Leelart.net
พฤษภาคม 26, 2012, 12:53:28 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ... โปรดลงทะเบียน เพื่อการใช้งานเว็บบอร์ดที่สมบูรณ์แบบครับ...
... ลีลาศเว็บบอร์ดจะเปิดรับการลงทะเบียนสมาชิก ครั้งต่อไป ในวันที่ 25-29 ธันวาคม 2553 ...

... การเปิดรับการลงทะเบียน ในโอกาสต่อไป จะมีกำหนดไม่เกิน 3 วันในแต่ละครั้งที่เปิดรับ ...
..ลงทะเบียนแล้วกรุณารอเมล์ตอบรับจากระบบ(3-5นาที)แล้วเข้ามายืนยันการใช้งานในทันที หรือก่อนปิดรับการลงทะเบียน..

... โปรดงดการโปรโมทเว็บไซต์อื่นๆ นอกเหนือจากเว็บของเครือข่ายลีลาศดอทเน็ต หรือเว็บไซต์ภายใต้ความร่วมมือกัน...
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Spirit of athlete น้ำใจนักกีฬา "ฤาลูกหลานย่าโมจะมีแต่คนเก่ง"  (อ่าน 1529 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 01:06:41 AM »

สืบเนื่องจากลานแข่งขันกีฬาลีลาศในปีบทองเกมส์
ที่มีนักกีฬาลีลาศบางคนลงแข่งขันกว่าสิบรายการ
แล้วก็กวาดเหรียญทองอย่างท้วมท้น

จากเสียงของคนดูหลายท่าน
เกิดคำถามว่า อย่างนี้น่าจะเรียกว่า "อันสปีริบทองเกมส์"
สังคมไทยไม่ได้ขาดแคลนคนเก่ง แต่สังคมไทยกำลังจะหาคนดีไ ด้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ

การแข่งขันกีฬาลีลาศ มีการแบ่งระดับของการแข่งขันออกเป็นกลุ่มอายุ เพื่อไม่ใ้ห้นักกีฬาที่มีความสามารถมากกว่า
ไปแข่งขันในระดับที่มีความสามารถน้อยกว่า  โดยกำหนดว่าระดับอายุน้อย จะไม่ไปแข่งในระดับอายุมาก
แต่สิ่งที่ปรากฏในรายการนี้กลับกลายเป็นนักกีฬาที่มีอายุมากมาแข่งในระดับผู้มีอายุน้อย โดยเจ้าภาพการแข่งขัน
ใช้เทคนิคเปลี่ยนชื่อระดับของกลุ่มอายุเป็น "รุ่นทั่วไป" แทนที่จะเป็น "รุ่น 25 ปี"
ทำให้ นักกีฬาเจ้าภาพที่อยู่ในรุ่น 45 ปี ลงมาแข่งขันในรุ่นทั่วไปได้อย่างไม่ขัดเขิน
แล้วก็เอาความสามารถระดับเทพมาบดขยี้นักกีฬารุ่นใหม่วัยกะเตาะอย่างไม่เห็นฝุ่น
(ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่า คนแก่จะลงแข่งกับเด็กๆ แ ล้วก็เอาชนะได้จริงๆ)

นอกจากนั้น กีฬาลีลาศก็ยังแบ่งจังหวะการแข่งขันออกเป็น class หรือชั้น เพื่อแยกระดับความยากง่ายของการแข่งขัน
เพื่อจำแนกนักกีฬารุ่นใหม่รุ่นเก่าออกจากกัน โดยนักกีฬารุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถน้อยๆ ก็แข่งใน class ระดับต่ำ
นักกีฬารุ่นเก่า ที่มีความสามารถก็แข่งใน class ระดับสูง  แต่ปรากฏว่าในการแข่งขันครั้งนี้ นักกีฬาเจ้าภาพที่มีความ
สามารถมากๆ ลงแข่งขันในทุกระดับชั้น ลงแข่งในทุก class ทำให้เกิดการกวาดเหรียญทองขึ้น  คนดูเมื่อเห็นการ
ึขึ้นรับรางว้ลซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดคำถามในใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับจิตวิญญาณของการเป็นนักกีฬา ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา
ความเสียสละ ความรู้จักแบ่งปันเสียสละหายไปไหน  ทำไมนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝน ผ่านการฝึกซ้อม จนขึ้นมาเป็น
นักกีฬาในระดับสูงๆ แล้ว จึงไม่เกิดความรู้สึกของน้ำใจนักกีฬาขึ้นในจิตใจ  ทำไมนักกีฬาไม่เกิดความรู้สึกว่า การอยู่ร่วมในสังคม
ต้องการทั้งคนเก่งและคนดี  ทำไมนักกีฬาจึงมุ่งเอาแต่เปลือกนอกของการแข่งขันโดยมุ่งคิดแต่ทำอย่างไร จึงจะได้หรียญได้ถ้วย
ให้ได้เยอะได้มาก  ทั้งๆ ที่การแข่งขันก็มีการแบ่งออกเป็นกลุ่มอายุและระดับชั้นของความสามารถ แต่กลับปรากฏนักกีฬาที่ลง
แข่งขันตั้งแต่ระดับสูงแล้วก็ไปลงในระดับต่ำอีก เพียงเพื่อต้องการให้ได้ผลลัพธ์ของการแข่งที่เป็นเหรียญรางวัลจำนวนมาก

คนดูได้แต่เสียดายความสามารถของนักกีฬา ที่เอาความสามารถของตัวเองมาละเลงให้แปดเปื้อนกับลาภสักการะเพียงเพื่อให้ได้
รับเหรียญรางวัลจำนวนมาก แทนที่จะคิดถึงความสามัคคีของหมู่คณะ ที่จะแบ่งปันความชนะให้กับคนอื่นๆ
คนดูที่ไ่ม่ได้อยู่ในแวดวงการศึกษา เกิดคำถามขึ้นว่า การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแบบนี้ มัวแต่คิดแย่งชิงให้ได้เหรียญรางวัลมากๆ
แล้วอย่างนี้เวลาสอนเวลาถ่ายทอดนักศึกษา จะไม่กลายเป็นการสั่งสอนอบรมให้นักศึกษามุ่งแต่เอาประโยชน์ของตน แล้ว
เอารัดเอาเปรียบสังคมหรือ แล้วการได้รับเหรียญรางวัลมากๆ ของนักกีฬาเพียงคนเดียวแ ทนที่จะกลายเป็นการสร้างชื่อเีสียงให้กับ
มหาวิทยาลัยเจ้าภาพ กลับกลายเป็นการสร้างชื่อเสียให้กับมหาวิทยาลัยเจ้าภาพแ ทน กลายเป็นการเอาชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
ลงมาละเลงกับความต้องการความละโมบส่วนบุคคลเ ฉพาะตน

คนดูไม่ได้อยากเห็นเพียงความสามารถของนักกีฬา แต่ต้องการเห็นภาพของน้ำใจนักกีฬา การเสียสละ การรู้จักรักหมู่คณะ
ที่จะส่งผลไปสู่การรักสังคม ฤาลูกหลานย่าโมจะถึงยุคที่มีแต่คนเก่ง  แต่ขาดแคลนคนดีเสียแล้ว


(หมายเหตุ: กราบขออภัยหากข้อคิดเห็นนี้ ส่งผลกระทบกระืืเทือนทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของบุคคล หน่วยงาน
หรือองค์กร  ข้อคิดเห็นนี้ เป็นเพียงการแสดงออกเพื่อสะท้อนเพื่อให้สังคมเกิดความรู้สึกร่วมในการที่จะอยู่ร่วมกันแบบสมานฉัน
แบ่งปัน เอื้ออาทร  มิใช่ข้อเขียนเพื่อมุ่งโจมตีบุคคล หรือหน่วยงาน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2009, 02:36:54 PM โดย เด็ก ป.1 » บันทึกการเข้า
webmaster
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,154


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 03:19:05 AM »

เรียนคุณ เด็ก ป. 1

นับเป็นการคอมเพลนที่ค่อนข้างยาวพอสมควรครับ ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสไปชมการแข่งขันในครั้งนี้ อีกทั้งพอจะทราบเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการลีลาศ จึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็น รวมทั้งแนวคิดในแง่มุมที่อาจแตกต่างจากคุณเด็ก ป. 1 ... ยอมรับได้ หรือรับไม่ได้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็คงต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของทุกๆท่านที่ได้เข้ามาอ่านครับ

ก่อนอื่นต้องขอเรียนทุกท่านว่า ตัวผมมิได้เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยใดๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือความรับผิดชอบใดๆกับการแข่งขันกีฬาลีลาศในครั้งนี้ครับ

จากการเข้าร่วมชมการแข่งขันในครั้งนี้ ผมและรุ่นพี่ท่านหนึ่งก็ได้สังเกตุเห็น นักกีฬาที่ลงแข่งขันในหลายๆรายการตามที่คุณเด็กป.1 บรรยายมาครับ คาดคะเนว่าคงมีนักกีฬาทั้งหมดไม่เกิน 50 คู่ หรืออาจน้อยกว่านี้

และจากจำนวนนักกีฬาเพียงเท่านี้ หากมีการแบ่งการแข่งขันออกเป็นหลายรุ่นหรือหลายประเภท โดยห้ามมิให้ลงทำการแข่งขันมากกว่า 1 หรือ 2 รายการ ผมคาดว่าคงจะจัดการแข่งขันกันได้ไม่กี่รุ่นครับ รุ่นที่มีนักกีฬาสมัครเข้าแข่งขันเพียงหนึ่งหรือสองคู่ ก็คงต้องยกเลิกไป การแข่งขันในครั้งนี้ก็คงจะจบลงอย่างรวดเร็ว จะถึง2 ชั่วโมงหรือไม่ ผมเองก็ไม่แน่ใจครับ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ

1.หากทางมหาวิทยาลัยอื่นจัดส่งรายชื่อมาแล้วแต่ไม่ได้แข่ง เนื่องจากจำนวนนักกีฬาน้อยเกินกว่าที่จะจัดให้มีการแข่งขัน ท่านคิดอย่างไร และนักกีฬาที่ไม่ได้ลงแข่งทั้งที่อุตส่าห์เสียเวลาซ้อมมาเป็นแรมเดือน จะคิดอย่างไร

2.การจัดการแข่งขันกีฬาลีลาศ มีค่าใช้จ่ายคงที่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจแตกต่างจากกีฬาอีกหลายๆประเภท ทำการแข่งขัน 6 ชั่วโมง หรือ 3 ชั่วโมง หรือ 45 นาที ค่าใช้จ่ายแทบไม่แตกต่างกัน ค่าจัดสถานที่ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ของคณะกรรมการและทีมงานประมวลผล และค่าใช้จ่ายหลักต่างๆ ล้วนไม่เปลี่ยนแปลง.... ครับ ในแง่ของสปิริตหรือในมุมมองของความมีน้ำใจนักกีฬา คงไม่มีข้อกังขาใดๆ แต่ในเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์และในด้านความสามัคคี ท่านคิดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้จากการอยู่ร่วมกันในเวลาเพียงแค่ 45 นาที หรือ 120 นาทีหรือไม่

