฟ้าได้ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความตื่นตัวเท่านั้น ในขณะที่วิกฤติการจราจรในเมืองก็ยังไม่บรรเทาลงแต่อย่างใด การกำหนดโซนนิ่งหรือสีของผังเมืองก็มีความพิสดารยิ่งนัก ไม่มีความแน่นอน อย่างเช่นพื้นที่หนึ่งเคยถูกกำหนดให้เป็นสีแดง (พาณิชยกรรม) ต่อมามีการเปลี่ยนผังใหม่กลับเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) ภายใต้สีต่างๆ ที่ถูกกำหนดในผังเมือง หมายถึงศักยภาพของที่ดินที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ การลดระดับสีหมายถึงการลดศักยภาพของที่ดิน ส่งผลให้ราคาที่ดินใจกลางเมืองเกิดการแกว่งตัว สร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคมโดยที่หาคำอธิบายทางวิชาการอันใดมิได้ และที่สำคัญก็คือไม่สามารถแก้ไขปัญหาจราจรหรือปัญหาอันใดของเมืองได้เลย ก่อนอื่น ผู้กำหนดนโยบายน่าจะทำความเข้าใจก่อนว่าอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาน้ำท่วม หรือเป็นปัญหาของเมือง เพียงแต่ต้องมีมาตรการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่เอกชนที่สามารถพัฒนาโครงการขนาดใหญ่และสร้างอรรถประโยชน์ตอบแทนสาธารณะ เช่นผู้ประกอบการอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่สามารถเพิ่มพื้นที่อาคารได้ แต่ควรกำหนดให้มีพื้นที่ดินว่างเปล่าสำหรับเป็นสวนและปลูกต้นไม้ให้มีไม่น้อยกว่า 40% ของพื้นที่โครงการทั้งหมด โดยพื้นที่ถูกกำหนดนี้จะสามารถช่วยทั้งในเรื่องการดูดซับน้ำ การระบายน้ำ การฟอกอากาศบริสุทธิ์ในเมือง นอกจากนี้รัฐยังสามารถกำหนดให้ลดพื้นที่จอดรถภายในอาคารลงเพื่อลดปริมาณรถยนต์ทางอ้อมสำหรับในพื้นที่ซึ่งรัฐจัดให้มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพแล้ว ประเด็นนี้จะสามารถจูงใจภาคเอกชนผู้ประกอบการเพราะสามารถเพิ่มพื้นที่อาคารสำหรับขายหรือเช่าอีกด้วย รัฐควรยกเลิกระบบ FAR 1:10 แล้วปล่อยให้การพัฒนาเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ โดยกำหนดเพียงเทศบัญญัติควบคุมการก่อสร้างให้ปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งจะส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพตลอดจนเพิ่มคุณค่าทรัพย์สินที่ดินในเมืองให้สอดคล้องกับความเป็นจริง การปล่อยให้คุณค่าของทรัพย์สินที่ดินเกิดจากการสร้างศักยภาพในการพัฒนาได้อย่างสูงสุดนั้น ยังจะสามารถแก้ปัญหาชุมชนแออัดในเมืองได้อีกด้วย เพราะเป็นการสร้างแรงจูงใจต่อผู้ประกอบการ นักลงทุนในภาคเอกชน ซึ่งสามารถแสวงหากำไรได้เพิ่มขึ้นหลายเท่า จึงสามารถแบ่งผลกำไรมาชดเชยกับการโยกย้ายหรือจัดสร้างที่อยู่ทดแทนชุมชนแออัด โดยที่ทั้งกระบวนการฟ้องร้องขับไล่บนศาลตลอดจนกระบวนการขับไล่แบบมาเฟียเถื่อนย่อมไม่สามารถทำได้ ผู้เขียนฝันอยากจะเห็นผังเมืองที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจสำหรับประชาคมเมือง ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่ายในการพัฒนาเมืองและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกมิติ มากกว่าผังเมืองที่เกิดจากภาครัฐ หรือภาคการเมืองออกมาสร้างมาตรการควบคุม บงการ ตลอดจนสร้างช่องว่างเงื่อนไขสำหรับการแสวงหาประโยชน์ซึ่งมีให้เห็นกันอยู่มากมาย อย่างเช่นกรณีล่าสุดที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาให้รื้อถอนอาคารโรงแรมขนาดใหญ่ในซอยร่วมฤดี เป็นต้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chai