3.กีฬาลีลาศเป็นกีฬาที่ต้องใช้พลังค่อนข้างมาก แน่นอนว่านักกีฬาอาวุโสย่อมเสียเปรียบนักกีฬาที่หนุ่มแน่นกว่า หากนักกีฬาที่สมัครเข้าแข่งขันในรุ่นนั้นๆ มีไม่พอที่จะจัดให้มีการแข่งขัน นักกีฬาอาวุโสจึงต้องเข้าร่วม เพื่อให้มีจำนวนนักกีฬาพอที่จะจัดการแข่งขัน ท่านคิดว่านักกีฬาอาวุโสเอาเปรียบนักกีฬาที่อายุน้อยกว่า หรือนักกีฬาอาวุโสมีสปิริต ยอมเหนื่อยเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เพื่อให้นักกีฬาที่อายุน้อยกว่าได้มีประสบการณ์ในการแข่งขัน

4.การที่นักกีฬาอาวุโสสามารถเอาชนะนักกีฬาที่หนุ่มแน่นกว่า ท่านคิดและทำอย่างไร จากข้อ 4.1 และ 4.2

 4.1 กำจัดนักกีฬาอาวุโสออกไป เพื่อให้นักกีฬาที่หนุ่มแน่นกว่าได้รับเหรียญชนะเลิศ
 4.2 สนับสนุนให้นักกีฬาที่หนุ่มแน่นกว่า ให้หมั่นฝึกซ้อมและศึกษาเพิ่มเติม เพื่อที่ในอนาคตข้างหน้า ประเทศของเราจะได้มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมากขึ้น

5.หากท่านเป็นนักกีฬาอาวุโส ที่ผ่านการแข่งขันและเคยได้รับเหรียญรางวัลในระดับประเทศและเหรียญรางวัลของกีฬาบุคลากร ท่านภูมิใจในเหรียญใดมากกว่ากัน

6.ท่านคิดว่า "กีฬา" ควรมีการแข่งขัน มีแพ้ มีชนะ แต่อยู่ร่วมกันแบบมีน้ำใจนักกีฬา หรือแบ่งๆเหรียญกันไปแบบสมานฉันท์ โดยไม่ต้องมีการแข่งขัน

7.หากทางมหาวิทยาลัยของท่าน เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ท่านจะจัดการแก้ปัญหาในข้อ 1 และข้อ2 อย่างไร และท่านคิดอย่างไร ในข้อ 3 - 6


ข้อความทั้งหมดนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยมิได้มีเจตนาที่จะดิสเครดิตท่านใด ท่านสามารถตอบคำถามทั้งหมดในใจ โดยไม่จำเป็นต้องตอบกระทู้ หรืออาจตอบกระทู้สำหรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ลองคิดดูนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2009, 01:15:15 PM โดย webmaster » บันทึกการเข้า
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 09:36:59 AM »

ก่อนตอบประเด็นต่างๆ ขอชี้แจงก่อนว่าสังคมประชาธิปไตยต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน การแสดงความคิดเห็นเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง การแสดงความคิดเห็นจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันทำให้เกิดการพัฒนา และการสร้างสรรค์  ที่จะส่งผลให้สังคมเกิดพัฒนาการและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขต่อไป

1. หากส่งชื่อมาแล้ว ไม่ได้ลงแข่ง ก็คงมีหลายสาเหตุ อาจจากความไม่พร้อมหรืออุบัติของตัวนักกีฬา หรือความผิดพลาดของการจัดการแข่งขัน ทั้งนี้ หากทุกฝ่ายอยู่บนพื้นฐานของการเอื้ออาทร ร่วมกันรับผิดชอบ ยอมรับให้อภัยความผิดพลาด แล้วนำไปสู่การแก้ไข อย่างนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

2. ความสามัคคี น้ำใจนักกีฬา จากการแข่งขัน เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา ทั้งในช่วงเวลาที่ทำการฝึกซ้อมในหมู่เพื่อนนักกีฬาก็ทำความรู้จัก ผูกพันธ์กัน  ในช่วงเวลาแข่งขัน นักกีฬาต่างองค์กร ต่างหน่วยงาน มาอยู่รวมกัน ในสถานที่เดียวกัน ย่อมมีปฏิสัมพันธ์พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ก่อให้เกิดสัมพันธไมตรี  มีการแสดงน้ำใจต่อกัน  น้ำใจนักกีฬาในช่วงวินาทีของการลงแข่งขันในสนาม เพียงแค่ไม่กี่นาทีคงไม่ใช่เวทีที่แสดงน้ำใจนักกีฬาได้มากนัก

3. การแสดงสปิริตของนักกีฬาอาวุโส โดยยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อลงแข่งขันเฉพาะในรุ่นที่มีผู้แข่งขันน้อย ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของนักกีฬาอาวุโสแน่นอน  สปิริตอย่างนี้ย่อมปรากฏต่อสายตาผู้ชม และกลายเป็นความชื่นชมอยากแน่นอน

4. นักกีฬาอาวุโสสามารถเอาชนะนักกีฬาหนุ่มแน่นกว่า
4.1 ไม่จำกัดนักกีฬาอาวุโสแน่นอน  แต่นักกีฬาหนุ่มอาจเกิดคำถามว่า แล้วทำไมจึงมีกฎกติกาไม่ให้นักกีฬาหนุ่มลงแข่งในบางรุ่นบางระดับ
4.2 นักกีฬาหนุ่มกว่าย่อมมีพละกำลัง มีการเรียนรู้ มีการอดทนในการฝึกซ้อมได้มากกว่า และเอาชนะนักกีฬาอาวุโสได้ไม่ยากนัก ก็จะต้องย้อนกลับไปคำถามว่า แล้วกฏกติกาที่แบ่งระดับอายุนั้น กำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้นักกีฬาที่มีอายุน้อยกว่าไปลงแข่งขันในกลุ่มนักกีฬาที่มีอายุมากกว่า  และก็ไม่มีกฎกติกาใดๆ ที่จะระบุว่า นักกีฬาที่มีอายุมากกว่า ห้ามไปลงแข่งขันกับกลุ่มอายุน้อยกว่า ทั้งนี้เพราะสภาพร่างกายเป็นข้อจำกัดของนักกีฬาสูงอายุอยู่แล้ว นอกจากนั้น นักกีฬาที่สูงอายุมักจะมีวุฒิภาวะ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากกว่านักกีฬาที่มีอายุน้อยกว่าอยู่แล้ว ในกรณีนี้ กฏกติกาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดไม่ให้นักกีฬาอาวุโสมาลงแข่งกับนักกีฬาอายุน้อย 

5. หากผมเป็นนักกีฬาที่เคยได้รับรางวัลในระดับชาติ และนานาชาติมาแล้ว และต้องมาเป็นตัวแทนการแข่งขันระดับภายในหน่วยงานอย่างนี้ อย่างแรกที่ควรเสนอคือ การโชว์การแข่งขัน ไม่ใช่การลงแข่งขัน แต่หากต้องลงแข่งขัน ก็จะลงแข่งเฉพาะในระดับสูง ที่มีผู้แข่งขันน้อย และหากบางกลุ่มอายุที่จำนวนผู้แข่งขันไม่เพียงพอจริงๆ  แล้วจำเป็นต้องลงแข่งเพื่อให้เห็นภาพของการจัดการแข่งขันที่ต้องการให้เห็นภาพของความยิ่งใหญ่อลังการ ก็จะเลือกลงแข่งเฉพาะในรายการที่จำเป็นเท่านั้น

6. เป้าหมายของกีฬา คือ การสร้างคนให้รู้จักแพ้ รู้จักชนะ เหรียญรางวัลใดๆ ย่อมเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของความอุตสาหะพยายามความบากบั่นที่สามารถเอาชนะตัวเองได้  เป็นคนละประเด็นกับการไม่แข่งขันแล้วแ่บ่งๆ เหรียญกันไป   ชัยชนะเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ไม่สามารถสร้างได้โดยเงินเข้าแลก  ส่วนใหญ่ต้องเสียสละทั้งเงิน ทั้งเวลา ทั้งจิตใจ ความอดทนเพื่อให้ได้ชัยชนะ แต่ชัยชนะของเราที่ได้มาโดยไม่แบ่งปัน ชัยชนะในลักษณะของโหยหาอยากได้ชัยชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลับกลายเป็นภาพเดียวกับการอยากได้ของเล่นในวัยเด็ก ที่เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่แล้วเราจึงย้อนกลับไปมองเห็นและเข้าใจได้ว่าจริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่ความอยาก ไม่ใช่ความจำเป็นที่จำเป็นต้องได้ ในกรณีนี้อาจเป็นเพียงแค่ความอยากได้ชัยชนะ โดยไม่ใช่ความจำเป็นต้องได้ชัยชนะก็ได้

7. หากมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่เป็นเจ้าภาพ ไม่รู้เหมือนกันครับเพราะผมไม่ใช่ผู้จัด แต่ถ้าคาดเดา ก็คงจะจัดการแข่งขันแบบเอารัดเอาเปรียบเหมือนๆ กันเหมือนๆ กับที่อื่นๆ จัดทั้งในระดับโอลิมปิก ในระดับเอเชียนเกมส์ ในระดับซีเกมส์ ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬาจังหวัด ระดับไหนๆ ก็จัดการแข่งขันแบบเอารัดเอาเปรียบกันทั้งนั้น
แต่ถ้าผมเป็นผู้ควบคุมการจัดการแข่งขันได้  ก็คงจะจัดการแข่งขันโดยมีเป้าหมายเพื่อความสามัคคี ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ความรู้จักแพ้ รู้จักชนะ การยอมรับกฏกติกา โดยที่ไม่ต้องการให้เกิดภาพของการเอารัดเอาเปรียบกัน
อย่างที่เห็นกันๆ ไม่ว่าใครเป็นเจ้าภาพ ความสำเร็จของเจ้าภาพมักวัดจากปริมาณเหรียญ โดยเฉพาะเหรียญทอง โดยไม่มีการบันทึกถึงสปิริตเกิดขึ้่นจากการแข่งขันกีฬา ภาพของความสามัคคีที่เกิดขึ้น 

ที่จริง นักกีฬาระดับชาติ ที่มาปรากฏในงานก็มีหลายท่าน อย่างเด็กๆ ที่มาร่วมโชว์ร่วมแสดงความสามารถ ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นได้ว่า ถ้ามาโชว์มาแสดงความสามารถในงานจะได้รับการชื่นชมยินดีมากกว่า  แล้วในประเด็นของสปิริตที่ต้องลงแข่งเพื่อให้สามารถจัดการแข่งขันได้ครบทุกๆ ระดับชั้น ก็ค้านกับความเป็นจริง เพราะแต่ละรุ่น แต่ละระดับที่แข่งขัน มีผู้ลงแข่งจำนวนมาก ถ้าเรามีความสามารถมากกว่าอาวุโสไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งเลย  แล้วถ้าเราไม่แข่ง นักกีฬาในหน่วยงานของเราเองที่อยู่ในระดับรองจากเรา ก็จะขึ้นมารับเหรียญทอง ก็จะทำให้เขาได้ความรู้สึกภาคภูมิใจแทนที่จะเป็นเรา ประเด็นนี้ก็เหมือนกับที่เราเสียสละบางอย่างให้ลูกให้เพื่อน แล้วเรารู้สึกปลาบปลื้มปิติภายในตัวของเราเอง โดยที่ไม่อาจบรรยายให้ใครรับรู้ได้ อย่างนี้แหละจะเรียกได้ว่า "รู้จักชนะ" คือ รู้จักที่จะชนะใจของเราเอง รู้จักที่จะให้ชัยชนะแก่คนอื่น โดยที่มีเพียงเราคนเดียวที่รับรู้

อีกอย่างหนึ่งที่ลืมกล่าวถึง และเพิ่งจะนึกได้ (ขออภัยในที่นี้ด้วย) คือ น้ำใจนักกีฬาที่เกิดขึ้นในงานนี้  คือ น้ำใจนักกีฬาของชาวลีลาศดอทคอมที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การเสียสละถ่ายทอดความรู้ลีลาศ ที่ยินดีถ่ายทอดและให้ความรู้กับนักกีฬาไม่ว่าคนใด ที่มายืน มาเต้นให้เห็นตรงหน้า แล้วเห็นว่าน่าจะปรับแก้อย่างไร จึงจะงดงามถูกต้องมากกว่า ชาวลีลาศดอทคอมถ่ายทอดแบ่งปันความรู้ให้ทุกคน ด้วยน้ำใสใจจริง (คงไม่เอ่ยนามเพราะทราบกันดีกว่าเป็นใคร)  นอกจากนั้นยังมีภาพของการร่วมสามัคคีกันของชาวลีลาศดอทคอม ที่แสดงให้เห็นโดยการทักทายกัน การมอบของที่ระลึกให้กับสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเป็นผลให้ผู้พบเห็นเกิดความสงสัยและซักถามที่มาที่ไป แล้วก็กล่าวชื่นชมยินดี ในความเสียสละของ webmaster (ขออนุญาตเอ่ยชื่อครับ)  ที่ก่อตั้งเว็บลีลาศดอทคอมจึงเป็นก่อให้เกิดกิจกรรม ก่อให้เกิดกลุ่มคนที่มีความรักใคร่ผูกพันสมัครสมาน ซึ่งในใจของ webmaster น่าจะเกิดความรู้สึกปลื้มปิติที่ไม่ได้บอกให้ใครมารับรู้ด้วย อย่างนี้แหละครับ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้มีน้ำใจนักกีฬา แต่เป็นคนที่มีชัยชนะที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง เพราะสามารถเอาชนะใจของตัวเองได้ (ไม่้ได้เยินยอครับ แต่รู้สึกและรับรู้อย่างนี้ ก็ขออนุญาตกล่าวตามที่รู้สึก)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 14, 2009, 11:03:28 AM โดย เด็ก ป.1 » บันทึกการเข้า
หนุ่มลำปางกับสาวน้อง
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,004


หนุ่มน้อง สองชน คนลำปาง


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 09:59:15 AM »

**ขอแสดงความคิดเห็นด้วยคนครับ**


4. นักกีฬาอาวุโสสามารถเอาชนะนักกีฬาหนุ่มแน่นกว่า
4.1 ไม่จำกัดนักกีฬาอาวุโสแน่นอน  แต่นักกีฬาหนุ่มอาจเกิดคำถามว่า แล้วทำไมจึงมีกฎกติกาไม่ให้นักกีฬาหนุ่มลงแข่งในบางรุ่นบางระดับ

       ผมทราบมาว่าเขากำหนดแต่ละรุ่นว่า 35 ปีขึ้น,ไป 45ปีขึ้นไปและรุ่นทั่วไป ผู้ประกาศในสนามอาจประกาศไม่ครบถ้วนทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดได้
(ขอคำยืนยันรุ่นต่างๆ จากคณะจัดการแข่งขันด้วยว่าข้อความนี้ถูกต้องหรือไม่)


4.2 นักกีฬาหนุ่มกว่าย่อมมีพละกำลัง มีการเรียนรู้ มีการอดทนในการฝึกซ้อมได้มากกว่า และเอาชนะนักกีฬาอาวุโสได้ไม่ยากนัก ก็จะต้องย้อนกลับไปคำถามว่า แล้วกฏกติกาที่แบ่งระดับอายุนั้น กำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้นักกีฬาที่มีอายุน้อยกว่าไปลงแข่งขันในกลุ่มนักกีฬาที่มีอายุมากกว่า  และก็ไม่มีกฎกติกาใดๆ ที่จะระบุว่า นักกีฬาที่มีอายุมากกว่า ห้ามไปลงแข่งขันกับกลุ่มอายุน้อยกว่า ทั้งนี้เพราะสภาพร่างกายเป็นข้อจำกัดของนักกีฬาสูงอายุอยู่แล้ว นอกจากนั้น นักกีฬาที่สูงอายุมักจะมีวุฒิภาวะ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากกว่านักกีฬาที่มีอายุน้อยกว่าอยู่แล้ว ในกรณีนี้ จึงกฏกติกาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดไม่ให้นักกีฬาอาวุโสมาลงแข่งกับนักกีฬาอายุน้อย 

5. หากผมเป็นนักกีฬาที่เคยได้รับรางวัลในระดับชาติ และนานาชาติมาแล้ว และต้องมาเป็นตัวแทนการแข่งขันระดับภายในหน่วยงานอย่างนี้ อย่างแรกที่ควรเสนอคือ การโชว์การแข่งขัน ไม่ใช่การลงแข่งขัน แต่หากต้องลงแข่งขัน ก็จะลงแข่งเฉพาะในระดับสูง ที่มีอยู่แข่งขันน้อย และหากบางกลุ่มอายุที่จำนวนผู้แข่งขันไม่เพียงพอจริงๆ  แล้วจำเป็นต้องลงแข่งเพื่อให้เห็นภาพของการจัดการแข่งขันที่ต้องการให้เห็นภาพของความยิ่งใหญ่อลังการ ก็จะเลือกลงแข่งเฉพาะในรายการที่จำเป็นเท่านั้น

  **ข้อนี้เมื่อก่อนผมก็เคยคิดเช่นนี้ แต่พอกลับมาทบทวนดูอีกครั้งจึงนึกได้ว่า ถ้าเป็นเราซึ่งอุส่าห์ฝึกฝนมาตลอดทั้งปี และสามารถทำชื่อเสียงให้กับสถาปันที่เราสังกัดอยู่ เราควรทำเช่นไร 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2009, 10:08:55 AM โดย หนุ่มลำปางกับสาวน้อง » บันทึกการเข้า

หยุดการโหยหาในสิ่งที่ไม่มี เท่านี้ก็เป็นสุขแล้ว
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 11:32:55 AM »

สำหรับผม  การเข้าร่วมงานนี้ก็นับว่าคุ้มค่า และนับเป็นโอกาสที่ดี ที่เข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ที่ไม่มีตำราใดๆ เขียนถึง ไม่มีอาจารย์ท่านใดจะมาสอนได้  การเก็บเกี่ยวความรู้อาจไม่ครอบคลุม อาจผิดพลาดเพราะเป็นแค่มุมมองของคนคนเดียว ไม่มีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็น ย่อมทำให้ความรู้แตกฉานออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ขอบคุณพี่หนุ่มที่มาร่วมแจมความคิด  ไม่อยากจะเปรียบเทียบกับกลุ่มบ้านมะเฟืองที่ผ่านมา ที่ได้รับเลือกตามกฏกติกา  คะแนนท่วมท้น แต่ถ้าอยู่บนพื้นฐานของคุณความดี พื้นฐานของความถูกต้อง  ดีงาม ก็จะอยู่ยืนยาว

ก็เข้าใจนะครับ ว่ากติกาเปิดช่องไว้  ผมว่าครั้งต่อๆ ไป นอกจากมีกติกาห้ามเด็กๆ ขึ้นไปแข่งในรุ่นใหญ่แล้ว ก็คงต้องเพิ่มห้ามรุ่นใหญ่ลงไปแข่งรุ่นเด็กด้วย เอาแบบเทนนิส แบบมวย ที่ใช้พละกำลังเป็นหลัก ถ้าอย่างนั้น การแบ่งรุ่นโดยใช้กลุ่มอายุ ก็ควรจะหมดไป  ที่ย้อนกลับมาแสดงความคิดเ็ห็นก็เพราะความรู้สึกยอมรับไม่ได้แหละครับ  จะหาว่าใจแคบก็คงจะไม่ผิดครับ แต่ผมมองว่า  ผมคนขี้เหงา คือแทนที่ฉันจะยืนแสดงความสำเร็จอยู่คนเดียว ตั้งแต่ระดับตีนเขาขึ้นไปจนสูงสุดจนถึงยอดเขา ก็อยากแบ่งๆ ความสำเร็จให้มีอีกสิบคนมายืนเคียงข้างมาร่วมยืนกับในระดับเดียวกับฉันให้เยอะๆ  ทำให้อย่างไร ให้มีในประเทศไทย หรือทั้งโลกนี้ ไม่ว่าไปที่ไหน ก็มีแต่คนได้รับรางวัลชนะเลิศลีลาศเต็มไปหมด  ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่ว่าไปที่ไหน ก็มีฟลอลีลาศฟลอเต้นรำเต็มไปหมด  เพราะทุกคนรู้ว่า โอกา่สเกิดขึ้นกับเสมอกับทุกๆ คน

ถ้าจากที่ฟังมาไม่ผิด ก็เข้าใจว่า การแบ่งระดับกลุ่มอายุของผู้เข้าแข่งขัน ก็มาจากต่างประเทศเหมือนกัน คนคิดกติกาประเด็นนี้ก็คงไม่มีใครคิดว่า จะมีนักกีฬารุ่นใหญ่ไปข่มรัศมีนักกีฬารุ่นน้อง