|
 |
« ตอบ #359 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 10:56:28 PM » |
|
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 21:31รัฐบาลทุ่มงบ 330 ล้านบ. ป้องกันน้ำท่วม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำเขาสามยอด เพิ่มพื้นที่รับน้ำในจังหวัดลพบุรี ที่ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทดแทน ค่ายจิรวิชิตสงคราม ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี ซึ่งจุดที่นายกรัฐมนตรีมาตรวจเยี่ยมนั้นเป็นการดำเนินโครงการโดยกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะมีการดำเนินโครงการ2ช่วงในจุดนี้
โดยการดำเนินโครงการช่วงแรกจะเป็นการก่อสร้างแหล่งน้ำเพื่อใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยให้มีความกว้าง 300 เมตร ยาว 188 เมตร ความลึก 3.50 เมตร ความจุ 152,250 ลูกบาศก์เมตร และจะมีการปรับปรุงคันดิน ก่อสร้างประตูเปิด-ปิดน้ำแบบมือหมุนจำนวน 2 บาน และก่อสร้างโรงสูบน้ำพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 20 แรงม้า จำนวน 2 เครื่องและวางท่อ HDPE ขนาด 225 มิลลิเมตร ระยะทาง 1,535 เมตร เพื่อใช้น้ำไปผลิตน้ำประปาและใช้เพื่อการเกษตร โดยในโครงการช่วงแรกนั้นใช้งบประมาณดำเนินการ 12,738,000 บาท
ส่วนช่วงที่สองนั้นจะมีการขุดลอกขยายแหล่งน้ำเดิมที่มีสภาพตื้นเขินใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยขุดสระน้ำขนาดความกว้างของท้องคลอง 40 เมตร ความยาว 420 เมตร ความลึก 3.50 เมตร ความจุเก็บกัก 64,477 ลบ.ม. และขุดลอกคลองขนาดความกว้างท้องคลอง 5-8 เมตร ยาว 10,740 เมตร ลึก 2.50 - 3.50 เมตร ศักยภาพการระบายน้ำ 17 ลบ.ม./วินาที นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงคันดิน และเสริมลูกรังบดอัดแน่น กว้าง 4 เมตร ก่อสร้างบานประตู ขนาด 1.50 X 1.50 เมตร จำนวน 2 บาน และวางหินเรียงป้องกันการกัดเซาะ จำนวน 2 จุด หินเรียงยาแนวป้องกันการกัดเซาะจำนวน 2 แห่ง และวางท่อระบายน้ำจำนวน 380 ท่อน ซึ่งโครงการนี้จะใช้เป็นแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำจากที่ลาดเชิงเขาสามารถป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมืองลพบุรีได้ระดับหนึ่ง และจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่ใช้งบประมาณจำนวน 12,547,100 บาท
อย่างไรก็ตาม ในแผนโครงการปีงบประมาณ 2555 ของกรมทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่จังหวัดลพบุรี จะมีการดำเนินโครงการทั้งหมด 25 โครงการ โดยใช้งบประมาณรวม 330 ล้านบาท ที่จะเก็บกักน้ำได้ 6 แสนลบ.ม. โดยแบ่งเป็นกรมทรัพยากรน้ำดำเนินการ 19 โครงการและให้กองทัพบกช่วยดำเนินการอีก 6 โครงการ นอกจากนี้ในแผนงานโครงการปีงบประมาณ 2556-2559 ของกรมทรักยากรน้ำในพื้นที่ลพบุรีนั้น จะมีโครงการทั้งหมด 151 โครงการ ใช้งบประมาณ 372 ล้านบาท และจะเก็บกักน้ำได้รวม 2,650,000 ลบ.ม.
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|