แล้วประเด็นของการสร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงาน ก็ทำได้ง่ายๆ คือลงแข่งใน class สูงโดยไม่ลงใน class ต่ำ
ส่วนบางจังหวะที่หาคนลงแข่งขันในกลุ่มผู้เ้ต้นที่สูงอายุได้ยาก เช่น Paso หรือจังหวะอื่นๆ ก็คงต้องเอาชนะใจตัวเองแหละครับ ประเด็นนี้แหละยากครับ ไม่เจอกับใครคงทำความเข้าใจได้ยาก ความต้องการ ความอยากมีอยากเป็นที่เกิดขึ้นกับบุคคล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นง่าย แต่เอาชนะได้ยาก

ผมว่าเรื่องกำหนดรุ่น 35 ปีขึ้นไป 45 ปีขึ้นไป แ้ล้วก็รุ่นทั่วไป จะเป็นความตั้งใจของเจ้าภาพหรือป่าว ที่รู้อยู่แล้วว่า จะมีผู้สูงอายุต้องการลงในรุ่นทั่วไป จึงเปลี่ยนชื่อจากรุ่น 25 ปีขึ้นไป เป็น "รุ่นทั่วไป"  เพื่อที่ว่า เมื่อประกาศขึ้นรับรางวัล  ท่านผู้ชมจะได้ไม่สับสนมากนักว่า ทำไมบางคนที่รับเหรียญจึงหน้าตาไม่อยู่ในรุ่น 25 ปีขึ้นไป  (ความคิดเห็นนะครับ อาจไม่ถูกต้องก็ได้ หากผิดพลาดก็น้อมรับ)

ก็อยากจะบอกให้กับท่านอื่นๆ ที่เข้ามาอ่าน โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นว่า  ที่มีข้อความโต้ตอบไปมากันนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นในสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่มีใครจะมาเป็นคนตัดสินว่าความคิดเห็นใดถูกหรือความคิดเห็นใดผิด  ถือเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นนะครับ  ซึ่งถ้าย้อนกลับไปคิดว่า หากสังคมไทยเรา  คนส่วนใหญ่ รู้จักแสดงความคิดเห็น เวทีแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ ก็จะเป็นเวทีที่ช่วยก่อให้เกิดปัญญา ความรู้ได้  ที่จะเป็นแนวทางให้ประเทศของเราพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป  แล้วก็เป็นเวทีที่ฝึกให้รู้จักยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ว่าต้องอยู่ร่วมกันได้  ก็จะส่งให้ประเทศของเรา ได้เป็นประชาธิปไตยที่สงบสุขซะที

ใครเข้ามาอ่าน ก็เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ  เป็นการฝึกฝนความคิดครับ ฝึกมาก คิดมากก็จะเกิดปัญญา เด็กผู้ใหญ่ ฝึกคิดไว้ครับ ฝึกคิดเก่งจะทำให้เต้นลีลาศได้ดีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 14, 2009, 11:03:44 AM โดย เด็ก ป.1 » บันทึกการเข้า
webmaster
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,154


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 12:40:12 PM »

เรียนท่านสมาชิกทุกท่านทราบ

ขอความกรุณาหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างหรือกล่าวถึง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็น ที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองครับ

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ
บันทึกการเข้า
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 12:52:59 PM »



โอ้.... ขออภัยอย่างแรง จะแก้ไขขอรับ
บันทึกการเข้า
Vwaltz
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,147



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2009, 01:06:43 PM »

ขอแสดงความเห็นด้วยคนค่ะ   เนื่องมาจากเป็นนักกีฬาอาวุโสเหมือนกัน



ก็เข้าใจนะครับ ว่ากติกาเปิดช่องไว้  ผมว่าครั้งต่อๆ ไป นอกจากมีกติกาห้ามเด็กๆ ขึ้นไปแข่งในรุ่นใหญ่แล้ว ก็คงต้องเพิ่มห้ามรุ่นใหญ่ลงไปแข่งรุ่นเด็กด้วย เอาแบบเทนนิส แบบมวย ที่ใช้พละกำลังเป็นหลัก ถ้าอย่างนั้น การแบ่งรุ่นโดยใช้กลุ่มอายุ ก็ควรจะหมดไป  ที่ย้อนกลับมาแสดงความคิดเ็ห็นก็เพราะความรู้สึกยอมรับไม่ได้แหละครับ  จะหาว่าใจแคบก็คงจะไม่ผิดครับ แต่ผมมองว่า  ผมคนขี้เหงา คือแทนที่ฉันจะยืนแสดงความสำเร็จอยู่คนเดียว ตั้งแต่ระดับตีนเขาขึ้นไปจนสูงสุดจนถึงยอดเขา ก็อยากแบ่งๆ ความสำเร็จให้มีอีกสิบคนมายืนเคียงข้างมาร่วมยืนกับในระดับเดียวกับฉันให้เยอะๆ  ทำให้อย่างไร ให้มีในประเทศไทย หรือทั้งโลกนี้ ไม่ว่าไปที่ไหน ก็มีแต่คนได้รับรางวัลชนะเลิศลีลาศเต็มไปหมด  ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่ว่าไปที่ไหน ก็มีฟลอลีลาศฟลอเต้นรำเต็มไปหมด  เพราะทุกคนรู้ว่า โอกา่สเกิดขึ้นกับเสมอกับทุกๆ คน
ถ้าจากที่ฟังมาไม่ผิด ก็เข้าใจว่า การแบ่งระดับกลุ่มอายุของผู้เข้าแข่งขัน ก็มาจากต่างประเทศเหมือนกัน คนคิดกติกาประเด็นนี้ก็คงไม่มีใครคิดว่า จะมีนักกีฬารุ่นใหญ่ไปข่มรัศมีนักกีฬารุ่นน้องอย่างนี้หรอก



สมัยก่อน ที่ลงแข่งลีลาศใหม่ ๆ  ก็มีความคิดแบบนี้ค่ะ  พอเล่นลีลาศ แข่งไปนานๆ เข้า ก็เข้าใจค่ะ

         การที่กีฬาลีลาศ มีการกำหนดอายุ เพื่อไม่ให้กลุ่มอายุหนึ่ง ไปแข่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นการกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ในเรื่อง สมรรถนทางด้านกายภาพ อันหมายถึง พละกำลัง กล้ามเนื้อต่าง ๆ ความเสื่อมถอยของข้อกระดูก และอื่น ๆ  ( เมื่ออายุมากขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วจะรู้ค่ะ)  เข้าใจว่า สมรรถภาพของร่างกายมนุษย์ จะสมบูรณ์ที่สุดในช่วง รุ่นอะเด้าท์ (สำหรับกีฬาลีลาศ)  ดังนี้น นักกีฬารุ่น ยูธ สามารถมาแข่งรุ่นอะเด้าท์  /  รุ่น อายุ 45 ขึ้นไป สามารถของแข่ง รุ่น 35-45 ได้ / และรุ่น 35-45  รุ่น 45 ขึ้นไป  ก็อนุญาตให้ลงมาแข่งรุ่น อะเด้าท์ ถ้าคิดว่าตนเองมีความสามารถ มีศักยภาพเพียงพอ สมรรถภาพของร่างกายสามารถแข่งกับ รุ่นอายุที่มีสมรรถภาพสูงสุดได้ (ซึ่งกีฬาลีลาศ เป็นกีฬาที่ใช้พละกำลัง และใช้การทำงานของกล้ามเนื้อมาก)

        เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า  " โอกา่สเกิดขึ้นกับเสมอกับทุกๆ คน "   ค่ะ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ที่มีความมานะพยายาม ขยันหมั่นเพียรฝึกซ้อมค่ะ  สำหรับโดยส่วนตัวแล้ว   โดยส่วนตัวนะคะ  รางวัลเหรียญต่าง ๆ  อันดับต่าง ๆ  เป็นรางวัลของการ อดทน มานะพยายาม ในลงทุน ลงแรง การศึกษาเรียนรู้ ฝึกซ้อม ให้ตัวเองทำได้ดีขึ้น มันเป็นรางวัลของความภูมิใจในตนเองค่ะ ไม่ใช่ความภูมิใจในการที่เอาชนะใครมาได้ แต่เป็นความภูมิใจเอาชนะตัวเองได้ และคิดว่าเป็นผู้เป็นนักกีฬาทุกคนจะคิดอย่างนี้ค่ะ  สมัยลงแข่งครั้งแรก ก็ตกรอบแรกเหมือนกันค่ะ  เสียใจเหมือนกัน  แล้วก็ไปตั้งต้น ฝึกซ้อมกันใหม่  พยามยามให้มากขึ้น ศึกษาจากผู้รู้ ให้ท่านชี้แนะมากขึ้น  ซ้อมกันแบบต้องให้ใจกับมันเลย         


        สำหรับประเด็นเรื่อง  การแข่งขันในนามสถาบันที่สังกัดอยู่

ขออ้างอิงคำถามพี่หนุ่มนะคะ


5. หากผมเป็นนักกีฬาที่เคยได้รับรางวัลในระดับชาติ และนานาชาติมาแล้ว และต้องมาเป็นตัวแทนการแข่งขันระดับภายในหน่วยงานอย่างนี้ อย่างแรกที่ควรเสนอคือ การโชว์การแข่งขัน ไม่ใช่การลงแข่งขัน แต่หากต้องลงแข่งขัน ก็จะลงแข่งเฉพาะในระดับสูง ที่มีอยู่แข่งขันน้อย และหากบางกลุ่มอายุที่จำนวนผู้แข่งขันไม่เพียงพอจริงๆ  แล้วจำเป็นต้องลงแข่งเพื่อให้เห็นภาพของการจัดการแข่งขันที่ต้องการให้เห็นภาพของความยิ่งใหญ่อลังการ ก็จะเลือกลงแข่งเฉพาะในรายการที่จำเป็นเท่านั้น

  **ข้อนี้เมื่อก่อนผมก็เคยคิดเช่นนี้ แต่พอกลับมาทบทวนดูอีกครั้งจึงนึกได้ว่า ถ้าเป็นเราซึ่งอุส่าห์ฝึกฝนมาตลอดทั้งปี และสามารถทำชื่อเสียงให้กับสถาปันที่เราสังกัดอยู่ เราควรทำเช่นไร 

        ถ้าตนเองมีความสามารถ ที่จะทำชื่อเสียง ให้กับสถาบันที่ทำงานอยู่  ซึ่งสถาบันให้การสนับสนุนอยู่แล้ว  ถ้าถามว่า มีโอกาส จะทำได้ จะทำให้ไหม    ทำให้แน่นอนค่ะ เป็นความภูมิใจในตนเองเหมือนกัน ที่ได้ตอบแทนให้กับสถาบันของตนเอง  อิ อิ ........................   ขอให้อยู่อย่างมีความภูมิใจในตนเอง และรู้ว่าตนเองมีคุณค่า ก็พอแล้ว   ค่ะ.............................................

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2009, 04:15:39 PM โดย Vwaltz » บันทึกการเข้า


              ยิ้ม  ยิ้มกว้างๆ พรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง ช่างมันก่อน ขอมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ดีที่สุด ณ ขณะนี้ ก็พอ ยิ้มกว้างๆ  ยิงฟันยิ้ม

 
หนุ่มลำปางกับสาวน้อง
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,004


หนุ่มน้อง สองชน คนลำปาง


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2009, 11:58:59 AM »

ผมขอยกคำตอบของป้าอ๊อด จากกระทู้เรียนป้าอ๊อด มาว่างไว้ในกระทู้นี้ครับ เพื่อท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจเพิ่มเติมมากขึ้น



เรียนคุณเด็กป.1.
..ขออภัยที่งานนี้มีเพียง 21 รายการ  อีกเจ็ดรายการไม่ทราบว่าเป็นการแข่งขันอะไรคะ.และมีทีมที่ลงคู่เดียวทั้ง 21 รายการด้วย ไปหาเอาเองว่าเป็นม.ใดส่งเข้าแข่งขันจากภาคกลางค่ะ..ส่วนป้าลงแค่ครึ่งเดียว...เพราะมีกำลังเท่านี้..
..ขอบคุณในคำชม..สำหรับทีมน้องใหม่ในการแข่งขันกีฬาบุคลากร..ป้ามีข้อแนะนำเพื่อให้เด็กป.1 ได้พัฒนาฝีมือ ทัศนคติ ความรู้ ความคิดให้ทันการแข่งขันกีฬาอุดมศึกษา จากเด็กป.1 ไปสู่การแข่งขันของคนอุดมศึกษาดังนี้
1.ก่อนส่งทีมเข้าแข่งขันทุกชนิดกีฬาโปรดศึกษาข้อบังคับอย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อบังคับที่ 5 ว่าด้วยคุณสมบัติผู้เข้าแข่งขันตามที่ กกมท.กำหนด ซึ่งทีมของท่านขอต่อรองกับเจ้าภาพเสมอ ทางเรายอมได้แต่ที่ประชุมผู้จัดการทีมและตัวแทน กกมท.ไม่สามารถยอมให้ท่านได้ ทีมของท่านจึงต้องโดนตัดสิทธิ์ในการแข่งขันไป 1 ราย ของป้าโดนไปสี่ราย

2.ก่อนส่งนักกีฬาลงแข่งขันแต่ละคลาสโปรดศึกษาระเบียบการแข่งขันอย่างละเอียด ว่าเขากำหนดคุณสมบัติ รุ่น คลาส จำนวนอย่างไร ข้อนี้ทีมของท่านก็ทำผิดระเบีบยอีกหนึ่งรายการ แต่ได้ขอทางสมาคมให้อนุโลมให้ได้แข่งขัน

3.หากมีการจัดการแข่งขันแล้วไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และระเบียบการแข่งขัน ให้หัวหน้านักกีฬายื่นประท้วงได้ที่ศูนย์ประสานงานการแข่งขันโดยยื่นหนังสือประท้วงพร้อมวางเงิน 2,000 บาท ถ้าการประท้วงเป็นผลจะได้เงินคืน ผู้ถูกประท้วงจะถูกเรียกเหรียญรางวัลคืนมอบให้ลำดับต่อไป  ถ้าประท้วงไม่เป็นผลจะถูกริบเงินมัดจำเข้า กกมท.

4.สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเข้าร่วมประชุมผู้จัดการทีม เป็นการเข้าไปเพื่อรักษาผลประโยชน์และยืนยันการเข้าแข่งขันครั้งสุดท้าย ซึ่งกรรมการจะยึดรายการ/รายชื่อ/จำนวนแข่งขัน ตามที่ตกลงกันในที่ประชุมผู้จัดการทีมเท่านั้น  วันแข่งขันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น

5.การเตรียมทีมนักกีฬาสำคัญอย่างยิ่ง ในการเก็บตัวฝึก ซ้อมและวางแผน การควบคุม เราใช้เวลาหกเดือนในการเตรียมตัวในฐานะเจ้าภาพจัดแข่งและฝึกซ้อมนักกีฬาลงสู่สนาม ไม่มีวันหยุดราชการ ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซ้อมสี่โมงเช้าถึงสี่ทุ่มทุกวันหยุด วันราชการซ้อมห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม ทั้งนักกีฬาและโค้ชไม่ต้องออกจากห้องซ้อม ข้าวปลาอาหารส่งถึงที่ทุกมื้อ
ที่ มทส.ไม่ใช่ลีลาศทีมเดียวที่เป็นอย่างนี้  เรือพายที่กำลังโกยเหรียญวันละ 3-5 เหรียญทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน

..ปีหน้าที่อุบลราชธานี..คุณเด็กป.1 คงได้พัฒนาขึ้นมาเทียบเท่าทีมอื่นๆบ้างเช่นกันเพราะผู้จัดการทีมของท่านทุ่มเทเพื่อทีมงานอย่าเต็มที่ ถ้าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีตลอดปี นับแต่นี้ไป..คงจะมีความสำเร็จเช่นกันและพบกันปีหน้าค่ะ.
บันทึกการเข้า

หยุดการโหยหาในสิ่งที่ไม่มี เท่านี้ก็เป็นสุขแล้ว
Tongdee
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2009, 12:23:33 AM »

กีฬา  มีแพ้ มีชนะ  และขอให้มีอภัย

คราวนี้แพ้  ก็กลับไปฝึกฝนใหม่...

ขอให้กำลังใจกับนักกีฬาทุกท่าน




วันใดไรซึ่งแสงจันทร์  หิงห้อยอย่างฉันคงมีความหมาย
บันทึกการเข้า
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2009, 09:13:54 AM »

เหมือนขี้แพ้ชวนตีเน้อะ... ตัวเองทำไม่ได้ ก็เลยพาลเรื่องอื่น  (ไม่ใช่นะครับ ทั้งทีมก็รู้ว่าไม่พร้อมตั้งแต่คิดว่าจะไปแล้ว
                                 ซ้อมวันชม. (สป.ละ 5 ชม.)  นักกีฬาส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ เพิ่งจะมาซ้อมก่อนแข่งประมาณสามเดือน
                                 สรุปแล้วก็ซ้อมแค่ประมาณ 70-80 ชม. ก่อนที่จะลงแข่ง แต่ก็ต้องไป ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสถาบัน)
ก็เล่นขึ้นรับเหรียญซะขนาดนี้ ย่อมมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา (ผมก็อิจฉา แล้วก็คิดว่าฉันต้องทำให้ได้อย่างนี้บ้าง)

ขอประมวลความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ (ในฐานะนักกีฬา)
1. การเตรียมตัวของนักกีฬาและทีมเป็นสิ่งสำคัญ -- ฝึกและซ้อมให้ได้มากที่สุด
2. กฎกติกาสำคัญต่อนักกีฬา  -- ตัวนักกีฬาเอง ต้องอ่านและทำความเข้าใจในกฎกติกาทุกๆ ข้อความ ทั้งกติกาของการแข่งขัน
                                          ในกีฬาที่ตัวเองลงแข่ง และกติกาในการจัดการแข่งขัน
                                       การปรับแก้ไขกฎกติกาแข่งขัน ต้องทำผ่านตัวแทนนักกีฬา อาจเป็นผู้จัดการทีม หรือโค้ช
                                       (ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ)
                                       การเข้าร่วมประชุม รับทราบกฎกติกา ของตัวแทนนักกีฬาส่งผลต่อความสำเร็จของนักกีฬา
                                      (งานนี้ จากการสอบถามภายหลัง  ตัวแทนนักกีฬาของ มข. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
                                      และตัวแทนนักกีฬาขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดประเภท การจัดการกลุ่มการแข่งขัน  ทำให้
                                      ไม่ตระหนักในประเด็นสำคัญๆ หลายข้อ ส่งผลกระทบให้การบริหารจัดการทีมไม่ประสบความสำเร็จ และ
                                      ส่งผลต่อความสำเร็จในการแข่งขันโดยตรง)
3. การลงแข่งขัน  -- การแข่งกับตัวเองสำคัญมากกว่าการแข่งกับผู้อื่น 
                           ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้  แต่ละวันต้องมีพัฒนาการ
4. การได้รู้จักพูดคุยกับนักกีฬาสถาบันอื่นๆ  ช่วยเกิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลขึ้น

ลืมไปขอเพิ่มอีกประเด็นครับ
5. ขอเอาตัวอย่างของความเสียสละของกลุ่มชาวลีลาสดอทคอมเป็นตัวอย่างครับ ช่วยใครได้ก็เข้าไปช่วย ให้ใครได้ก็ให้ 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 14, 2009, 11:04:28 AM โดย เด็ก ป.1 » บันทึกการเข้า
หนุ่มลำปางกับสาวน้อง
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,004


หนุ่มน้อง สองชน คนลำปาง


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2009, 09:26:12 AM »


เหมือนขี้แพ้ชวนตีเน้อะ... ตัวเองทำไม่ได้ ก็เลยพาลเรื่องอื่น  (ไม่ใช่นะครับ ทั้งทีมก็รู้ว่าไม่พร้อมตั้งแต่คิดว่าจะไปแล้ว
                                 ซ้อมวันชม. (สป.ละ 5 ชม.)  นักกีฬาส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ เพิ่งจะมาซ้อมก่อนแข่งประมาณสามเดือน
                                 สรุปแล้วก็ซ้อมแค่ประมาณ 70-80 ชม. ก่อนที่จะลงแข่ง แต่ก็ต้องไป ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสถาบัน)
ก็เล่นขึ้นรับเหรียญซะขนาดนี้ ย่อมมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา

ขอประมวลความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ (ในฐานะนักกีฬา)
1. การเตรียมตัวของนักกีฬาและทีมเป็นสิ่งสำคัญ -- ฝึกและซ้อมให้ได้มากที่สุด
2. กฎกติกาสำคัญต่อนักกีฬา  -- ตัวนักกีฬาเอง ต้องอ่านและทำความเข้าใจในกฎกติกาทุกๆ ข้อความ ทั้งกติกาของการแข่งขัน
                                          ในกีฬาที่ตัวเองลงแข่ง และกติกาในการจัดการแข่งขัน
                                       การปรับแก้ไขกฎกติกาแข่งขัน ต้องทำผ่านตัวแทนนักกีฬา อาจเป็นผู้จัดการทีม หรือโค้ช
                                       (ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ)
                                       การเข้าร่วมประชุม รับทราบกฎกติกา ของตัวแทนนักกีฬาส่งผลต่อความสำเร็จของนักกีฬา
                                      (งานนี้ จากการสอบถามภายหลัง  ตัวแทนนักกีฬาของ มข. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
                                      และตัวแทนนักกีฬาขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดประเภท การจัดการกลุ่มการแข่งขัน  ทำให้
                                      ไม่ตระหนักในประเด็นสำคัญๆ หลายข้อ ส่งผลกระทบให้การบริหารจัดการทีมไม่ประสบความสำเร็จ และ
                                      ส่งผลต่อความสำเร็จในการแข่งขันโดยตรง)
3. การลงแข่งขัน  -- การแข่งกับตัวเองสำคัญมากกว่าการแข่งกับผู้อื่น 
                           ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้  แต่ละวันต้องมีพัฒนาการ
4. การได้รู้จักพูดคุยกับนักกีฬาสถาบันอื่นๆ  ช่วยเกิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลขึ้น





  ** ผมดีใจมากครับที่คุณเด็ก ป.1 เข้าใจ และขอเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกท่าน ถ้าผมมีโอกาศไปขอนแก่นจะแวะไปเยี่ยมเยือนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2009, 09:27:47 AM โดย หนุ่มลำปางกับสาวน้อง » บันทึกการเข้า

หยุดการโหยหาในสิ่งที่ไม่มี เท่านี้ก็เป็นสุขแล้ว
Vwaltz
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,147



เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2009, 12:09:17 PM »

เป็นกำลังใจให้ คุณเด็กป.1 เจ้าของกระทู้ค่ะ  ถ้าปีหน้าได้มีโอกาสไปกีฬาบุคคลากร จะไปช่วยเชียร์และให้กำลังใจค่ะ

แต่  แต่  แต่ว่า.........................มันไกลเหลื้อเกิน   ตั้งอุบลราชธานีแน่ะ ถ้าวันแข่งลีลาศ เป็นวันหยุด อาจจะมีสิทธิ์ได้ไปนะคะ
บันทึกการเข้า


              ยิ้ม  ยิ้มกว้างๆ พรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง ช่างมันก่อน ขอมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ดีที่สุด ณ ขณะนี้ ก็พอ ยิ้มกว้างๆ  ยิงฟันยิ้ม

 
Ni
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24,413


นิเองค่ะ..


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2009, 01:31:35 PM »




จะเป็นหลานย่าโมคนโคราช หรือคนเมืองไหนๆ
เราก็มีหัวใจเดียวกันคือ.. รักการลีลาศ
เพียงเราเข้าใจกัน ความสุขจะเกิดขึ้นกับทุกๆคน

ขอเป็นกำลังใจให้ คุณ เด็กป.1 ในการแข่งขันครั้งต่อไปด้วยเช่นกันค่ะ
และขอต้อนรับสู่เว็บบอร์ดคนรักลีลาศทุกๆวันนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2009, 02:43:27 PM โดย Ni » บันทึกการเข้า

ขยิบตา "Truly great friends are hard to find,
          ยิ้มกว้างๆ  difficult to leave,
                      ยิงฟันยิ้ม  and impossible to forget."
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2009, 02:36:20 PM »

โอ้... มีพี่ๆ น้องๆ เชียร์เราด้วย ดีใจ
ขอบคุณพี่หนุ่ม คุณนิ คุณ Vwaltz ที่จะเป็นกำลังใจให้
แต่ปีหน้า ตั้งไว้ในใจว่า คงจะเป็นฝ่ายสนับสนุนส่งเสริม มากกว่าจะลงแข่งเองครับ
ยอมรับว่า ลีลาศต้องทุ่มเท อุตสาหะ ตั้งใจ  และอุทิศ อย่างแท้จริง จึงจะออกมาได้สวยงาม และดีอย่างที่ใจต้องการ
ใครจะไปคิดว่า แค่ก้าวเท้าเฉยๆ อะไรมันจะยากขนาดนี้ ต้องถูกต้องสวยตั้งแต่เท้ายันหัว ลำตัว และแขน แถมต้องฟังเพลง
ต้องเต้นพร้อมๆ ไปกับคู่ ต้องคอยมองคู่อื่นอีก โอ้.. เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ 
เพียงแค่นี้ คือแค่พอ "ได้เต้น" หรือ "เ ต้นได้" อย่างทุกวันนี้ก็พอใจแล้ว  ขืนถ้าเ อา "เต้นได้และดี"  คงต้องเปลี่ยนอาชีพแน่
อีกอย่างที่สำคัญ ขาดคู่เต้นคู่้้ซ้อมแล้วครับ  ทำให้ทุกวันนี้ เวลาไปไหนก็ง่าย มีคู่เยอะไปหมด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2009, 02:42:10 PM โดย เด็ก ป.1 » บันทึกการเข้า
CJS_BKK
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,000


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 12:09:46 PM »

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 03:31:20 PM »



.ขออภัยทุกท่านที่ป้าไม่มีเวลาเข้ามาหลายวันเลยปล่อยให้ทุกท่านคุยกันไปหลายวัน
.วันนี้ยังเหลือรายการวิ่ง 100เมตรตอนหกโมงเย็นเลยแวะเข้ามาคุยก่อน.ที่จะไม่ว่างอีกสามสี่วัน
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 03:44:12 PM »

เรียนคุณเด็กป.1
.ในฐานะรุ่นพี่ที่เคยผ่านสนามมาก่อน ก็จะเล่นประสบการณ์ให้ฟังเผื่อสถาบันอื่นหรือทีม/นักแข่งท่านอื่นจะนำไปพิจารณา


ป้าลงสนามกีฬาบุคลากรครั้งแรกเมื่อปี 42..โดยน้อง/อาจารย์ผู้จัดการทีมมาชวน..ตอนนั้นป้าเลิกเต้นรำมา 13 ปีแล้ว
ป้าก็ไปออกกำลังที่สถานกีฬาทั้งแอโรบิก ลีลาศ ฟิตเนส ทุกวันกับน้องๆที่ทำงาน เขาคงคิดว่าป้าคงจะพอไปเป็นนักกีฬาให้สถาบันได้
ก็ซ้อมไม่ถึงสองเดือน วันละ 2 ชั่วโมงคนสอนก็บอกว่าดีครับ เก่งครับจนไปถึงสนามแข่ง มีแข่งรุ่นเดียวไม่แบ่งอายุครับ
.เพราะเจ้าช่วย.ชุดที่เราเตรียมมาแสนจะเชยๆๆๆ(ดีกว่าชุดทำงานหน่อย)เพราะคิดว่ากีฬาบุคลากรคงจะแบบสบายๆกันเอง
.ยิ่งตอนแข่งยิ่งตะลึง.เรามาแข่งได้ไงนี่...เหมือนมาเดินเล่นมากกว่า...ก็ถือว่าเป็นบทเรียนในครั้งแรก.


.ปีต่อมาก็พาคู่ไปให้น้องชายนายหมึก(คนเคยแข่ง)ซ้อมให้ถึงประจวบฯ..ก็เลยได้เหรียญทองแดงกลับมาใส่อวดชาวบ้านบ้าง
.พัฒนาการแต่งตัวให้ทันสมัยมากขึ้น..ก็พอจะดูตัวเองว่าเป็นนักแข่งกับเขาบ้าง
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 03:54:13 PM »

หลังจากนั้นการแข่งขันมีสถาบันเพิ่มมากขึ้น มีการแบ่งเป็นรุ่นอายุ 45ปีด้วยจึงได้เปลี่ยนคู่ใหม่
โดยมีโค้ชเป็นน้องหมึกและหนูแจนเช่นเคย...
.น้องสองคนก็พยายามปั้นพี่สาวจนได้เหรียญทองเป็นครั้งแรก...เสื้อผ้าหน้า ผมก็เป็นการแข่งขันมากเหมือนชาวบ้านเขา

.คู่ต่อสู้ในปีต่อๆมามากขึ้นและเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็พาคู่ไปหาอาจารย์ที่นครปฐมและน้องชายก็ยังคงดูแลให้ด้วยเหมือนเคย
.หลังจากนั้นก็พาสมาชิกในทีมไปเรียนกับอาจารย์ด้วย..ทำให้วลัยลักษณ์เกมส์ทีมเราได้มา 8 เหรียญทอง ไม่นับเงิน/ทองแดง
.พอถึงนครสวรรค์ชะล่าใจคิดว่ายังไงก็นอนมา..ที่ไหนได้..โดน.มหิดล เชียงใหม่ มสธ แบ่งไปจนได้มาเพียง 3 เหรียญทองเท่านั้น
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 04:04:19 PM »

หลังจากนั้นก็กลับมาคุยกันใหม่ว่า คงต้องปรับแผนการซ้อมและการจับคู่ลงแข่งขันใหม่ทั้งหมด
พอดีที่นเรศวรไม่มีแข่งลีลาศเราจึงมีเวลาสร้างคนถึงสองปี..เราซ้อมเป็นปกติทุกวันอังคาร/พฤหัสฯหกโมงถึงสองทุ่ม
เสาร์อาทิตย์ น้องต่อ(อิกคิว)มาสอนพิเศษให้อีกเดือนละสองครั้ง


มีนักกีฬาประมาณสามสิบคนซ้อมตามความสมัครใจไปก่อนใครอยากจะเต้นกับใครก็ได้
.แล้วป้าก็พาไปแข่งขันสนามต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเพื่อให้ชินสนาม/คนอื่นๆ
.จนได้รับเป็นเจ้าภาพปีนี้..ทุกชนิดกีฬาก็ได้รับการสนับสนุกจากมหาวิทยาลัยในการซ้อมเป็นอย่างดี
จึงได้จับคู่ตามรุ่น/ความเหมาะสมแล้วซ้อมเป็นเรื่องเป็นราว ก่อนกีฬาหกเดือน  ทั้งหมดสิบสองคู่สามรุ่น
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 04:19:33 PM »



..จนอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนแข่งมีการสั่งให้ตรวจสอบคุณสมบัตินักกีฬาตามข้อบังคับที่ห้า
 เพราะเจ้าภาพไม่ต้องการให้ใครประท้วงเรื่องคุณสมบัตินักกีฬา  ทั้งทีมโดนตัดนักกีฬาไปสี่คน
รวมทุกชนิดกีฬาเกือบสามสิบคน  เราก็ต้องมาจัดการกันใหม่กับคนที่เหลือและคนที่ขาดหายไป
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 04:27:00 PM »



อ.สนองอ.ธวัชชัยโดนตัดคู่ผู้หญิงออกไป   น้องติ่งกับป้าก็โดนตัดคู่ผู้ชายออกไป
เราก็มาจับคู่และซ้อมกันใหม่ เดิมป้าลงเพียงลาติน35-45ปี ห้ารายการ เมื่อไม่มีเด็กป้าก็ต้องลงมาที่ ทั่วไปด้วย


รุ่น 35 ปีคู่แข่งคลาสซี สแตนดาร์ดไม่พอแข่งมีแค่สองคู่ อ.สนองกับติ่งซ้อมไม่ทัน ป้าก็ไปจับน้องวรายุทธซ้อมสี่วันก่อนแข่ง
เพื่อให้อีกสองสถาบันที่สมัครไว้ได้แข่งขันแบบนักเหรียญได้.เลยได้ใส่ชุดสวยด้วย...
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 04:40:32 PM »


.ที่สปิริทสุดๆในงานนี้  ต้องอ.ธวัชชัย..รู้ว่าคู่รุ่นทั่วไปโดนตัดไปก็พยายามที่จะซ้อมใหม่กับป้าให้ครบทั้งห้าจังหวะ
เดิมจะลงกันแค่สามจังหวะเท่านั้นก็คิดว่าจะได้พักการซ้อม..หลังจากชิงแชมป์อาจารย์ก็กลับไปเยี่ยมพ่อที่เชียงใหม่
.กลับมาต่อฟิกเกอร์ใหม่สองจังหวะได้วันเดียวคุณพ่อเสีย ต้องกลับเชียงใหม่ด่วน  คิดว่าคงจะต้องถอนการแข่งขันแล้ว
.อาจารย์โทรฯกลับมาบอกว่าจะกลับมาแข่งให้  แล้วจะกลับไปงานศพต่อ



อาจารย์กลับมาเย็นวันที่1 ก็ซ้อมสักพัก อาจารย์บอกว่าเราถอนแซมบ้ากับพาโซได้ไหม อาจารย์เดินไม่ได้
ตอนนั้นผ่านการประชุมผู้จัดการทีมไปแล้ว  ยังไงก็ต้องลงเลยบอกอาจารย์ว่า"แพ้เด็กก็ไม่เห็นเป็นไร ก็เรามันตั้งห้าสิบกว่าแล้ว"
ไปถอนตอนเช้าสมาคมฯไม่ยอมแน่ เขาจะว่าเอาด้วยว่า พอรายการที่ทำท่าจะแพ้ก็ไม่ลง  ก็ตกลงซ้อมกันต่อไป  รวมทั้งตะลุงด้วย
น้องต่อก็มาช่วยจัดการให้ง่ายขึ้นในการเต้น  และบอกเทคนิคให้สามารถเต้นไปด้วยกันได้
.แข่งเสร็จเย็นนั้นอาจารย์ก็กลับเชียงใหม่ไปเผาศพคุณพ่อ วันที่สามค่ะ...คงเป็นความดีที่อาจารย์ตั้งใจทำเพื่อสถาบัน จึงทำให้เราประสบผลสำเร็จอย่างสวยงาม
บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
ป้าอ๊อด
Meeting Staff
Hero Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 5,511



« ตอบ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 04:46:46 PM »

ปีหน้าป้าคงจะลงเพียงรุ่นเดียว เพราะตอนนี้ป้ามีเด็กปั้นหลายคู่ที่จะลงไปเก็บกวาดเหรียญแทนแล้วค่ะhttp://i525.photobucket.com/albums/cc339/chaveewan/_MG_4793.jpg[/img]

หนูยุ้ยกับน้องจิ้ม ศิษย์เอกพี่หนุม/น้องต่อ

น้องเอกกับหนูพร

อ.สนอง/น้องติ่ง   น้องตู่/น้องชาร์ฟ

[size=13t]หลังจากแข่งเสร็จก็มีสมาชิกมาสมัครเป็นนักกีฬาใหม่อีกเพียบค่ะ..ปีหน้าป้าคงมาสมาชิกเป็นกองทัพ..555[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2009, 02:22:57 AM โดย ป้าอ๊อด » บันทึกการเข้า

แม้ปากจะไม่หวานเหมือนใคร...แต่ความจริงใจ..เต็มเปี่ยม..
เด็ก ป.1
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


« ตอบ #24 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2009, 02:35:11 PM »



ครับ
หลังจากไปสงบอกสงบใจ เข้าวัดฟังธรรม
และก็ได้ยินธรรมบางประการก็อยากจะเอามาต่อยอดว่า
ถ้าตัวเรา (ผมนะเองครับ) ไม่รู้จักหักความคิดตัวเอง ความคิดก็จะไม่ต่อยอด
ต้องทำตัวเหมือนยอดกฐิน ยิ่งโดนเด็ด ก็ยิ่งแตกหน่อ ยิ่งหักยอด ยิ่งเติบโต
และสุดท้าย แม้ว่าต้นกฐินจะต้องตายจากไป 
คนทั้งหลายก็จะช่วยกันแพร่ขยายพันธุ์กฐินเอง
ก็เริ่มเห็นสัจจะธรรมแล้วครับ ขอเป็นต้นกฐินที่พร้อมจะโดนหัก โดนเด็ด โดนตัด
ไม่สนใจจะเติบโตขึ้นไปเป็นยอดสูงๆ ที่ไหนแล้ว ขอเป็นยอดเตี้ยๆ หลายๆ ยอดดีกว่า
แล้วก็ขออภัยนักกีฬาทุกๆ ท่านที่ได้ล่วงเกินไปในที่นี้ (ด้วยใจจริง)
และขออโหสิให้กับความไม่รู้จักโต ไม่รู้จักคิด (ของข้าพเจ้า) ด้วยครับ
บันทึกการเข้า
chinda
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #25 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2009, 02:43:03 PM »

ขอแสดงความเห็น ขอติงความคิดของเด็ก ป 1 ที่มีต่อคุณฉวีรรณ (อาจารย์อ้อด) กรรมการจัดแข่งขันกีฬาลีลาศของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และการตอบกลับของอาจารย์อ้อด
   ดิฉัน มุกดา จิตต์เจริญธรรม เริ่มสนใจศึกษากีฬาลีลาศเพราะความประทับใจการจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรที่นครสวรรค์ในปี 2550 ในตอนนั้นได้ฟังความเห็นของอาจารย์ สมเจต  ประธานกรรมการตัดสิน จึงอยากช่วยให้กีฬาลีลาศเป็นที่แพร่หลาย พวกเราเรียนลีลาศกันตั้งแต่กลับจากการแข่งขันที่นครสวรรค์อีกทั้งช่วยเผยแพร่การออกกำลังกายแบบลีลาศทุกวัน พวกเรามีความสุขที่ทำตัวดีมีประโยชน์ต่อชุมชนและมหาวิทยาลัยของเรา และมาแข่งขันที่มหาวิทยาลัยสุรนารีก็เพื่อเชื่อมสามัคคี เอาความสุขที่พวกเรามีอยู่แล้ว มาสู่คนในแวดวงกีฬาลีลาศด้วยกัน ช่วยเหลือกัน เมื่อได้รู้ได้อ่าน ได้ฟังการกล่าวถึงกรณีของเด็ก 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักกีฬาของดิฉัน และอาจารย์อ้อด ทำให้อยากแสดงความเห็นส่วนตัวที่มีต่อทั้งเด็ก ป1 และ อาจารย์ อ้อด
   ดิฉันอยากให้เด็ก ป 1 ทราบว่า พวกเราเป็นนักกีฬา ต้องยอมรับในการตัดสินของคณะกรรมการ การวิจารณ์นักกีฬาให้ผู้ชมคนเชียร์เขาทำกันเถอะ เรามาจากต่างมหาวิทยาลัยมาลงสนามเดียวกัน พวกเราเป็นกลุ่มเดียวกันหมดคือเพื่อนที่ชอบลีลาศเป็นชีวิตจิตใจ มารวมกันเพื่อทำให้คนที่มาเชียร์ได้รับความสุขความพอใจ ทำไมต้องตำหนิกันเองให้เกิดความแตกแยก ทำไมไม่ปล่อยให้อาจารย์อ้อดได้ยินจากผู้อื่น  ที่สำคัญผู้ที่ถูกตำหนิจะกล่าวหาว่าท่าน “ขี้แพ้ชวนตี ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา” แต่เด็ก ป 1 อาจจะพูดว่า “ผมไม่เก่งไม่หวังเหรียญ แต่อยากปลุกจิตสำนึกเท่านั้น”   ก็ตาม
   ส่วนอาจารย์อ้อด ต้องแสดงความมีน้ำใจในฐานะผู้จัดการแข่งขัน มีจิตใจเข้มแข็งที่จะรับได้ทั้งเสียงติและชม ประการสำคัญต้องตอบให้ตรงประเด็นของเด็ก ป 1 ที่กล่าวหามา มิใช่อาจารย์อ้อด กล่าวติพาดพิงไปถึงผู้อื่น ยกตัวอย่างผู้จัดการทีม ซึ่งพอสรุปประเด็นว่า (1.) ผู้จัดการทีมต่อรองเพื่อขอส่งคนเข้าแข่งขัน  (2.) ผู้จัดการทีมไม่เข้าประชุมในวันที่ 30 ซึ่งเป็นวันประชุมรวม (3.) สงสัยในความทุ่มเทของผู้จัดการทีม
   ดิฉันขอชี้แจง หากผู้อ่านจะว่าดิฉันผิดก็ขอยอมรับ และขอให้เรื่องต่างๆยุติลง โดยอยากให้ น้ำใจนักกีฬาและน้ำใจของผู้จัดการแข่งขัน ที่สำคัญเมื่อมีแล้วอยากให้ใช้อย่างเหมาะสม

ข้อชี้แจงคำกล่าวหาที่ 1 ผู้จัดการทีมต่อรองเพื่อขอส่งคนเข้าแข่งขัน
   ดิฉันจ้างเจ้าหน้าที่ทำงานลีลาศตั้งแต่การเข้าแข่งขันที่นครสวรรค์ เขาเป็นทีมงานของชมรมแอโรบิก-กิจกรรมเข้าจังหวะและดนตรี มข. และโครงการลดการใช้ยา ซึ่งค่าจ้างมาจากเงินส่วนตัวของดิฉันเอง ดิฉันได้เจียดเงินเดือนมาเป็นค่าจ้าง เมื่อต้องมาแข่งขันจึงต้องขอบอกกล่าวความจริงกับผู้จัดแข่งขันว่าจะลงได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อชมรม และคนในชุมชนอย่างมาก ได้ปรึกษาตลอดมา อาจารย์อ้อดบอกว่าได้ ตอนต้นเดือนเมษายนตนเองได้รับการเตือนจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ว่าผิดระเบียบ ดิฉันจึงโทรไปหาอาจารย์อ้อดอีก ขอคำแนะนำ ก็ได้รับคำยืนยันว่ามาเหอะ จนมาถึงวันที่ 28 เมษายน อาจารย์อ้อดโทรมาบอกว่าไม่ได้ ต้องให้อธิการบดีเซนต์รับรอง  ดิฉันปรึกษาว่ามีวิธีอื่นไหม เพราะเราซ้อมกันมา อีกทั้งเช่าและตัดชุดกันเรียบร้อย  หากการกระทำนี้ถูกกล่าวว่าเป็นการต่อรอง ทุกคนก็จะได้รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ ผิดมากนักหรือเพียงแค่อยากไปช่วยงานกีฬาลีลาศ

ข้อชี้แจงคำกล่าวหาที่ 2  ข้อผิดพลาดเกิดจากดิฉันไม่เข้าประชุม
   ในวันที่ 30 เมษายน ดิฉันต้องเดินทางไป มหาวิทยาลัยสุรนารีด้วยรถประจำทางตัวคนเดียว (เพราะตัวนักกีฬาติดภาระงานสอน กลุ่มนักกีฬาต้องเดินทางในวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อเข้าแข่งขันในวันที่ 2)  เมื่อไปถึงนครราชสีมาได้ให้หลาน (ดิฉันเป็นคนโคราช) ขับรถไปส่งเพราะกลัวไม่ทันประชุมตอนบ่ายโมง เมื่อไปถึงมหาวิทยาลัยสุรนารีได้โทรหา อาจารย์ อ้อด บอกมาถึงแล้วขอพบ อาจารย์อ้อดใจดีให้พบได้ทันที ตัวเองบอกว่ามาชำระเงินค่าโต๊ะในงานเลี้ยงสองโต๊ะ ได้จ่ายเงินและรับบัตร และได้ขอตรวจการสมัครว่าลงถูกต้องหรือเปล่า พบว่าผิดหลายรายการ จึงได้แก้ไขให้ถูกต้อง อาจารย์อ้อดบอกว่า “แผ่นที่แก้ไขนี้จะเอาเข้าที่ประชุม เมื่อแก้เสร็จแล้ว” ถามว่า “จะประชุมกันที่ไหน” อาจารย์อ้อดกล่าวว่า “ต้องมีการประชุมรวมก่อนแล้วจึงแยกกลุ่มชนิดกีฬา” ดิฉันเห็นว่าได้แก้ไขเรียบร้อยตรงกับใบสมัครที่ส่งไปให้ จึงขออนุญาตว่าจะกลับขอนแก่นก่อนได้ไหมเพราะทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และได้อุดหนุนซื้อตัว mascot มาหนึ่งชุด 
   ในวันที่ 1 พฤษภาคม ได้เดินทางมาถึง มหาวิทยาลัยสุรนารี เมื่อปล่อยนักกีฬาลงสนามซ้อม ตนเองต้องไปจัดการเรื่องรถยนต์ที่พานักกีฬามา เพราะมีปัญหาเรื่องแอร์ เรื่องไฟหน้า เรื่องเบรก ดิฉันต้องออกไปกับคนรถ เพราะต้องตามไปจ่ายเงินหากมีการซ่อมที่มากมาย  อีกทั้งต้องไปติดต่อช่างแต่งหน้าทำผม
   ในวันที่ 2 พฤษภาคม ได้เดินทางมาถึงสนามแข่งขันและเข้ารายงานตัว และตอนนั้นเองที่ตกใจ เพราะมีการทวงเรื่องค่าโต๊ะงานเลี้ยง เด็กบอกว่าอาจารย์ อ้อดฝากทวง ดิฉันบอกว่าจ่ายแล้วมีหลักฐานเพราะได้รับบัตรมาเรียบร้อย ดิฉันจึงขอตรวจสอบตารางการแข่งขัน และต้องตกใจมากเพราะไม่เหมือนกับที่แก้ให้เมื่อวันที่ 30 เมษายน เลย เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าแก้ตอนนี้ยังทันเพราะใบแก้ไขครั้งสุดท้ายจะส่งให้กรรมการ ดิฉันจึงต้องแก้ให้ใหม่อีกครั้ง แต่พอถึงการเรียกตัวนักกีฬาที่เข้าแข่งขันในแต่ละรายการก็ต้องตกใจอีกเพราะไม่มีชื่อของดิฉันเข้าแข่งขัน มาถึงตอนนี้ดิฉันยอมไม่ได้ ต้องสู้เพื่อสิทธิของตนเอง การทำตามที่อาจารย์ อ้อดแนะ และที่เจ้าหน้าที่แนะ ทำไมผิดพลาดมากขนาดนี้  ดิฉันได้ปรึกษาอาจารย์อ้อด อาจารย์อ้อดบอกให้จำนนตามหลักฐาน ไม่ต้องแข่ง “คุณผิดเพราะไม่เข้าประชุม  รู้ไหมการประชุมผู้จัดการทีมมีความสำคัญมาก” อาจารย์อ้อดพูดไปโดยที่ไม่รู้ว่า มีมหาวิทยาลัยอื่นมีปัญหาเช่นเดียวกับดิฉันด้วย ในที่สุดคนที่เข้าช่วยดิฉันให้ได้รับความยุติธรรม คือ อาจารย์สมเจต ประธานกรรมการฝ่ายตัดสิน อาจารย์ถามว่าทำไมไม่เข้าประชุม ดิฉันก็ชี้แจงไปว่ามาค่ะมาก่อนเวลาด้วยและแก้ไขให้แล้ว เมื่ออาจารย์อ้อดบอกว่าจะเอาใบที่แก้เข้าประชุม ดิฉันเข้าใจว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จเรียบร้อย จึงขอเดินทางกลับขอนแก่นเพราะมีงานที่ต้องสะสางหลายรายการเพื่อนำทีมเดินทางมาในวันรุ่งขึ้น เมื่อสิ้นการแข่งขันดิฉันก็ปล่อยปัญหาไปไม่คิดจะต้องทำให้เกิดเรื่อง ยังถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสอนรุ่นน้องว่า “ให้จำไว้ อย่าวางใจอย่างที่ดิฉันทำ” แต่อาจารย์อ้อดกลับกล่าวติมาแบบ จำไม่ได้เลยถึงการแนะนำและการไปร่วมการประชุมก่อนเวลาของดิฉัน

ข้อชี้แจงคำกล่าวหาที่ 3 ผู้จัดการทีมทุ่มเทให้ทีมงานแค่ไหน? 
ดิฉันได้อ่านถึงความทุ่มเทของอาจารย์อ้อดในการฝึกซ้อมทีมงานลีลาศแล้ว ก็ต้องขอชื่นชมและต้องยอมรับว่าดิฉันคงทำไม่ได้ ดิฉันทำได้แค่ตามแบบของตนเองโดยเป็นผู้สนับสนุนเรื่องเงินและการดูแลนักกีฬาให้ได้เรียนรู้เรื่องลีลาศตลอดมาตั้งแต่การแข่งขันที่นครสวรรค์ นอกจากให้เรียนแล้วยังให้ฝึกสอนผู้อื่น สอนให้ทำตัวมีประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและชุมชนของตนเอง และสอนให้ช่วยผู้อื่น มหาวิทยาสุรนารีจัดแข่งขันพวกเราไปช่วยเขานะ เตรียมเรื่องเสื้อผ้าอย่าให้ดูแย่เกินไป ทำได้อย่างที่ท่านเห็น พวกเราก็สนุกก็อย่างที่อาจารย์อ้อดติงล่ะว่า ท่าออกมาเหมือนเชียร์รีดเดอร์  แม้เราจะได้เหรียญเงินหนึ่งประเภท ดิฉันก็มักพูดว่าที่ได้เพราะคนเก่งเขาไม่ได้มาแข่งขัน
การไปแข่งขันคราวนี้ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือโดนตำหนิตรงที่แข่งหรือที่อาจารย์เขียนว่าผ่านเด็ก ป 1 มา ดิฉันก็รับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ขอบอกว่าการใช้เงินของดิฉันจะต้องใช้อย่างมีสติดิฉันคงไม่ทุ่มเงินและกำลังกายเพื่อการเอาชนะในการแข่งขันคราวหน้าที่อุบลราชธานีหรอก แต่จะทุ่มเงินทำประโยชน์ให้เกิดแก่มหาวิทยาลัยและชุมชนของเราให้มากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญดิฉันและทีมงานมีความรักความนับถือครูสอนลีลาศในท้องถิ่นและจะช่วยงานลีลาศต่อไปเพื่อสร้างความสามัคคี 
 ที่เขียนมาไม่ต้องการคำชี้แจง ขอให้เรื่องยุติ ใช้เวลาไปทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนของท่านดีกว่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2009, 03:50:53 PM โดย chinda » บันทึกการเข้า
alisa
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #26 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2009, 06:44:54 PM »

สวัสดีค่ะ ทุกท่านที่เข้ามาอ่านหัวข้อนี้ จริงๆแล้วลิซ่าได้เข้ามาอ่านตั้งแต่แรก
ขอบอกความรู้สึกจากใจ...เลยนะค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอเพราะไข้กายและไข้ใจ
จากการทุมเททำอะไรสักอย่างแล้วสะดุดเพราะเราให้ใจกับการทำงาน
ให้ใจกับผู้ร่วมงาน...แต่เหมือนเรากำลังทำอยู่คนเดียว...น้อยใจ ท้อ ทุกอย่าง
แต่พอเห็นหัวข้อแล้วเข้ามาอ่าน มันเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างมาวางอยู่บนอก
ตอนแรกไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงหวังแค่เข้ามาแล้วเห็นหัวข้อร่วมแสดงความยินดี
ความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน...บอกตรงๆว่าขณะที่อ่านไป ก็ได้คิดต้องบอกว่าได้คิด
เพราะเหตุการณ์แบบนี้การร่วมงานกับคนหมู่มาก การตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนๆเดียว เพราะเป็นองค์กรใหญ่
แต่บ้างครั้งอะไรที่มันมากไป เหนื่อยมากไป ตั้งใจมากไป แล้วผลไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ
มันย่อมมีคำถามว่า...ทำไม...ทำไม...แต่ลืมคิดไปเราก็เหนื่อย...เขาก็เหนื่อย...จากความตั้งใจที่จะให้ดี...
ความตั้งใจดี...ดี...ทั้งนั้น....ความรู้สึกท้อ น้อยใจ...ทำไม...
ขอให้เรามาทิ้งด้วยกันนะค่ะ ขอบคุณ...คุณเด็กป.1 ที่กรุณาเปลี่ยนหัวข้อ ขอนับถือน้ำใจและความเข้าใจ
ของลิซ่าจะทิ้งมันไปให้เร็วที่สุด (ไม่เกี่ยวอะไรกับใครเค้าหรอก) แต่งานนี้ขอบอก นักกีฬาของเราเข้มแข็งจริงๆ
กีฬา...กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล...ต้าลาล้า ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
]
[/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 15, 2009, 11:01:11 AM โดย alisa » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!